ติ๊ก ชิโร่ เคลียร์ประเด็นข่าวที่ทำเสียชื่อเสียง เผยเคยถูกที่บ้านห้ามไม่ให้ใช้นามสกุล

ติ๊ก ชิโร่ เคลียร์ประเด็นข่าวที่ทำเสียชื่อเสียง เผยเคยถูกที่บ้านห้ามไม่ให้ใช้นามสกุล
S! Music (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

เป็นนักร้องมากฝีมืออีกคนที่โด่งดังและรักษามาตรฐานคุณภาพมาตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว สำหรับ ติ๊ก ชิโร่ เมื่อได้มาแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวก็ได้เล่าย้อนเรื่องราวชีวิตที่ก่อนจะประสบความสำเร็จเป็นนักร้องที่มีชื่อขนาดนี้ที่บ้านคือ ไม่สนับสนุนแถมยังตัดขาดถึงขั้นไม่ให้ใช้นามสกุล พร้อมเปิดความลับที่ไปแอบชอบนักร้องสาวคนดังแบบหมดเปลือก และเคลียร์ชัดข่าวที่ทำให้เกิดเป็นแผลในความรู้สึกเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของตัวเองเสียหาย

กว่าจะมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้เห็นบอกว่าตอนแรกที่บ้านไม่สนับสนุนกับการเป็นนักร้องของพี่ติ๊ก เลย

ติ๊ก ชิโร่ : ไม่มีทางเลยครับ เพราะว่าคุณพ่อก็รับราชการ คุณแม่ก็อยากจะให้มาทางด้านการศึกษามาทางด้านการเรียนมากกว่า แล้วคุณพ่อเขาหมายมั่นปั้นมือว่าเขาอยากให้ผมเป็นทนาย ไม่อย่างนั้นก็มาทางการเกษตรครับ เพราะว่าคุณพ่อทำงานอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ คือ เขาขนาดที่ห้ามแบบ…เรียกว่าครอบครัวให้แยกกันเลยไม่ให้เราใช้นามสกุลเลย ถ้า ติ๊ก ไม่เรียนแล้วไปเล่นดนตรี แล้วเลือกเล่นดนตรี ติ๊ก ก็ออกจากบ้านไปเลย ตอนนั้นผมก็ความที่มันเป็นวิกฤตขนาดนั้นเราก็เสียใจร้องไห้ แล้วก็ขอคุณพ่อว่าขอไปแค่วันเดียว ไปช่วยแค่วันเดียวแล้วหลังจากนั้นก็จะไม่ไป ก็เหมือนกับมุสาวาทาแต่ผมก็ไปจริงๆ ครับ หลังจากวันนั้นคือเราก็กลับมาแล้วคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ไปดรอปเรียนไว้สิแล้วก็ไปมาๆ เรียนหน่อยหนึ่งแล้วก็เล่นดนตรีหน่อยหนึ่ง

ตอนนั้น พี่ติ๊ก ยังไงเอ่ยเป็นนักร้องชอบเล่นดนตรีอะไรเป็นพิเศษ ??

ติ๊ก ชิโร่ : เป็นมือกลองเลยตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งเราก็ไม่ได้เคยไปเรียนที่ไหนนะครับ ผมก็เอาตะเกียบมาไปเอาฝาหม้อของป้ามาวาง แล้วก็เอาลังกระดาษมาวางเป็นกระเดื่อง แล้วก็หม้อกะละมังมาวางก็คือ ตีตามจังหวะเพลงที่เราเปิดเราก็รู้สึกว่าเราก็ทำได้นะ ไม่ได้เรียนด้วย แต่เราอาศัยตีบ่อยๆครับ มันก็เริ่มเข้าใจครับว่ามันมีรูปทรงแบบนี้ แล้วคือตอนนั้นเราหักดิบเรียนการเล่นดนตรีแล้ว ก็ยังหักดิบคุณพ่อเรื่องการเรียนด้วยครับ เพราะตอนนั้นผมรู้ว่าเรารักดนตรีและเราก็ชอบวาดรูปชอบศิลปะ แต่ผมเลือกเรียนเกษตรเหมือนกับจะไปในแนวทางคุณพ่อ แต่มหาวิทยาลัยเขาเปิดรับสมัครด้านศิลปะผมเลยไปสอบปรากฎว่าได้ที่ 7 ครับ แล้วก็ทำคะแนนได้ดีมากประมาณอันดับ 3-5 เสมอ ถามว่าต้องเลือกไหมดนตรีกับศิลปะ ในสายเลือดของเราทั้งดนตรีแล้วก็ศิลปะ แต่ว่าตอนที่ผมจะต้องเลือกเราก็คิดว่าถ้าศิลปะ จะไปเป็น Artist จะไปเป็นศิลปินเหรอไส้แห้ง (เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีชื่อเสียง) แต่ถ้าผมเล่นดนตรีอย่างน้อยมันก็ยังมีผับบาร์ที่เราสามารถที่จะเล่นได้เพื่อหาเงินมาแล้วพอได้เงินมาเราก็สามารถที่จะมีเงินไปซื้อสีซื้อพู่กัน ซื้ออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงานศิลปะ ในใจของผมคิดไว้เสมอว่าเราต้องมีความวิริยะ มีความอดทนรอวันที่มันสุกงอมเต็มที่เราจะหันกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้งหนึ่ง

หลายคนไม่เคยรู้มุมนี้นะ พี่ติ๊ก เขาวาดเป็นจริงเป็นจังจนมีการจัดนิทรรศการของศิลปินคนนี้ในฐานะนักวาดภาพมา 19 ครั้ง ที่เห็นแล้วคือทึ้งเลย 

ติ๊ก ชิโร่ : ก็มันเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของผมอันนี้วาดตอนที่ผมอายุ 25 ปีนะ อันนี้จะเป็นชื่อของสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดเลย คือ จะมีคุณแม่ผมชื่อสุดใจ ผมก็เลยวาดเป็นหัวใจที่เป็นเลือดหล่อเลี้ยงครอบครัวนะครับ ส่วนคุณพ่อผมชื่อ ชวลิต ก็เลยเขียนชื่อชวลิตไว้ครับ น้องสาวก็จะอยู่ในรูปหมด แล้วก็ถ้าจะเห็นผมก็จะมีรองเท้าแตะขี่จักรยานก็จะมีสีกีตาร์อยู่ตรงนั้น ภาพเดียวคือรวมชีวิตไว้ทั้งหมดทุกคนในครอบครัวผมเลยครับ อันนั้นก็เป็นจุดๆหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ายากจนผมเคยมีเงินอยู่ในมือ 300 บาทแล้วก็เอาเงินทั้งหมดไปซื้อกลองหมดเลยครับ

ในมุมหนึ่งของความเป็นนักดนตรีมันมาพร้อมกับความเท่ นึกออกไหมมันเป็น Artist เป็นศิลปินในเรื่องของความรักเรื่องผู้หญิงเราเปรี้ยวไหมในเรื่องนี้ 

ติ๊ก ชิโร่ : มันก็เป็นธรรมชาตินะครับ พลังขับของความเป็นวัยรุ่นมันจะต้องมีนะครับ แต่เนื่องว่าพลังขับทางด้านความมุ่งมั่นทางด้านดนตรีมันอาจจะมีมากกว่าเสมอแล้วก็ทางด้านศิลปะมันก็มีครับ ถามว่าตอนช่วงแรกๆ ที่เข้ามาเป็นนักร้องแอบชอบใครไหม มีครับ เขาเป็นนักร้องด้วยนะครับ ผมไม่เคยเปิดเผยที่ไหนนะครับ เพราะว่าตัวเขาเองเขาก็รู้นะครับ เพราะว่าผมเคยบอกเขาแต่ผมโดนกีดกันครับ จากแม่เขาคือ ฉันทนา กิติยพันธ์ ครับ คนที่ผมแอบชอบคือ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ครับ ตอนที่ผมชอบเขาตอนนั้นอายุ 12 เองครับ ชอบเขาตั้งแต่เด็กๆ เลยตอนนั้นผมของผมยาวๆ เป็นแบบว่า คือ ผมต้องบอกก่อนว่าเราโตมาพร้อมกันโตมาด้วยกัน คือ ปิดเทอมทีเสาร์ - อาทิตย์ เราก็มาเจอมาเฮกัน เราก็แบบว่าตามประสาเด็กๆ ใช่ไหมครับ แต่ถามว่าผมไปตามจีบเขาไหมก็ไม่ได้ขนาดนั้นครับ คือ เด็กๆ อ่ะครับบางทีอยู่ใกล้กันมันก็เหมือนไฟช็อต เหมือนฟ้าผ่า ก็แค่นั้น แล้วก็ตอนหลังมีอยู่ครั้งหนึ่งไปเจอแล้วยายแอมเขาก็บอกว่า … ข้าจะไปรู้เหรอ เพราะว่าผมถามว่าทำไมไม่รับรักข้า เขาก็บอกเราว่าข้าจะไปรู้เหรอว่าแกโตมาจะเป็นนักร้องดัง ถ้ารู้อย่างนี้ข้าแต่งงานกับเองไปแล้ว (หัวเราะ) นี่มันก็เป็นเรื่องที่น่ารักมันก็มีเสน่ห์ แต่ว่าเราก็ยังเป็นเครือญาติกันนะครับ คือหมายความว่า ถึงแม้ไม่ได้เป็นญาติทางสายเลือดกัน แต่ว่าเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน

ถาม แต่แล้วก็ได้ไปเจอกับรักแท้ที่เหมือนเป็นพรหมลิขิต จนได้แต่งงานกันจริงๆ

ติ๊ก ชิโร่ : กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสไปเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศเยอรมัน เรียกว่าพีกสุดๆพอเล่นปั๊บคนก็แบบมีความสุขกันมาก พอจบคอนเสิร์ตผมก็มานั่งปลงๆชีวิตนะครับ ว่าตอนที่เขาชอบเรานะก็จะมีคนมาขอลายเซ็นจับไม้จับมือมากมาย มากรี๊ด แต่พอเขากลับกันไปหมดแล้วก็เหลือแต่เศษซากปรักหักพัง ความรักความห่วงใยความที่เขาชื่นชมมันก็หนีหายไปกับตัวเขาด้วย มีแต่เศษขวดเบียร์มีแต่เศษกระป๋อง ผมก็นั่งมอง ซึ่งไม่เคยเกิดแบบนี้นะครับ อยู่ดีๆคืนนั้นก็เกิดสิ่งนี้ขึ้นในชีวิต แล้วก็เหมือนพรลิขิตให้คนหนึ่งเดินมาเขาก็อายุเยอะแล้วนะครับ เขาก็บอกว่าขอลายเซ็นหน่อยจะเอาไปให้ลูกสาว แล้วพักหนึ่งเราก็ได้ยินเสียงเรียกแม่ !! ก็คือ อ้อ เดินมาผมจำได้ผมหันไปดู ผมจะแต่งงานกับคนนี้ (ตอนนั้นผมคิดอยู่ในใจ) ผมจำได้เขาใส่ชุดสีดำแล้วก็ผมยาว ผมก็ถามว่า คุณป้าครับนั่นลูกสาวคุณป้าเหรอครับ ใช่ ผมขอเบอร์ที่บ้านได้ไหมครับ แม่ก็ให้เบอร์มาแล้ววันรุ่งขึ้นผมต้องเดินทางไปเล่นที่ฝรั่งเศส แล้วก็กลับมาผมก็โทรหาเขาบอกว่า ผมเองอยากจะให้น้องอ้อ ช่วยเป็นมัคคุเทศก์เป็นไกด์พาเที่ยวหน่อยได้ไหมเพราะว่าเราพูดภาษาเยอรมันไม่เป็น ความประทับใจก็เกิดขึ้น เพราะเสียงของเขาก็เพราะ กริยามารยาทก็ดูดีนะครับ จนผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษคนหนึ่ง ตอนที่เขามารับผมนะครับ เขาก็เอารถมาจอดที่หน้าร้านเป็นรถ BMW 323 เปิดประทุน แล้วผมก็ขับ BMW สีดำ 525 เราก็แบบชอบรถเหมือนกัน สงสัยจิตใจตรงกัน (ตอนนั้นคือคิดเข้าข้างตัวเองมาก) (หัวเราะ) จากนั้นก็พาเขาไปทางอาหารที่ร้านอาหารไทย ผมก็ขอที่ร้านอาหารไทยเข้าครัวไปทำอาหารให้ อ้อ เขาทาน แต่บอกตรงๆ ว่าผมทำมั่วมากครับ ทำอะไรง่ายๆซุปเสฉวนครับ ความรักมันพาไปครับตอนนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักเลยครับ ก็ลุยจีบเขาเลยเพราะว่าผมมีเวลาอยู่กับเขาอีกสักพักก่อนที่จะจากกัน อ้อ ก็มาส่งผมก็ซื้อนาฬิกาให้เขาเป็นที่ระลึกครับ พอจากนั้นผมกลับมาที่ประเทศไทย จิตใจมีแต่ความคิดถึงนะครับ ตกหลุมรักแบบโงหัวไม่ขึ้น

ถาม แล้วก่อนกลับมาเมืองไทยตกลงเป็นแฟนกันหรือยัง 

ติ๊ก ชิโร่ : ผมคิดว่าน่าจะเป็นแล้วครับ ถึงแม้ไม่ได้พูดออกมาว่าแฟนกัน แต่บางอย่างมันก็รู้ด้วยแก่ใจนะครับ นิยามของความรักบางทีมันตื่นมาด้วยความคิดถึงต้องการอยู่ใกล้ๆ กันตลอดเวลา พอกลับมาก็เริ่มที่โทรศัพท์ส่งแฟกซ์ถามเขาตลอดเวลา ทำอะไร อาบน้ำ กินข้าวก็บอกหมดนะครับ เรียกว่าทุกเวลาที่คิดกันเลยครับ ตอนนั้นหมดค่าโทรศัพท์ไปเป็นแสนเหมือนกันนะครับ 

ถาม แต่การให้ความรักกับคนทั้งโลกแบบบางครั้งมีสาวๆ มานั่งตักบางอะไรบ้าง ภรรยาว่ายังไงเอ่ย

ติ๊ก ชิโร่ : โอ้โห … บางครั้งมันก็มีนะครับ มีทั้งที่เราปฏิบัติการเอง กับ ผู้มีเกียรติด้านนอกปฏิบัติการกับผมครับ มีมากระทั่งนักตักผมเขามาเองแล้วใช้คำที่สุภาพๆเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือเล้าโลมครับ ภรรยาผมก็เข้ามาเลยกระชากคอเสื้อผมครับ ซึ่งผมรู้ครับว่า อ้อ เขาเป็นคนยังไงเขาก็พาเขากลับบ้าน 

ถาม จริงๆ พี่ติ๊ก เองไม่ใช่คนที่เจ้าชู้ใช่ไหมเอ่ย

ติ๊ก ชิโร่ : จริงๆ ผู้ชายทุกคนก็น่าจะมีนะครับ เป็นธรรมชาตินะครับเพราะว่าตอนนี้จำนวนผู้หญิงมากว่าจำนวนผู้ชายในประเทศไทยนะครับ ซึ่งในการที่เขาค้นหามันก็ต้องมีการแย่งชิงกันนะครับ ส่วนที่ อ้อ เขาเคยโพสต์ว่ามีคนมาเจ๊าะแจ๊ะตอนนั้นคือ ต้องยอมรับนะครับว่าเราเป็นคนสาธารณะ แล้วก็คนที่รักที่ชอบเราบางครั้งบางคนจะออกแนวทะลึ่งตึงตังแบบเซ็กซี่หน่อยๆเหมือนกับว่ามาเขี่ยบอลเพื่อจะซัลโวยิงประตูอะไรประมาณนี้แต่ถ้าครั้งสองครั้งก็ไม่เป็นไร แต่พอเยอะๆ เข้าๆ อ้อ ก็แสดงฤทธิ์เดชแสดงความเป็นเจ้าของ

ถาม แต่ช่วงก่อนหน้านี้มันมีกระแสข่าวกระแสหนึ่งว่ารักร้าวหรือเปล่า เตียงหักหรือเปล่า อยากให้ พี่ติ๊ก พูดถึงเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดในช่วงนี้ ตรงนี้เลยเพื่อให้เข้าใจไปตรงกัน

ติ๊ก ชิโร่ : แปลกใจมากเลยครับ ว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง เราเองก็รักษาสถานภาพแล้วก็รักษาสิ่งดีงามบางสิ่งบางอย่างก็สามารถที่เอาไปเป็นตัวอย่างอันดีได้ความรักที่ดูแลเอาใจใส่กันคำว่าผัวเดียวเมียเดียว อะไรประมาณนั้นนะครับ เป็นความรักที่แท้จริง ตอนนี้กำลังจะมีเพลงใหม่ อัลบั้มใหม่ออกมา ค่ายเพลงแล้วมันก็มีอันนี้ออกมาเพียงไม่กี่วันเองครับ ออกมาปึ้ง !! บอกเรื่องของคนสวนใช่ไหมครับ ผมก็บอกตรงนี้เลยครับว่าบ้านผมทั้ง 3 หลังไม่มีสวนครับ แล้วคือผมก็ไม่มีคนสวนครับ ไม่รู้ใครจะคิดอย่างไร แล้วก็จะให้ผมไปตรวจ DNA ลูก อันนี้เริ่มจะไม่ค่อยดีแล้วหลายๆ คนโกรธแทนผมด้วยซ้ำไปว่า เอาเด็กๆ เข้ายุ่งเกี่ยวทำไม ลูกก็ต้องเป็นลูกผมสิเพราะว่าผม Copy กันมาใช่ไหมครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่าข่าวนี้คือ ริษยาหรือว่าต้องการสร้างความร้าวฉาน หรือก็อยากจะทำด้วยความเคียดแค้นใช่ไหม ถามว่าผมมีศัตรูอะไรขนาดนั้นไหมก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่ก็ดีเพราะว่าเพื่อนๆพี่ๆที่อยู่ในวงการให้โอกาสผมในการออกมาพูด หลายครั้งที่ผมก็คุยกับ อ้อ แล้วก็คุยกับลูก ชาเมกับยาหยี ครับ เพราะ เชเม กำลังจะมาเป็นศิลปินในค่าย โลมาบิน ของผมด้วยมันก็เลยกลายเป็นว่ามีผลกระทบมาแล้ว ผมยังไม่ได้โทรหาคุณพ่อผมเลยนะครับ เพราะเขาก็ต้องคิด คุณแม่ผมก็ต้องคิด ในวันหนึ่งที่เรื่องนี้มันออกมาผมไม่แน่ใจว่าใครจะได้ผลประโยชน์ แต่ว่ามันทำให้สถาบันครอบครัวที่ผมรัก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ผมที่ดีใจในความสำเร็จของผมก็คงเจ็บปวดไปด้วย ผมคิดว่ามันสั่นคลอนแทนที่คนจะจำผมได้ในเรื่องของแง่มุมดีๆ ที่ผมสั่งสม แต่คนกลับมาจำเรื่องเลวร้ายนี้ได้มากกว่า ถามว่าเราทั้งคู่โกรธไหม ผมกับอ้อ โกรธครับเพราะว่ามันเป็นกลากเกลื้อนที่จะมาทำลายประวัติของเราที่ทำให้หลายคนจดจำเรื่องที่มันไร้สาระแบบนี้ครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามาบุกผมแบบนี้อีก ผมก็คงจะไม่ยอมครับ