แก้ม เดอะสตาร์ สวยที่เสียง!

แก้ม เดอะสตาร์ สวยที่เสียง!
+++  เนื้อหาที่ไม่มีผู้สนับสนุน  +++

สนับสนุนเนื้อหา



ถึงการประกวด เดอะ สตาร์ 4 จะจบลงไปแล้ว แต่เส้นทางการเข้าสู่วงการบันเทิงของบรรดาผู้เข้าแข่งขันหลายต่อหลายคนนั้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่งก็รวมไปถึง แก้ม-วิชญาณี เปียกลิ่น ผู้ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ เธอได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับเวทีแห่งนี้ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกสามารถคว้าชัยชนะมาครอบครอง วันนี้ ดาวต่างมุม จึงชักชวนเธอมาเปิดใจบอกเล่าเรื่องราวชีวิตก่อนที่จะมาเป็น เดอะ สตาร์

ก่อนเข้าประกวดชีวิตเป็นอย่างไร?
- ตอนเด็กๆ แม่เล่าให้ฟังว่าแก้มชอบร้องเพลง ร้องเพลงได้ตั้งแต่ 3 ขวบ เวลาไปคาราโอเกะก็ชอบแย่งไมค์ป้ามาร้อง จากนั้นพอเริ่มเข้าเรียนประถมก็เริ่มประกวดในหลายๆ เวทีอย่างใน จ.ภูเก็ต สงกรานต์หรือลอยกระทงแก้มไปหมดได้รางวัลที่ 1 หรือไม่ก็ที่ 2 ตลอด โดยมีอาจารย์ ไพรัตน์ คำเลี้ยง อาจารย์จากโรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนตลอดเวลา เนื่องจากทางโรงเรียนจะมีวงดนตรีลูกทุ่ง แก้มก็จะเป็นนักร้องประจำวง

ทำไมถึงชอบร้องเพลง?
- เป็นคนที่ชอบดูโทรทัศน์ แม่บอกว่าเวลามีนักร้องมาร้องเพลงแก้มก็จะคอยร้องตลอดเวลา บอกชื่อเพลงได้หมด ให้ร้องเพลงอะไรก็ร้องได้ ถึงอ่านเนื้อเพลงไม่ออก แต่ก็จำเนื้อร้องได้ดี พอเริ่มโตขึ้นก็จะเริ่มฝึกเอง เวลาร้องเพลงอาจารย์ไพรัตน์ ก็จะหาเนื้อร้องมาให้แล้วก็คอยแนะนำว่าเรายังติดขัดจุดไหนยังไงบ้าง แต่ไม่เคยไปฝึกร้องตามสถาบันร้องเพลงอะไรเลยจะมีก็แค่ก่อนเข้าแข่งขัน เดอะ สตาร์ ประมาณ 6 เดือนก็ไปเรียนร้องเพลงเนื่องจากอยากจะปรับพื้นฐานตัวเองเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า
- ตอนเด็กๆ เลย ไม่คิดอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นพยาบาลเหมือนคุณแม่ เพราะเห็นแม่ได้ช่วยเหลือคน ทำให้เรารู้สึกว่าแม่เป็นคนดีจัง แต่แม่บอกว่าอย่าเป็นเลย มันเหนื่อยมาก ต้องเข้าเวรดึกออกเวรเช้า ไม่สะดวกสบายอย่างที่คิด ก็เลยล้มเลิกไป เพราะเท่าที่เห็นแม่ทำงานเราก็เห็นว่าเหนื่อยมาก จนกระทั่งพอเริ่มเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก็รู้สึกว่าในเมื่อเราชอบร้องเพลงมากเราก็อยากเป็นนักร้องบ้างถ้ามีโอกาส แต่หลัก ๆ ที่อยากทำก็คือเป็นครูสอนร้องเพลง ก็เลยตั้งใจว่าจบมัธยมศึกษาตอนปลายก็จะเข้าเรียนดุริยางคศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่แก้มเตรียมตัวไม่ทัน เพราะติดช่วงเข้าแข่งขันด้วย ช่วงเดือน พ.ค.นี้ ก็จะไปสอบที่มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ

อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจมาแข่งที่นี่ ทั้งๆ ที่ก็มีเวทีอื่นๆ เหมือนกัน
- แก้มคิดว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่มีคุณภาพ จำได้เลยตอนที่มีการจัดแข่ง เดอะ สตาร์ ครั้งแรก แก้มยังนั่งเชียร์ พี่สน-สนธยา ชิตมณี เลย เพราะเป็นคนใต้เหมือนกัน พี่สนเป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากร้องเพลงกับเวทีนี้ เลยบอกแม่ว่าถ้ามี เดอะ สตาร์ อีก แก้มจะไปแข่งนะ แม่ก็ไม่เคยห้ามคอยแต่จะสนับสนุนเต็มที่ แต่ตอนปี 2 อายุเราก็ยังไม่ถึง พอปี 3 อายุถึงก็มีอุปสรรค เพราะตอนนั้น เดอะ สตาร์ 3 ไปคัดตัวกันที่จังหวัดสงขลา แล้วบังเอิญปีนั้นที่นี่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ก็เลยไม่ได้ไป ก็เลยตั้งใจว่าครั้งต่อไปจะไปแข่งแน่นอน ติดอะไรก็จะไปหมด

ตอนที่มาสมัครพกความมั่นใจมาแค่ไหน
- ไม่มีเลย แค่อยากจะร้องเพลงต่อหน้าคณะกรรมการทั้ง 3 คน อยากจะโชว์ความสามารถให้ทุกคนได้เห็น ก่อนเข้ามาแข่งก็ซ้อมร้องเพลงที่จะใช้ในการออดิชั่น ตอนเข้ามาครั้งแรกต้องผ่านหลายห้องมาก หินสุดๆ ปนตื่นเต้นด้วย เพราะเราเคยเห็นการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์แต่ละคนมาแล้วว่าเป็นอย่างไร แต่แก้มคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องโดนว่าเรื่องอะไร ต้องโดนเรื่องหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก การแต่งตัวแน่นอน ซึ่งก็โดนจริงๆ ส่วนเรื่องเสียงร้องก็กลัวจะโดนตินิดนึง เพราะคณะกรรมการแต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น แต่ในที่สุดก็เข้ามาถึงหนึ่งใน 8 คนสุดท้ายที่ต้องขึ้นเวที ความรู้สึก ณ ตอนนั้นมันดีใจมาก แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว



แต่พอขึ้นเวทีก็ต้องแข่งทุกอาทิตย์กดดันมั้ย
- มันไม่กดดัน แต่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเราไม่เคยเจอคนเยอะๆ ขนาดนี้มาก่อน ก็คิดว่าฉันจะทำได้หรือเปล่า แต่พอเห็นคนดูเป็นกำลังใจให้ คอยปรบมือให้กับเรา มันก็มีกำลังใจมากขึ้นทุกครั้งที่ขึ้นเวที แล้วก็มีคุณแม่มาคอยเป็นกำลังใจด้วย แต่นอกจากนี้ก็มีการฝึกเรื่องแอ๊คติ้งและการร้องเพลงด้วยตอนที่อยู่ในบ้าน ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เสริมความมั่นใจและช่วยในการปรับเปลี่ยนบุคลิกของเรา

ช่วงที่เหลือแค่ 2 คนสุดท้ายคาดหวังมากแค่ไหน
- ไม่คาดหวังเลย เพราะแก้มคิดว่า พี่รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์ ต้องได้ จากเสียงเชียร์และแฟนคลับของเขามีเยอะมากของเขาจะอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ของแก้มก็มีบ้าง แต่จะกระจัดกระจาย แล้วเขาก็หน้าตาดี สาวๆ ชอบเลยไม่คิดว่าเราจะได้ พอเราได้ปุ๊บ ได้เห็นหน้าแก้มมั้ย (หัวเราะ) คือ งงมาก เพราะตอนที่อยู่กัน 2 คน แก้มไม่ได้ยินอะไรแล้วหูดับไปเลย มันตื่นเต้นหายใจไม่สะดวก แล้วก็มีตะโกนขึ้นมาว่าเป็นแก้ม แต่เราก็คิดว่าเป็นพี่รุจแน่ เพราะก่อนหน้านี้หลายๆ ปีที่ผ่านมาผู้ชนะเลิศจะเป็นผู้ชาย ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่คิดมาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะมายืนอยู่จนเหลือ 2 คนสุดท้าย เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่ดูดี อ้วนและดำด้วย คิดว่าแฟนๆ ไม่น่าจะชอบ ก็แค่ผู้หญิงอ้วนดำที่ร้องเพลงได้เฉยๆ

พอพิธีกรประกาศว่าเป็นเราล่ะ
- ดีใจและภูมิใจมาก ที่คนไทยทั้งประเทศดูจากความสามารถจริงๆ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก จริงๆ แล้วมันก็ต้องมีคนชอบและไม่ชอบเรา แต่คนส่วนใหญ่ชอบเรา แก้มก็พอใจแล้วอีกอย่างเราเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชนะเลิศ มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และภูมิใจมาก

เคยคิดมั้ยถ้าได้เป็น เดอะสตาร์ ชีวิตจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
- ไม่เคยคิด เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเป็น เลยไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้า เพราะแก้มเพิ่งอายุ 18 ปีเอง ความคิดความอ่านเรายังเด็ก ยังวางอนาคตไว้ไม่ถูก แต่สำหรับตอนนี้ก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว เพราะก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้ว แต่ก็ยังมีงงอยู่ ตอนนี้ก็อยากจะมีอัลบั้มของตัวเอง นี่คือความฝันเลย ไม่จำเป็นว่าต้องดังเปรี้ยงปร้าง แค่มีคนร้องเพลงของเราได้บ้างเราก็พอใจแล้ว ไม่คิดจะเป็นซูเปอร์สตาร์ มันสูงไป คนที่จะอยู่ตรงนั้นได้ต้องมีทั้งความสามารถและเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ด้วยอย่าง พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เป็นต้น

ใครเป็นไอดอลที่จุดประกาย ทำให้แก้มอยากเป็นนักร้อง
- พี่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม พี่คิ้มเป็นนักร้องที่มีเสียงร้องไพเราะมากและสามารถร้องเพลงได้หลากหลายแนว ที่สำคัญคือรูปลักษณ์ภายนอกพี่คิ้มก็อาจจะไม่ใช่คนสวยโดดเด่นอะไร แต่เขาสามารถใช้เสียงร้องร้องเพลง มอบความสุขให้ทุกคนได้ฟัง ชีวิตของแก้มคล้ายๆ พี่คิ้ม

แล้วเรื่องเรียนล่ะ
- ไม่ทิ้งแน่นอน ตอนนี้กำลังเตรียมตัวสอบเข้า มหาวิทยาลัยศิลปากร จะเรียนต่อทันที ไม่คิดจะหยุด ที่เลือกเรียนด้านนี้ เพราะอยากเป็นครูสอนร้องเพลงและอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากเปิดโรงเรียนสอนร้องเพลง เนื่องจากวงการบันเทิงเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน จริงอยู่ ณ ตอนนี้เขายอมรับการที่ผู้หญิงเป็น เดอะ สตาร์ ได้แล้ว แต่แก้มก็ไม่รู้ว่าคนฟังจะชอบเพลงของเรามั้ยและให้การสนับสนุนเราไปเรื่อยๆ หรือเปล่า เพราะเราก็หน้าตาไม่ดี

อัลบั้มของเราเองมองเอาไว้มั้ยจะทำแนวไหน
- อยากมีหลายๆ แนว มีทั้งแนวป๊อปที่ต้องใช้พลังเยอะๆ แบบที่เราชอบ แต่จะไม่เน้นแบบนั้นทุกเพลง อาจจะมีแดนซ์และอีซี่ ลิสเทนนิ่ง เพราะแก้มอยากให้คนฟังได้เห็นว่าแก้มร้องเพลงได้หลายแนว แล้วจริงๆ เราก็ไม่ได้ชอบร้องเพลงหนักๆ แต่เข้ามาตรงนี้เราก็ต้องโชว์ความสามารถ ถึงที่ผ่านมาจะมีคนว่าเราบ้าร้องแหกปากเป็นอย่างเดียว พอจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองแก้มก็เลยอยากทำเพลงหลายๆ แบบให้คนที่ชอบไม่เหมือนกันฟังเพลงเราได้ทุกแนว

ณ วันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
- เปลี่ยนไปค่ะ จากเด็กผู้หญิงต่างจังหวัดมีชีวิตธรรมดา กิน เที่ยว เล่นกับเพื่อนไปวันๆ แต่ตอนนี้เราอยู่ตรงที่ทุกคนมองเห็นเราได้ทุกด้าน เหมือนเราอยู่ที่มืดแล้วสปอตไลต์ส่องมาที่เรา ถ้าเราทำดีก็ได้ดี ทำไม่ดีคนก็ว่า ก็เลยคิดว่าเราก็ต้องวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากที่เคยคิดว่าแค่ได้ร้องเพลงให้คนฟัง เราก็แฮปปี้แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องคิดถึงใจคนอื่นด้วยว่า นอกจากจะร้องเพลงแล้ว เราก็ต้องทำตัวดีเป็นแบบอย่างให้กับน้องๆ อีกหลายๆ คนด้วย

การวางตัวมีใครแนะนำอะไรบ้าง
- แม่สอนมาตั้งแต่เด็กว่า เราต้องมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ ทำตัวนอบน้อม และเวลาอยู่กับคนส่วนมาก ไม่ควรเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เราต้องรับฟังคนอื่น เวลามีอะไรก็แค่ให้แสดงความเห็นไป แต่อย่าไปบงการว่าฉันจะเอาแบบนั้นแบบนี้ ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว มีความรับผิดชอบตรงต่อเวลา และต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่

อะไรคือจุดมุ่งหมายในชีวิตของเรา
- ตั้งแต่เข้าบ้านก็อยากจะร้องเพลงและโชว์ความสามารถ อยากมอบความสุขให้กับคนที่ชอบแนวเพลงแบบเรา หลายคนที่ดู เดอะ สตาร์ ทุกปีมักจะบอกว่าคนที่ได้ที่ 1 ไม่เห็นดังเลย ที่ 2 ดังกว่าอีก แก้มก็พอจะทราบกระแสนี้ หลายคนก็บอกว่ายังไงพี่รุจก็ต้องดังกว่าอยู่แล้ว แก้มไม่ได้มองจุดนี้เลย แก้มคิดแค่ว่าการที่เราชอบร้องเพลง มันก็คือความสุขของเรา ใครจะมองว่าไม่ดังก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้อยากดัง เราแค่คนที่อยากร้องเพลง ใครจะคิดอย่างไร แก้มว่ามันไม่ใช่เหตุผลสำคัญของแก้ม การที่ได้ทำความฝันของตัวเองเป็นจริงก็โอเคแล้ว แต่ถามว่าน้อยใจมั้ย มันก็มีบ้าง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาคิดกันแบบนั้น แต่แก้มก็ไม่ได้หวังให้คนเปลี่ยนความคิดอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาคนก็ดูหน้าตามากกว่าความสามารถมาตลอด แก้มยอมรับได้ แต่ก็อยากให้เขาสนับสนุนเราบ้างก็พอ

อยากบอกอะไรน้องๆ ที่มีความฝันเหมือนเรา
- ถ้ามีความฝัน ชอบในสิ่งที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาหรือร้องเพลง อยากให้ทำมัน อย่าไปท้อหรือกลัวก่อน เหมือนแก้มที่ไม่เคยท้อ ถึงแก้มจะไม่ใช่คนสวย แต่แก้มก็ขอทำในสิ่งที่เราชอบ ทำไปก่อนแล้วอย่าไปคาดหวังอะไร คิดแค่ว่าได้ทำในสิ่งที่เราฝันไปก่อนก็พอ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะตามเรามาเองค่ะ

คนกลาง : เรื่อง / ศุภพล กมลาภิรมณ์ : ภาพ

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก