อภิสิทธิ์ มั่นใจนักลงทุนจะเห็นทิศทางประเทศไทยชัดเจนขึ้น

อภิสิทธิ์ มั่นใจนักลงทุนจะเห็นทิศทางประเทศไทยชัดเจนขึ้น

อภิสิทธิ์ มั่นใจนักลงทุนจะเห็นทิศทางประเทศไทยชัดเจนมากขึ้น เริ่มโรดโชว์ชี้แจงนักลงทุนต่างประเทศสิ้นเดือนนี้ ยอมรับความแตกแยกในบ้านเมืองจะมีตลอดไป แต่ต้องขีดวงให้อยู่ในระบบบ้านเมือง เศรษฐกิจถึงจะเดินหน้าได้

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ สัมภาษณ์ภายหลัง ร่วมรับประทานอาหารกลางวันและปาฐกถาพิเศษงาน "นายกรัฐมนตรีพบนักลงทุน" ว่า หลังจากที่ได้พูดในวันนี้คิดว่านักลงทุนหลายคนคงจะเห็นทิศทางที่ชัดเจน ที่สำคัญคือทำให้เขามีความเชื่อมั่นในประเทศไทย ซึ่งหลายคนเป็นนักธุรกิจที่มาทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และอาจมองว่าประเทศไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ตนจึงต้องการยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความเข็มแข็งและมีจุดแข็งเหมือนเดิม ในขณะที่รัฐบาลก็กำลังเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ลืมมองไปถึงโอกาสในระยะ ยาว ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยการทำงานต่อไป แต่คิดว่าวันนี้ทำให้หลายคนมองเห็นความตั้งใจ แผนงานและทิศทางของรัฐบาลชัดเจนขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องความเชื่อมั่นคงไม่ได้มีวันนี้วันเดียว ตนยังเดินสายเพื่อทำความเข้าใจกับทุกๆฝ่าย รวมทั้งการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงปลายเดือนนี้เพื่อทำความเข้าใจอีกด้วย นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือนก.พ.นี้ ตนจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นถือว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ได้จัดให้ตนไปพบกับนักลง ทุนของญี่ปุ่นด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้ชี้แจงถึงแผนกระตุ้น เศรษฐกิจในรอบแรก ซึ่งเราหวังว่าจะเริ่มทำงานได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก ไตรมาส 2 และไตรมาสที่ 3 แต่ทั้งโลกนี้ไม่มีใครทราบว่าพอถึงไตรมาส 3 แล้วสถานการณ์ จะเป็นอย่างไร ดังนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังจึงต้องมีการเตรียมแผนเพื่อสำรองเพื่อรองรับไว้ตลอด เวลา ทั้งในแง่ของแหล่งเงินทุนต่างๆที่มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ เพราะต้องดูสถานการณ์ในขณะนั้นก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่เราต้องทำงานบนความไม่ประมาท

"แผนสำรองในขณะนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะไปดูในเรื่องแหล่ง เงินทุนที่สามารถเข้ามาเสริมได้ในกรณีที่เราต้องใช้เงินเพิ่มเติม แต่ขณะเดียวกันจะดูในเชิงของโครงการที่เริ่มปูทางไปสู่นโยบายระยะกลางและ ระยะยาวมากขึ้นด้วย" นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้กำหนดเพดานเงินที่อาจจะต้องกู้จากต่างประเทศหรือไม่ว่าต้องเป็นจำนวนเท่าไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงเงินกู้จะถูกจำกัดโดยสัดส่วนหนี้ที่เหมาะสม และเราต้องระมัดระวังมากขึ้นในกรณีที่เรากู้เงินจากต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข่าวรัฐบาลอาจต้องกู้เงินจากต่างประเทศถึงแสนล้านบาท เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดถึงตัวเลขที่ชัดเจน แต่ความจริงแล้วเข้าใจว่าเป็นตัวเลขที่ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอาจจะ คำนวณอยู่ในแง่ของเพดานต่างๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯมั่นใจทุกอย่างจะฟื้นได้ในปีหน้า เป็นเพราะเชื่อมั่นใช่หรือไม่ว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพทางการเมืองจนอยู่ได้ ถึงปีหน้า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังเชื่อว่าขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทุกคนต้องการที่จะให้ยุติความขัด แย้งเพื่อที่ประเทศจะได้เดินไปข้างหน้า และตนได้ตอบนักลงทุนไปว่าความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองจะมีตลอดไป แต่เราต้องขีดวงจำกัดให้ความขัดแย้งหรือความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองอยู่ แต่ในระบบของเราเอง ไม่ไปกระทบกระเทือนให้บ้านเมืองหรือธุรกิจเสียหาย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำระบบให้กลับมาได้ก็สำคัญกว่าเรื่องอายุของรัฐบาล ซึ่งถ้าทำได้เศรษฐกิจไทยก็เดินหน้าไปได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นักลงทุนถามถึงความชัดเจนการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎต่างๆ ซึ่งข้อวิตกกังวลและปัญหาของนักลงทุนจำนวนมากคือเขาไม่มั่นใจเรื่องการ บังคับใช้กฎหมายของเรา เช่น เรื่องการถือครองที่ดิน คอนโดมิเนียม ซึ่งตนได้บอกเขาไปว่าเราคงไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องเขาได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีกติกาที่ชัดเจนไม่ให้เกิดความไม่แน่นอนหรือเกิดช่องโหว่ที่อาจ จะทำให้มีการทุจริต

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพิจารณาเพื่อแก้กฎหมายการถือครองที่ดินของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ แต่เป็นข้อเรียกร้องที่เราทราบว่ามีมานานแล้ว ซึ่งเท่าที่ตนดูจากหลายกรณีและที่เคยสัมผัสกับนักธุรกิจจำนวนมาก จำนวนปีที่ครอบครองอาจไม่สำคัญกับว่าเวลาเขียนกฎหมายแล้วปฏิบัติกันอย่างไร เพราะเขาเจอปัญหามาตลอด โดยทีแรกแนะนำว่าทำได้ แต่ต่อมาก็บอกว่าทำไม่ได้แล้วก็มีปัญหาทางกฏหมาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ตนเน้นเรื่องธรรมาภิบาลเพราะเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่ง ขันได้ ทั้งนี้รวมถึงข้าราชการด้วย โดยทางบีโอไอต้องช่วยประมวลปัญหาเหล่านี้เพราะมีความใกล้ชิดกับนักลงทุน ในขณะที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ก็น่าจะสะท้อนปัญหาออกมาว่ามี อะไรติดขัดในการปฏิบัติเพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขต่อไป

 

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด