เป้ อารักษ์ มีแง่มุมเก๋ๆ ซ่อนอยู่ในตัวเค้าอีกเยอะ

Sanook!-Music

สนับสนุนเนื้อหา

Sanook! Live Chat ได้เปิด Studio ต้อนรับ เป้ อารักษ์ มาพูดคุยกัน ซึ่งเป้ก็คุยกับพวกเราอย่าง

สนุกสนาน แต่ก็แอบมีสาระอยู่บ้างเหมือนกันนะ ลองดูกัน



พิธีกร: ผลงานที่ผ่านมาของเป้ โห เยอะ

เป้: ก็ทำงานมานานน่ะครับ

พิธีกร: แต่แปลกใจทำไมยิ่งนาน หน้ายิ่งเด็ก

เป้: จริงๆ แล้ววันนี้ฤกษ์ดีนะครับ .. สิวเพิ่งแตกเมื่อเช้า เป็นวันที่ ยังคงความเด็กอยู่ครับ

พิธีกร: แจ้งเกิดจากการเป็นนักดนตรี ก็เลยอยากรู้ว่ารู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าชอบเล่นดนตรี



เป้: พอดีคุณพ่อส่งไปเรียนกีต้าร์ตอนอายุ 12 (ป.6) ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกครับว่าชอบดนตรี แล้วมารู้อีกทีนึง ก็ตอนพยายามจะออกเทปครับ ช่วงทำวงกับ Slur ครับ ตอนนั้นรู้ตัวว่าชอบ แต่แค่รู้ว่าอยากออกเทป มันเป็นขั้นๆ มา พอถึงเวลาที่มันได้ออกจริงๆ แล้ว ก็รู้สึกว่า อยากมีอัลบั้มต่อไป คือตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า (ฮา)

พิธีกร: คือสนุกไปกันดนตรี ไปกับเพลง

เป้: ครับ คือจนรู้สึกว่าทำอะไรไม่ค่อยเป็นแล้ว นอกจากเรื่องแบบนี้

พิธีกร: ไปเรียนกีตาร์ตอนอายุ 12 แล้วเรื่องการร้องเพลงล่ะ เริ่มตอนไหน

เป้: เริ่มไม่นานครับ ก็ราวๆ อายุ 24-25 ก็ตอนแรกเป็นมือกีตาร์ตลอด แต่มีเรื่องราวทำให้ต้องร้องเพราะว่าแต่งเพลงได้เยอะครับ แล้วไปชวนใครร้องเค้าก็ไม่ร้อง เอาไปให้ Slur ร้อง "เย่"ก็ไม่ร้อง เย่บอกว่า ร้องเองเหอะ ก็เลยร้องเองเลย


พิธีกร: ตอนที่อยู่วง Slur มีวิธีจัดการเวลายังไงบ้าง เพราะตอนนั้นก็เรียนอยู่ และวงก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว

เป้: คือผมใช้วิธีการอย่างนี้ครับ ถ้าเรียนไม่ไหวก็ดร็อปซะ (ฮา) คือมันไม่ใช่เรื่องดีนะครับ แต่ผมก็คิดว่าการจบ 5 ปี 6 ปี มันไม่ได้แย่มากนัก แต่ผมก็ใช้เวลาในการทำงานให้เต็มที่ แล้วก็เลือกที่จะเรียนให้เต็มที่ด้วย และก็โชคดีอย่างนึง ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่มหิดล ก็มี 3 เทอม ถ้าดร็อปสักเทอมก็ไม่รู้สึกอะไรมาก ถ้าเป็นที่อื่นมี 2 เทอม ถ้าดรอปสักเทอม โห โล่งเลย ซึ่งผมก็ได้เกรดเฉลี่ย 3.25 นะ แต่ไม่ได้เกียรตินิยมเพราะไปถอดบางวิชา เพราะเรียนไม่ไหว

พิธีกร: แล้วเคยคิดจะทิ้งงานเพลงไปเอาดีด้านการแสดงไหม

เป้: คือผมก็ยังพยายามจะเอาดีทางการแสดงอยู่ครับ แต่เรื่องเพลงมันทิ้งลำบากครับ เราคิดถึงมันตลอด คือดนตรีเหมือนเป็นกล่องวิญญาณครับ เป็นหัวใจครับ

พิธีกร: ปัจจุบันทำงานกับทาง what the duck เป็นยังไงบ้าง

เป้: ทำงานกับ what the duck นี่ยอดเยี่ยมเลยครับ ก็แชร์กันทั้งเรื่องไอเดีย ทั้งเรื่องว่าเราจะปล่อยเพลงอะไร เราพยายามทำให้ what the duck ไม่ได้เสียอะไรกับเรา เค้าก็ให้อิสระทางความคิดมากๆ ครับ



พิธีกร: ชอบเพลงเกาหลีบ้างหรือเปล่า

เป้: ผมชอบวง Big Bang เป็นบ้าเลยครับ ชอบเพลง Loser มาก เพลงนี้มันเพราะจริงๆ ครับ

พิธีกร: แรงบันดาลใจในการแต่งเพลง (คำถามจากใน chat)

เป้: ผมมีแรงบันดาลใจหลายอย่างครับ อย่างแรกคือต้องกล้าใช้ภาษาก่อน ผมเชื่อว่าทุกคนมีมุมมองต่อภาษาไม่เหมือนกัน อย่างพี่แสตมป์ก็จะมีมุมมองของเค้า สิงโตนำโชคก็มีอีกแบบนึง พี่แอ็ดคาราบาวก็มีอีกแบบนึง เพราะฉะนั้นคุณมองหามุมมองต่อภาษาของคุณให้เจอแล้วมันจะเขียนได้เองครับ คำคล้องจองนี่เกิดมาสำหรับคำกลอน แต่ความคล้องจองในบทเพลงมันมีอย่างอื่นช่วย มันมีคอร์ดช่วย ซึ่งก็สามารถจะให้มันคล้องแบบที่เราอยากให้คล้องได้

พิธีกร: พูดถึงที่มาที่ไปของซิงเกิลล่าสุด เพลง "คิดถึง" สักหน่อย

เป้: มันเริ่มมาจากผมแต่งเพลงตอนที่แห้ว จีบผู้หญิงไม่ติด คือยังไม่ได้เริ่มจีบนะ แต่แบบรู้ว่า พลาดแล้วแหละ เราทำสิ่งที่พลาดไปมหันต์แล้ว แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าคิดถึงตลอดเวลา คือจะประมาณนี้ครับ "ฉันยิ่งคิดถึงเธอตลอดเวลา ตอนกินตอนนอนและตอนซักผ้า!" ... คือผมคิดไว้จริงๆ นะ ตอนซักผ้าเนี่ย คือตอนที่ผมเอาผ้าเข้าใส่ในตู้เครื่องซักผ้า แล้วกำลังจะเติมน้ำยาปรับผ้านุ่มมันก็คิดถึงขึ้นมา ก็มีฝันเห็น มีละเมอหา ก็เอามาแต่งเพลง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ก็เอามาขยายความให้มันดูยิ่งใหญ่ครับ ซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นมามันอาจจะไม่ใหญ่ขนาดนั้นก็ได้



พิธีกร: ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเพลงที่ศิลปินแต่งเพลงให้คุณสิงห์ ชื่อเพลง ถ้าเธอไม่อยู่

เป้: ถ้าเธอไม่อยู่นี่มันเป็นเพลงที่ผมแต่งตอนที่เศร้ามากๆ เราเป็นนักดนตรีก็เลยถ่ายทอดความเศร้านั้นออกมาเป็นเสียง

เพลง แต่ก็ไม่ได้กะว่าจะให้คนไหนฟัง  แค่เราแต่งแล้วเราก็อัดตรงนั้นเลย แล้วเอาลง soundcloud ครับ ถ้าคุณจะพูดถึงใครที่เสียไปแล้ว เพลงนี้ก็น่าจะเป็นเพลงที่มีความคิดคล้ายๆ กันครับ

นี่ล่ะครับ ได้แง่มุมเรื่องการแต่งเพลงจาก เป้ อารักษ์ ที่บางทีเราก็อาจจะมองข้ามไปได้เหมือนกันครับ