สาว สาว สาว Threegether คอนเสิร์ตผสานทอล์กโชว์ของ 3 เพื่อนซี้ที่มองตากันก็ "รู้ใจ"

สาว สาว สาว Threegether คอนเสิร์ตผสานทอล์กโชว์ของ 3 เพื่อนซี้ที่มองตากันก็ "รู้ใจ"

เป็นเวลา 40 ปีเต็มที่ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร, แหม่ม-พัชริดา วัฒนา และ ปุ้ม-อรวรรณ เย็นพูนสุข ได้โลดแล่นในวงการเพลงและประสบความสำเร็จทั้งในฐานะเกิร์ลกรุ๊ป สาว สาว สาว ที่มี 10 อัลบั้มและแฟนเพลงจำนวนมาก ไปจนถึงการเป็นศิลปินเดี่ยวและการเป็นผู้อยู่เบื้่องหลังความสำเร็จของหลายศิลปิน และแม้เวลาจะผ่านไปนาน พวกเธอก็มีแฟนๆ คอยติดตามงานแสดงคอนเสิร์ตเสมอจนทำให้ก่อนหน้านี้พวกเธอมีคอนเสิร์ตใหญ่ที่ขายบัตรหมดเกลี้ยง 3 รอบ 

และในโอกาสที่ค่าย World Artists Thailand ทำคอนเสิร์ตซีรีส์ The Nightclub Concert วง สาว สาว สาว ก็ได้มาพร้อมคอนเสิร์ต The Nightclub Concert Ep.4 สาว สาว สาว Threegether ที่เป็นการปิดท้ายซีซั่นของงานครั้งนี้ 

แม้เราจะไม่ได้เกิดในช่วงที่วง สาว สาว สาว โด่งดัง แต่จากประสบการณ์ที่เคยไปคอนเสิร์ต สาว สาว สาว ในปี 2018 และประทับใจงานครั้งนั้นทั้งในแง่ของการแสดงและองค์ประกอบต่าง มันทำให้เรารอคอยคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วยความลุ้นว่าการปิดซีซั่นครั้งนี้ ทางผู้จัดจะเตรียมอะไรเอาไว้ 

โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเพลง “เป็นแฟนกันได้ยังไง” ได้เริ่มขึ้น ซึ่งมาพร้อมการประสานเสียงของท้ั้งสาม ก่อนตามด้วยอีกหนึ่งเพลงดังอย่าง “ประตูใจ” ก่อนจะถึงเวลาทั้ง 3 แนะนำตัวและต้อนรับทุกคนจนเราแอบแปลกใจกับสำเนียงภาษาต่างชาติของแอมและแนะนำตัวเอง ก่อนจะขึ้นเพลงสากลอย่าง “Telephone” และ “รักคือฝันไป” ที่ทำให้เราแปลกใจมาก เพราะโชว์ช่วงแรกนั้นทั้ง 3 ได้ใช้เพลงที่เป็นโลโก้ของวงไปหมดแล้ว ซึ่งปกติเพลงดังเหล่านี้มักจะเอาไว้ปิดโชว์ ก่อนตามด้วยเพลง “ในวัยเรียน” ที่พาเราย้อนไปกับบริบทชีวิตวัยรุ่นยุค 80 ที่ต่างจากทุกวันนี้แบบสุดๆ 

พอถึงตอนพูดคุยทั้ง 3 ก็มาพร้อมกิมมิกที่ให้ทีมงานเอาแทบเล็ตมาพิมพ์ข้อความถึงแฟนๆ ก่อนจะเริ่มด้วยเพลง “คืนใจ” ที่แอมร้องนำ ก่อนตามด้วยเพลง “ไม่มีเธอ” ที่แหม่มร้องนำ และเพลง “ทุ่งอ้อ” ที่ปุ้มร้องนำ ซึ่ง 3 เพลงนี้ทำให้เราสังเกตได้เลยว่าทั้ง 3 รักษาคุณภาพเสียงไว้ได้ดีแม้มีอายุมากขึ้น และพาร์ทเพลงช้าก็ตามด้วยเพลง “อยากลืม” โดยแสงไฟและกราฟฟิคหลังจอได้มีการปรับสีให้แตกต่างกันไปในแต่ละเพลง   

และแล้วก็ถึงช่วงเพลงสากลจังหวะสนุกๆ อย่าง “Hey Mickey” ของ Toni Basil และเพลง “One Way or Another” ของ Blondie ก่อนปิดท้ายด้วย “Sha La La” ของ Vengaboys ก่อนจะถึงช่วงที่ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด ขึ้นเวทีมาร้องเพลง “สมชายจดปลายเท้า” พร้อมทักทายแฟนๆ และชวนดื่มเบียร์แบบติดตลก ก่อนจะเซอร์ไพรส์ด้วยการร้องเพลง “เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)” ที่แม้จะฉีกออกมาจากภาพจำผู้ชายแบดบอยของเขาแต่ก็ทำออกมาดี และกลับมากับเพลง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” ที่ สาว สาว สาว จะออกมาร้องแจมในท่อนประสานจนเราทึ่งกับความเข้ากันของโทนเสียงและเคมีศีลเสมอกันตอนพูดคุยกันที่ปิดท้ายด้วยการที่เต๋าเอาแผ่นเสียงวง สาว สาว สาว มาให้ทั้ง 3 เซ็นบนเวที คือแม้เราจะแอบรู้สึกว่าช่วงนี้จะแอบยาวไปนิด แต่ความคาดได้ยากของมุกที่ทั้ง 4 เล่นทำให้เรายังคงไม่ละสายตาจากโชว์

สิ่งที่เราสังเกตพอมาถึงโชว์ที่ 4 ก็คือแพทเทิร์นการเลือกแขกรับเชิญ เพราะทั้งงานของ The Palace ที่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ร่วมแสดง งาน นภ พรชำนิ ที่มี ใบเตย อาร์สยาม ในฐานะเกสต์ รวมไปถึงงานของ นันทิดา แก้วบัวสาย ที่มี ไชยา มิตรชัย เป็นแขกรับเชิญนั้น ล้วนแล้วแต่มากับการที่แขกรับเชิญและศิลปินหลักดูมีภาพลักษณ์ต่างกัน แต่กลับผสมกันได้อย่างลงตัว เช่นงานครั้งนี้ที่หนุ่มมาดหัวโจกอย่างเต๋าก็ดูเข้ากับ 3 รุ่นพี่อย่าง สาว สาว สาว ได้ลงตัว

ความพิเศษสิ่งหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้ก็คือการเน้นเพลงฟีลกู้ด เพราะหลังจากที่เต๋าพูดคุยจบก็เข้าสู่ช่วงเพลงให้กำลังใจอย่าง “Let it Be ของ The Beatles ก่อนตามด้วย “ศรัทธา” ของ หิน เหล็ก ไฟ ที่มาในรูปแบบการประสานเสียง ก่อนจะเป็นช่วงแยกร้องเพลงเดี่ยวของแหม่มอย่างเพลง “ทิ้ง” ซิงเกิลจากอัลบั้ม ผู้หญิงมีฝัน และหลักจากนั้นก็ถึงคิวการแสดงของปุ้มที่มากับเพลง “ป่านนี้” ก่อนจะปิดท้ายช่วงด้วยเพลง “ครึ่งหนึ่งของชีวิต” ก่อนที่สมาชิกจะมาพูดคุยเพื่อขอบคุณผู้สนับสนุนและร้องเพลง “THANK YOU” และ “ดอกไม้ของน้ำใจ” จากอัลบั้มสุดท้ายทั้งภาษาไทยและญี่ปุ่นเพื่อลาทุกคนและเซอร์ไพรส์ทุกคนส่งท้ายด้วยเพลง “รักคือฝันไป” แบบอังกอร์ที่ได้ เต๋า สมชาย ขึ้นมาร่วมปิดโชว์ในแบบที่ไม่เคยเกิดในโชว์ก่อนหน้าของ The Nightclub Concert 

สิ่งที่เราประทับใจเกี่ยวกับโชว์ครั้งนี้คือทั้ง 3 สมาชิกนอกจากจะร้องเพลงเดี่ยวได้ดีแล้ว พวกเธอยังรักษาคุณภาพเสียงได้เหมือนเดิม แม้มีอายุมากขึ้น คือสัมผัสได้เลยว่าการร้องบนเวทีพวกเธอแทบไม่ต่างจากสมัยทำเพลงเลย และในโชว์วันนี้ก็ได้มีการเกลี่ยพาร์ทการแสดงความสามารถของทั้ง 3 คนอย่างลงตัวขณะร้องเพลงวงหรือเดี่ยวได้สมดุล และยังแอบเผยความสามารถที่เราแอบไม่รู้ของพวกเธอ อย่างการพูดภาษาต่างชาติที่ชัดของแอม 

ถ้าจะมีสิ่งที่ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ต่างจาก 3 งานก่อนหน้าก็คือการที่ 3 สมาชิก สาว สาว สาว นั้นจะมาพร้อมมุกและการพูดคุยที่จัดเต็มและจัดหนักกว่า 3 คอนเสิร์ตในงานที่ผ่านมา จนเป็นรสชาติที่แตกต่างในแง่ของการเป็นทอล์กโชว์ผสมคอนเสิร์ต ซึ่งพวกเธอมาพร้อมเคมีความเข้ากันอารมณ์แบบ “มองตาก็รู้ใจ” ที่หลายๆ ศิลปินลอกเลียนแบบได้ยาก จนเราแอบอยากให้ทั้ง 3 ทำรายการ YouTube แบบวาไรตี้เหมือนกัน เพราะมันคงเป็นความสนุกแบบที่ไม่เหมือนใครและหาชมไม่ได้ง่าย 

สำหรับการแสดงครั้งนี้ได้มาพร้อมเวทีรูปแบบต่างจากงานก่อนหน้าชัดเจน เพราะนักดนตรีจะอยู่ข้างเวที ส่วนตัวกลางจะเป็นเวทีที่มีการเล่นระดับที่เข้ากับการแสดงของทั้งสอง ส่วนงานนี้ก็มากับกราฟฟิคทั้งภาพวันวานและการจำลองไนท์คลับรวมถึงมีการจดแสงสีที่เหมาะกับงาน ส่วนทางด้านของดนตรีแม้งานนี้จะไม่ได้มีการโปรโมตพาร์ทเรื่องวงแบคอัพหรือพูดถึงทีมนักดนตรีเหมือนงานคอนเสิร์ตของ นภ พรชำนิ และ นันทิดา แก้วบัวสาย แต่ วง กลมมน ที่นำโดย ของ ฟั่น-โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์มากประสบการณ์ที่ดูแลภาพรวมของงานก็ทำภาพรวมของซาวด์ออกมาได้ค่อนข้างดี 

ทางด้านการจัดงานโดยรวมทางงานก็ได้จัดสตรีมมิ่งในเว็บไซต์ Thaiticket Major ซึ่งออกมาลื่นไหลเหมือนเดิม และได้มีการแพนกล้องไปมาให้หลายคนได้เห็นมุมมองต่างๆ ซึ่งสำหรับเรานอกจากฉากที่แอมร้องเพลง “ครึ่งหนึ่งของชีวิต” จบแล้วกล้องไม่ได้ซูมออกมาเพื่อจับภาพปุ้มกับแหม่มที่กลับขึ้นมายืนข้างๆ แอม และจุดที่ซับเนื้อเพลง “ดอกไม้ของน้ำใจ” ขึ้นก่อนวงเริ่มร้อง เราเองก็มองว่าภาพรวมของงานค่อนข้างสมบูรณ์ 

เรียกได้ว่าตลอดงานคอนเสิร์ตออนไลน์ทั้ง 4 EP ของ The Nightclub Concert เราได้ชมการแสดงที่ดึงจุดเด่นของ 4 ศิลปินออกมาได้หลายมิติแม้จะเป็นงานที่เรียบง่ายและมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมง จนทำให้เรามองว่าในปี พ.ศ. 2565 ทั้ง 4 ศิลปินและผู้จัดควรมีคอนเสิร์ตแบบนี้อีก “แต่คราวนี้ขอเป็นงานที่ทุกคนสามารถนั่งชมไปพร้อมกันในฮอลล์ได้ด้วย มันจะเป็นอะไรที่ดีมาก”