ปาล์มมี่ กับทางเลือกที่รักและเหตุผลที่ไม่อยากโกอินเตอร์

Sanook!-Music

สนับสนุนเนื้อหา

ปาล์มมี่

ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินสาวคุณภาพที่เลือกจะทำเพลงด้วยใจรักกับคนที่รักในสิ่งเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ ถึงเก็บเกี่ยวความสำเร็จและได้ใจแฟนๆ ทุกครั้งที่ทำผลงานเพลงออกมา แม้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเธอบ่อยนักก็ตาม

ก่อนขึ้นเวทีคอนเสิร์ต Palmy Barefoot Acoustic Concert ในวันที่ 21-22 กันยายนนี้ที่ ไบเทค บางนา ปาล์มมี่ เผยทีเด็ดของคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นพอเป็นพิธีว่า แน่นอนเธอมีเซอร์ไพรส์ แต่สิ่งที่ไม่เซอร์ไพรส์ คือการดึงนักดนตรีจากนิวยอร์กมาเป็นวงดนตรีแบ็คอัพให้ โดยที่ไม่เคยรู้จักเพลงไทยอย่างละเอียดและฟังภาษาไทยไม่ออก แต่ปาล์มมี่เชื่อว่า ด้วยภาษาดนตรี เธอจะทำงานกับวงดนตรีชุดนี้ได้อย่างเข้าขา และตอบโจทย์ได้ในสิ่งที่เธอต้องการตลอดมานั่นคือดนตรีคันทรีโฟล์คฉบับดั้งเดิม ซึ่งแม้จะอาศัยนักดนตรีของไทยที่เก่งกาจได้ แต่ปาล์มมี่เชื่อว่า ด้วยวิญญาณและอารมณ์ที่จะใส่เข้าไปในท่วงทำนอง คนที่จะตอบสนองย่อมต้องเป็นเจ้าของกลิ่นอายดนตรีแบบนี้เท่านั้น

"มี่คิดตลอดเวลา ว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะต้องออกมาเป็นแบบนี้ มันมาลงตัวตรงที่เราได้วงซึ่งเขามาทางนี้กันจริงๆ และมีความสามารถที่จะเล่นออกมาได้แบบที่มี่ต้องการจริงๆ โดยความช่วยเหลือจาก พี่เล็ก (ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์) เพราะว่าถ้าไม่ใช่วงนี้ คอนเสิร์ตครั้งนี้มี่ก็อาจจะยังไม่ทำ"

จากกระแสความคิดเห็นที่มักพูดกันว่า ปาล์มมี่เป็นคนดนตรีที่ร่วมงานได้ยาก หากไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอจะส่งงานคืนกลับและไม่จับมันอีก แต่เมื่อนึกถึงแง่ของคุณภาพที่เจ้าของผลงานต้องการ การตัดสินใจทุกครั้งบ่งบอกอยู่ชัดเจนแล้วว่า เธอคือเพอร์เฟคชันนิสท์ตัวจริง

ปาล์มมี่ตั้งใจเลือกอีกหนึ่งคนดนตรีที่เข้าขาอย่าง ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ มาดูแลคอนเสิร์ตครั้งนี้ในฐานะ Music Director เพราะความเชื่อในมุมมองเดียวกัน ทิศทางดนตรีและการทำงานที่ชัดเจนเหมือนกัน ออกมาเป็นเคมีที่ใครๆ ก็มองเห็น

"หน้าที่ผมคือต้องตอบสนองความต้องการทางหูของคุณมี่เขา ก็หวังว่าคนฟังจะชอบในสิ่งที่เขาเลือก เจตนาของคุณมี่คือเขาอยากได้ดนตรีโฟลค์พื้นเมืองแท้ๆ ผมก็ไปจัดหามา"

เมื่อลงตัวที่บรรยากาศของดนตรีพื้นเมืองอเมริกันตามความชอบของปาล์มมี่ ส่วนของดนตรีก็ดำเนินไปตามทางของมัน ส่วนของการทำงานระหว่างนี้คือการซ้อมให้เต็มที่ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ ทุกคนคาดหวังว่าครั้งนี้โชว์น่าจะออกมาสมบูรณ์แบบอย่างที่เจ้าของงานอยากได้จริงๆ

"ผมกับมี่เราเป็นคนตรงไปตรงมา คุยกันตรงๆ ส่วนของเราไม่มีปัญหา แต่หน้าที่ของผมคือจะทำอย่างไรให้มี่เขาสื่อสารกับวงแล้วรู้เรื่องที่สุด มันไม่ใช่เรื่องของภาษาเพราะภาษาอังกฤษเขาไม่มีปัญหา แต่เป็นเรื่องของการจูนความคิดกับคนอื่นๆ มากกว่า ผมเลยเข้าใจเขาตรงนี้ เพราะผมก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เราก็จะคอยกรองให้เขา ทั้งภาษาของนักดนตรีกับเพลงของปาล์มมี่เองให้มันออกมาพอดีๆ กัน"

เมื่อเห็นถึงความตั้งใจที่หาไม่ได้มากนักจากศิลปินไทยในยุคนี้ หลายคนจึงเชื่อว่า ปาล์มมี่ มีศักยภาพพอที่จะก้าวไปยืนบนเวทีต่างแดนได้ไม่ยาก หากแต่กลายเป็นสิ่งเดียวที่เธอขอเดินสวนทาง

"มี่ไม่โกอินเตอร์แน่นอน (เสียงเข้ม) ไม่คิดเลยค่ะ"

เป็นคำตอบที่ปาล์มมี่ตอบได้สั้นที่สุดแต่ชัดเจนที่สุด จึงไม่ควรเซ้าซี้เธอต่อกับเรื่องนี้ เพราะดูแล้วเธอต้องการโฟกัสกับงานในปัจจุบันเสียมากกว่า เมื่อถามกลับมาถึงเรื่องคอนเสิร์ตต่อ เธอก็พร้อมเปิดปากบอกทุกเรื่องด้วยความยินดี

"คอนเสิร์ตเราจัดเล็กๆ แค่สองรอบ รอบแรกห้าพันคน อยากให้มันดูสบายๆ เหมือนคอนเซปท์ barefoot คือเท้าเปล่าๆ นั่นแหละค่ะ มี่มาแบบเท้าเปล่าเหมือนเรามาแบบเปิดใจ อยากเล่น อยากร้อง อยากทำอะไร ทำเลย คนดูก็จะได้ไม่ต้องมาเกร็งแม้ว่าเพลงที่เล่นมันจะเป็นอีกสไตล์หนึ่ง อยากให้บรรยากาศออกมาแบบอบอุ่นมากกว่า

และถ้าคนดูจะมาแบบเท้าเปล่า มี่ยินดีมากเลย อยากให้มีกระทั่งตู้ฝากรองเท้าแต่ตู้คงต้องใหญ่มากนะ ห้าพันคู่ แต่มี่ยังไม่มีสตางค์ซื้อตู้ค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่สังคมเรามีระเบียบก็อาจจะทำอย่างนั้นนะคะ"

ขณะที่ ฮิวโก้ เสริมว่า อยากให้ทุกคนที่รักในเสียงดนตรีมาดูกัน โดยเฉพาะคอเพลงสากลที่ยอมตีตั๋วดูศิลปินต่างประเทศ คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะใช้มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ ทั้งเรื่องของเสียง แสง และบรรยากาศ และสิ่งที่ฮิวโก้บอกว่าเป็นไฮไลท์จริงๆ คือการร้องของปาล์มมี่ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ จะแตกต่างกว่าทุกครั้งที่เธอเคยร้องมา

อีกไม่กี่อึดใจ คอนเสิร์ตอบอุ่นของปาล์มมี่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อฟังจากปากของเธอมาถึงตรงนี้ หลายคนก็หมดห่วง เหลือแต่ความประทับใจที่ปาล์มมี่จะเตรียมไว้ให้ทุกคนได้ตักตวง ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่า เธอย่อมไม่มีวันทำให้ผิดหวัง

"มี่เต็มที่เหมือนทุกๆ ครั้งที่มี่ทำ และครั้งนี้มี่โชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงานที่น่ารักมาก ได้วงดนตรีที่เจ๋งมากๆ มันคงเป็นโอกาสครั้งเดียวซึ่งไม่รู้ว่าจบงานนี้แล้วจะมีอีกเมื่อไหร่"

"ถ้าต้องการมาฟังดนตรีจริงๆ มี่ขอเชิญเลยค่ะ"