2009 ปีแห่ง 9 สาว โซนยอชิแด ( So Nyeo Shi Dae )

2009 ปีแห่ง 9 สาว โซนยอชิแด ( So Nyeo Shi Dae )
+++  เนื้อหาที่ไม่มีผู้สนับสนุน  +++

สนับสนุนเนื้อหา

โซนยอชิแด ( So Nyeo Shi Dae ) เปิดตัวเข้าสู่วงการเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ผ่านทางรายการเพลงโทรทัศน์สาธารณะ SBS Ingygayo พร้อมกับเพลง Into the new World พวกเธอเป็นศิลปินภายใต้สังกัด SM Entertainment ค่ายเพลงที่มีศิลปินบอยแบนด์ชื่อดังในเวลานั้นอย่าง ดงบังชินกิ ( Dong Bang Shin Ki / TVXQ! ) และ ซูเปอร์จูเนียร์ ( Super Junior ) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการพยายามจะต่อยอดจากความสำเร็จของกลุ่มนักร้องไอดอลชายจากการเปิดเผยของต้นสังกัดในเวลานั้น



โซนยอชิแด (So Nyeo Shi Dae ) หรือแปลได้ว่า "ยุคแห่งเด็กสาว" ประกอบไปด้วยสมาชิก 9 คน และจากการเดบิวต์ในครั้งนั้น จากประสบการณ์ของค่ายยักษ์ใหญ่นี้ทำให้การเปิดตัวของสมาชิกในวงได้รับความสนใจจากผู้ฟัง ซึ่งเกิดขึ้นจากแผนการตลาดด้วยการนำวีดีโอคลิปแนะนำตัวสมาชิกแต่ละคน ทะยอยนำมาปล่อยในอินเตอร์เน็ตทุกๆ วันจนครบทั้ง 9 คนนั่นเอง

โซนยอชิแด ประกอบไปด้วย แทยอน ( Taeyeon ) , ซันนี่ ( Sunny ) , ยูริ ( Yuri ) , ทิฟฟานี่ ( Tiffany ) , ยุนอา ( Yoon Ah ) , ซูยอง ( Soo Young ) , เจสสิก้า ( Jessica ) , ฮโยยอน ( Hyo Yeon ) และ ซอฮยอน ( Seo Hyun ) ทางด้าน เจสสิก้า - ทิฟฟานี่ มีความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษมาก เนื่องจากเธอเติบโตที่อเมริกา ส่วน ฮโยยอน สามารถพูดภาษาจีนได้ และ ซูยอง ก็พูดญี่ปุ่นได้ด้วยเช่นกัน

หลังจากได้รับความสนใจจากแฟนเพลงในผลงานเพลงไตเติ้ลในซิงเกิ้ลแรก Into the new World สองสมาชิกอย่าง ซูยอง - ยูริ ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในผลงานละครซิทคอม Unstoppable Wedding ตามด้วยการได้รับเลือกให้เป็นฑูตองค์กรเนตรนารีแห่งประเทศเกาหลี โซนยอชิแด กลับมาอีกครั้งพร้อมกับผลงานเพลงอัลบั้มชุดที่ 1 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ที่มาพร้อมกับเพลงไตเติ้ลรีเมคของ อีซึงชอล อย่าง Girls' Generation รวมถึงเพลงฮิตไม่ว่าจะเป็น Baby Baby , Kissing You , Honey และเพลงดูเอ็ทระหว่าง คังทา ( Kang Ta ) และ แทยอน ( Tae Yeon ) อย่างเพลง 7989 ที่เผยให้เห็นถึงมิตรภาพของพี่น้องในค่ายได้เป็นอย่างดี



หลังจากนั้นในเดือนมกราคม 2551 แทยอน หัวหน้าวงก็ได้รับงานสุดท้าทายคือการได้ร่วมขับร้องในเพลง If ประกอบผลงานละครเรื่อง Hong Gil Dong ( แสดงโดย คังจีฮวาน ซองยูริ จางกึนซอก ) จนภายหลังได้สร้างชื่อให้กับเธอเป็นอย่างมาก กับความสามารถในการขับร้องเพลงที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้ อีกทั้งเพลงนี้ยังได้รับรางวัลเพลงประจำเดือนในงาน Cyworld Digital Music Award อีกด้วยเช่นกัน มีนาคม 2551 โซนยอชิแด เริ่มก้าวเข้าสู่อาชีพการเป็นดีเจด้วยการที่ แทยอน ได้รับเลือกให้เป็นดีเจแทน โจจองริน ที่ถอนตัวออกไปกับรายการวิทยุอย่าง MBC FM4U Best Friend ( ชินฮันชินกู ) ซึ่งภายหลังเธอก็ได้จัดรายการร่วมกับ คังอิน ( Kang In ) แห่ง ซูเปอร์จูเนียร์ จนได้รับความนิยมจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก

เมษายน 2551 สิ่งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนซึ่งได้สร้างชื่อให้กับ โซนยอชิแด เป็นอย่างมากคือการที่ ยุนอา ( Yoon Ah ) ได้รับเลือกให้เป็นนักแสดงหลักในผลงานละครประจำวันเรื่องยาวอย่าง You Are My Destiny โดยเธอได้ประกบคู่กับ พัคแจจอง ( Park Jae Jung ) และในช่วงเวลาเดียวกันข่าวดีที่พวกเธอได้รับคือยอดจำหน่ายของอัลบั้มชุดแรก Girls' Generation สามารถทำยอดจำหน่ายทะลุ 100,000 ชุดได้เป็นครั้งแรก

ช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของ โซนยอชิแด เลยก็ว่าได้ พวกเธอได้กลายเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าชื่อดังต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น PMP, Viliv, Goobne Chicken, Sunkist Sweetade, Viliv, Ellesse รวมถึง 3 สมาชิกอย่าง เจสสิก้า - ทิฟฟานี่ - ซอฮยอน ( เจทิฮยอน ) ก็ยังได้มีผลงานโปรเจคพิเศษในเพลง Bad Oppa ออกมาอีกด้วยเช่นกัน เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม โซนยอชิแด ได้มีงานแฟนมีทติ้งเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการซึ่งร่วมจัดกับ Star Hwabo โดยในวันนั้นมีแฟนๆ เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คนเลยทีเดียว



แต่ทว่ากับคำพูด "ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ" นั่นก็ดูเหมือนจะได้กลายมาเป็นบทพิสูจน์ถึงความอดทนของการมีชีวิตเป็นคนบันเทิงของพวกเธอเป็นครั้งแรก โซนยอชิแด ถูกกระแสข่าวลือและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ แทยอน กับหนึ่งนักร้องในค่ายในคอนเสิร์ต Hollywood Bowl, การวิจารณ์สำเนียงภาษาอังกฤษ คิมจีซอก ของ ทิฟฟานี่ รวมไปถึงการล้อเลียน จอนจิน ออกอากาศ, การใช้คำพูดที่ผิดรูปแบบของ ยูริ รวมไปถึงเหตุการณ์บอยคอตต์ โซนยอชิแด ด้วยการไม่ส่งเสียงและดับแท่งไฟใน Dream Concert 2008 ( 7 มิถุนายน 2551 ) ซึ่งได้สร้างความช็อคให้กับผู้คนในวงการได้เป็นอย่างมาก

สุดท้ายแล้วในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 พวกเธอก็ได้ออกมาเผยเอกสารเปิดผนึกเป็นครั้งแรกผ่านทางเว็บไซต์หลัก โซนยอชิแด กล่าวว่า "ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา การที่พวกเราทำงานกันอย่างไม่เคยพักผ่อน ส่งผลให้สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความทรงจำที่เราควรเก็บถนอมเอาไว้ แต่เมื่อเรามองกลับไปมันก็มีช่วงเวลาที่พวกเรารู้สึกเสียใจ พวกเรารู้สึกทรมานใจ ช่วงเวลาเหล่านั้นมันได้ทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและทบทวนในสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งคำพูดที่ไม่เหมาะควร และการกระทำที่ไม่เหมาะสม การใช้คำพูดที่แบ่งลำดับชั้นอาวุโสที่ใช้ในระหว่างการออกรายการทีวีอย่างผิดรูปแบบ พวกเราอยากจะขอโทษจากใจจริงไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และมีบาดแผลที่เกิดจากการกระทำของพวกเรา ในอนาคต โซนยอชิแด จะระมัดระวังในการใช้คำพูดรวมไปถึงการประพฤติตนให้มากยิ่งขึ้น พวกเราอยากจะขอบคุณทุกคนที่เชื่อและรักในตัวเรา สำหรับแฟนๆ ที่ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจพวกเราในทุกที่ทุกเวลา คอยถือบอลลูนสีชมพูรูปหัวใจ เราไม่คิดว่าจะสามารถหาคำพูดใดๆที่จะมาบรรยายความรู้สึกที่เรารู้สึกขอบคุณพวกคุณอย่างสุดหัวใจได้ เพื่อบอกความรู้สึกเหล่านั้นให้กับคุณ พวกเราจะพยายามมากขึ้น ! กับทั้งหัวใจ ! ให้กับการร้องเพลง"

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความลำบากในครั้งนั้น โซนยอชิแด ก็ยังคงมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นงานพรีเซ็นเตอร์เครื่องแบบนักเรียน Elite Uniform, พรีเซ็นเตอร์ Samsung Soul Phone ( ทิฟฟานี่ - ยูริ - เจสสิก้า ), ฟีเจอร์ริ่งกับ 8eight ( เจสสิก้ า) ไปจนถึง พรีเซ็นเตอร์เกมส์ของ Nexon อย่าง Maple Story และ Mabinogi รวมถึง Bubble Fighter ส่งผลให้ได้รับความรักจากเกมเมอร์หนุ่มได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว



ต้นเดือนสิงหาคม 2551 โซนยอชิแด จัดกิจกรรมฉลองเดบิวครบรอบ 1 ปี พร้อมกับแฟนคลับที่ได้ร่วมงานกว่า 2,000 คน ภายในงานพวกเธอก็ยังได้เปิดตัวชื่อกลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นทางการครั้งแรกอีกด้วย โดยคำว่า Sone ( โซวอน ) และความหมายของชื่อคือ SO-ONE ( So = โซนยอชิแด , ONE = แฟนคลับ , หนึ่งเดียว ) เมื่อนำตัว O + O มารวมกัน ( โซนยอชิแด + แฟนคลับ ) นั่นหมายถึง โซนยอชิแด กับแฟนคลับกลายเป็นใจดวงเดียวกัน ทั้ง 9 สาว โซนยอชิแด ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความกดดันมาพร้อมกับการยอมรับจากบรรดาแฟนคลับกลุ่มอื่นอีกครั้ง ในคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง SMTOWN LOVE 08 ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2551 ที่เกาหลี โดยหลังจากงานในครั้งนี้จบลง ผู้คนในวงการต่างออกมากล่าวกันว่านี่คือการเติบโตของวัฒนธรรมแฟนคลับขึ้นไปอีกระดับหนึ่งกันเลยทีเดียว

กันยายน 2551 โซนยอชิแด เริ่มผันตัวเข้าสู่วงการรายการวาไรตี้ด้วยการประเดิม Mnet Factory Girl และได้ปรากฏตัวในรายการเพลงต่างๆ รวมถึงการเริ่มมีงานแฟชั่นในนิตยสาร พร้อมทั้งได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงาน 2008 Asia Song Festival ครั้งที่ 5 และในขณะเดียวกันก็เริ่มมีข่าวลือว่าพวกเธอนั้นเตรียมเปิดตัวผลงานอัลบั้มชุดใหม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วแฟนๆ ก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กันเพราะว่าพวกเธอยังไม่ได้เปิดตัวในเวลานั้นแต่อย่างใด ในขณะที่ช่วงปลายปี 2551 บรรดาสมาชิก โซนยอชิแด ต่างก็เดินสายแยกกันทำกิจกรรมเดี่ยวกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แทยอน ที่มีเพลงประกอบละคร Beethoven Virus อย่างเพลง Can You Hear Me , ซอฮยอน ร่วมกับ จูฮยอนมิ ในเพลงโทรท Jjalajajja

อุปสรรคของ โซนยอชิแด ไม่ได้มีเฉพาะแต่ทางด้านแฟนๆ เท่านั้น แต่พวกเธอยังได้รับผลกระทบจากปัญหาระหว่างต้นสังกัดกับทางสถานีโทรทัศน์ด้วย โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2551 โซนยอชิแด ได้รับคำยืนยันจากทางสถานี MBC ว่าจะได้กลับมาโชว์ในรายการ Music Core อีกครั้งหลังจากมีปัญหาไม่ลงรอยกันกว่า 1 ปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเธอคัมแบ็คในวันที่ 7 มกราคม 2552 พร้อมกับผลงานมินิอัลบั้ม Gee โซนยอชิแด ก็ยังคงประสบปัญหาคล้ายกันกับทางสถานี KBS จนกว่าจะได้ขึ้นโชว์ก็ล่วงเลยเวลาไปกว่า 3 สัปดาห์



อย่างไรก็ตาม มินิอัลบั้มที่มีเพลงแดนซ์สุดสดใสอย่าง Gee ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 ซึ่งมาพร้อมกับท่วงทำนองที่เน้นคำซ้ำๆ และติดหูฝีมือการประพันธ์ของ E-TRIBE ส่งผลให้งานเพลงชุดนี้ได้รับความนิยมจากแฟนๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการคว้าอันดับที่ 1 Mutizen Song ในรายการ SBS Ingygayo 3 สัปดาห์ซ้อน , อันดับที่ 1 ใน K-Chart รายการ KBS 2TV Music Bank เป็นเวลา 9 สัปดาห์ติดต่อกัน รวมถึงชาร์ตเพลงออนไลน์ทั่วเกาหลีสามารถสร้างสถิติการติดชาร์ตที่ยาวนานที่สุดได้เป็นจำนวนมาก และยังสามารถทำยอดจำหน่ายได้มากกว่า 100,000 ชุด อีกครั้ง ส่งผลให้งานเพลง Gee ถือเป็นงานเพลงที่เริ่มต้นในปี 2552 ได้อย่างงดงาม

พวกเธอกล่าวหลังจากได้รับรางวัล 9 สัปดาห์ในรายการ Music Bank เผยว่า "ตลอดช่วงระยะเวลาที่เราทำกิจกรรมเราก็ได้รับเสียงให้กำลังใจจากแฟนๆ ทุกคนอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะกับที่พวกคุณต้องรอพวกเราเพื่อเข้าชมในรายการเพลงท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น พวกเราต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ ตอนนี้พวกเราแต่ละคนก็กำลังเตรียมตัวกันอย่างหนักเพื่อโชว์ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นไปอีก พวกเราอยากให้ทุกคนติดตามผลงานอัลบั้มใหม่ของพวกเรา ซึ่งพวกเราจะทำกันอย่างตั้งใจกันด้วยนะคะ พวกเราเชื่อว่าทุกคนจะให้การสนับสนุนเราต่อไปในวันข้างหน้า วันนี้ โซนยอชิแด วันข้างหน้าก็ โซนยอชิแด โซนยอชิแดตลอดกาล"

มีนาคม 2552 หลังจากที่ โซนยอชิแด ยุติการโปรโมทงานเพลง Gee พวกเธอก็ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในงาน PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2009 รวมถึงยังได้กิจกรรมแจกลายเซ็นและโปรโมทผลงานอัลบั้มใหม่ Gee ตามรายการต่างๆ จนคว้าหัวใจ โซวอน ชาวไทยกันไปอย่างถ้วนหน้า พร้อมกันนี้ยังได้เปิดเผยเมื่อตอนมาเมืองไทยด้วยว่า "พวกเรารู้สึกมีความสุขมากๆ เลยค่ะ เพราะว่าที่ไทยเพลงของเราก็ติดชาร์ตที่หนึ่งถึงหกสัปดาห์ ถ้าไม่มีแฟนเพลงก็เรื่องพวกนี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ ตอนนั้นพวกเราอยากรีบมาที่เมืองไทยมากเลย แต่ติดงานที่เกาหลีค่ะต้องขอโทษแฟนเพลงชาวไทยมากนะคะ แต่ตอนนี้พวกเราก็ได้มาแล้ว ก่อนที่เราจะกลับไปเกาหลีก็อยากเจอแฟนเพลงชาวไทย อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ และอยากให้ทุกคนช่วยติดตามเพลงของพวกเราด้วยค่ะ"



ในเดือนเดียวกัน ทิฟฟานี่ ( Tiffany ) ก็มีผลงานเพลงเดี่ยวเป็นครั้งแรกกับเพลงประกอบละคร Princess Ja Myung Go อย่างเพลง By Myself รวมถึงการร่วมดูเอ็ทในงานเพลงของ K.Will และยังได้เข้ารับหน้าที่รายการ MBC Music Core ร่วมกับ ยูริ ( Yuri ) อีกด้วยเช่นกัน

โซนยอชิแด รีเทิร์นวงการเพลงอีกครั้งพร้อมมินิอัลบั้มชุดที่ 2 Tell Me Your Wish ในเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งพวกเธอได้พลิกโฉมภาพลักษณ์จากสาวรุ่นแสนน่ารักสดใส มาเป็นสาวสุดเซ็กซี่ที่โชว์เรียวขาอันงดงามจนได้สร้างเทรนด์ท่าเต้นอย่าง "เชกีชากีชุม ( เตะตะกร้อ )" ที่คนในวงการต่างเต้นตามกันกันถ้วนหน้า และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ โซนยอชิแด สามารถส่งมินิอัลบั้มชุดที่ 2 ทะลุ 100,000 ชุดได้ รวมถึง 3 งานเพลงติดต่อกันเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างมาก

โซนยอชิแด นับเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่มีความเป็นตัวของตัวเองจากการเผยให้เห็นภาพลักษณ์ที่แท้จริง ในรายการวาไรตี้ยอดฮิต So Nyeo Shi Dae's Hello Baby ทางช่อง KBS JOY ซึ่งเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาสำนักเรตติ้ง AGB Nielson ได้เปิดเผยว่ารายการ So Nyeo Shi Dae's Hello Baby ตอนที่ 5 ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2552 สามารถทำเรตติ้งได้สูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับรายการจากช่องเคเบิ้ลช่องอื่นๆ



และยิ่งตอกย้ำความฮ็อตมากขึ้นไปอีกเมื่อสมาชิก โซนยอชิแด อย่างสาว เจสสิก้า ได้ร่วมในโปรเจคพิเศษ MBC Infinity Challenge - Olympic Duet of Song Festival โดยเธอดูเอ็ทเพลงกับดาราตลกชื่อดัง พัคมยองซู ฝีมือการประพันธ์ของ E-TRIBE ซึ่งทันทีที่เปิดตัวเพลงของเธอก็สามารถคว้าอันดับที่ 1 ในชาร์ตเพลงออนไลน์ได้อย่างถ้วนหน้า

ปี 2552 นับเป็นปีทองของ โซนยอชิแด ซึ่งนอกจากประสบความสำเร็จในด้านงานเพลงแล้ว งานสายอื่นๆ อย่างด้านการแสดง ( ยุนอา ) รวมถึงงานวาไรตี้ และการได้เป็นศิลปินรับเชิญตามรายการต่างๆ ก็ได้รับความรักอย่างมากจากบรรดาแฟนๆ โดยเฉพาะในผลสำรวจต่างๆ ที่ชื่อของ โซนยอชิแด หรือสมาชิกในวงที่ต่างก็ครองอันดับที่ 1 ได้อยู่บ่อยครั้ง ก็ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความนิยมอย่างที่บรรดาสื่อมวลชนต่างยกให้เธอเป็น "เกิร์ลกรุ๊ปแห่งเกาหลี" กันอย่างถ้วนหน้า

และสิ่งที่ดูเหมือนจะกลายเป็นความภูมิใจสำหรับ โซนยอชิแด และบรรดาแฟนคลับที่ต่างร่วมกันผ่านช่วงเวลาแห่งหยาดน้ำตาและความยากลำบากตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา คือการที่พวกเธอกำลังจะเตรียมมีคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตหลังจากเดบิวต์ โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะเปิดฉากขึ้นที่กรุงโซล ในวันที่ 19 - 20 ธันวาคม 2552 รวมทั้งหมด 2 รอบ รวมไปถึงเซียงไฮ้ และประเทศไทย ที่เรียกได้ว่างานนี้บรรดาแฟนคลับอย่าง โซวอน ก็อดปลื้มไม่ได้อย่างถ้วนหน้ากันเลยทีเดียว