สอบอีก3อิหร่านยังไม่ชัดโยงบึ้ม-มาเลย์ยืดเวลาส่งมาซูด

สอบอีก3อิหร่านยังไม่ชัดโยงบึ้ม-มาเลย์ยืดเวลาส่งมาซูด
INN News

สนับสนุนเนื้อหา


พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย ในโอกาสที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วม ระหว่าง ตำรวจไทยและมาเลเชีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 21 พร้อมจัดพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย และผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า การประชุมดังกล่าวนั้น จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นการหารือเกี่ยวกับกับสถานการณ์ของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุปันของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงแนวทางความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งกันและกัน ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในการหารือ ไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับการขอตัว นายมาซูด เซดากัส ซาเดห์ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีระเบิดในซอยสุขุมวิท แต่อย่างใด ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความความคืบหน้า ในการประสานขอตัว นายมาซูด เซดากัส ซาเดห์ ชาวอิหร่าน หนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีระเบิด 3 จุด ใน ซ.สุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากที่ ผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้าประเทศมาเลเซีย และถูกจับกุมตัวได้ โดยระบุว่า วันนี้ เป็นวันครบกำหนด 14 วัน การควบคุมตัวของทางการมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดทางการมาเลเซีย ได้ขอขยายระยะเวลาการส่งตัวผู้ต้องหาให้กับทางการไทย เพื่อทำการสอบสวนและตรวจสอบเอกสารหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ไทยไม่ได้เร่งรัดทางการมาเลเซีย เนื่องจาก กระบวนการและขั้นตอนทุกอย่าง มีความชัดเจนอยู่แล้ว อีกทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ได้เตรียมกำลังตำรวจสันติบาล เพื่อไปรับตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใดนอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่าน อีก3 ราย ที่จับกุมตัวได้ที่ รร.นาซ่า เวกัส นั้น ขณะนี้ ตม. อยู่ระหว่างการสอบสวน เบื้องต้น ยังไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีระเบิด แต่หนังสือเดินทางได้หมดอายุไปนานแล้ว ส่วนสาเหตุที่ไปบุกจับนั้น เนื่องจากมีข้อมูลว่า ทั้ง 3 ได้ติดต่อกับผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ผบช.สตม.เผยคุมตัว3อิหร่านพัวพันบึ้ม พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ใช้กฎหมายพิเศษควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่าน ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด 3 จุด ในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 - 33 และถนนสุขุมวิท 71 ไว้ทั้งหมด 3 ราย ซึ่ง 1 ราย คือ นายมาดานี เซเยส เมอร์เดด (MR.MADANI SEYED MEHRDE) ที่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หนังสือเดินทางหมดอายุ และอีก 2 ราย คือ นายนายราหิมิ มิ ราดิ ราซ และภรรยา ที่อ้างว่าป่วย และมีความจำเป็นต้องพักรักษาอาการอยู่ที่ประเทศไทยก่อน พร้อมกับได้ทำการต่อวีซ่าออกไป ถึงวันที่ 12 มี.ค. 2555 แล้ว ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนั้น จะสามารถกักขังตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไว้ได้เท่าที่จำเป็น โดยไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลา เพื่อรอให้คณะพนักงานสอบสวนที่มี พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าชุด มาดำเนินการสอบสวน และหากพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวโยงกับคดีระเบิด 3 จุด เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการผลักดันกลับประเทศตามกฎหมายทันที การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยดังกล่าวนั้น สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเย็นวานที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นโรงแรมนาซ่าเวกัส ย่านรามคำแหงอีกครั้ง และสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ในห้องพักของโรงแรมจำนวน 3 คน ยุทธศักดิ์เผยถกการข่าวเน้นก่อการร้ายในไทย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ จะมีการประชุมเพื่อบูรณาการด้านการข่าวความมั่นคง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการข่าวเรื่องการก่อการร้ายในประเทศไทย ซึ่งมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบด้านการข่าวโดยเฉพาะ ส่วนตนเอง พร้อมให้การสนับสนุน ทั้งนี้ เชื่อว่าการบูรณาการจะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนและชาวต่างชาติได้ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่าง โดยไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่จะเป็นการเตรียมแผนรับมือกับการก่อการร้าย ทั้งนี้จะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานก่อการร้ายอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการก่อการร้ายในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือให้เท่าทัน เฉลิม มั่นใจ การข่าวและความปลอดภัยของประเทศดีมากขึ้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อบูรณาการด้านการข่าว ว่า การทำงานที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นนามธรรม และเน้นเรื่องการเมืองภายในประเทศ ดังนั้น จึงมีการจัดระบบด้านการข่าวมากขึ้น โดยให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านการสืบสวนสอบสวนหาข้อมูล บุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ โดยในสถานการณ์ปกติจะมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และรายงานสรุปต่อนายกรัฐมนตรี ในทุกสัปดาห์ ขณะที่สถานการณ์วิกฤติ จะมีการตั้งวอร์รูมประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน ซึ่งในขณะเดียวกัน มั่นใจว่า หลังจากนี้การทำงานด้านการข่าว จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะดูแลความปลอดภัยในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ โดยยึดหลักเป็นมิตรกับทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม การประชุมวันนี้ ไม่ได้กำชับเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้น เพราะสถานการณ์ขณะนี้ปกติเรียบร้อยดี พร้อมยืนยันว่า จะไม่นำข้อมูลด้านการข่าว ไปใช้ในทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ อย่างแน่นอน  

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!