"พลอยชมพู" กับ 10 เดือนในค่ายเพลงระดับโลก และบทเรียนชีวิตจาก "โควิด-19"

"พลอยชมพู" กับ 10 เดือนในค่ายเพลงระดับโลก และบทเรียนชีวิตจาก "โควิด-19"

เป็นเวลา 10 เดือนแล้วที่ค่ายเพลง Red Records ได้เปิดตัวพร้อมเผยชื่อศิลปินเบอร์แรกอย่าง Jannine Weigel หรือ พลอยชมพู ศิลปินไทยเจ้าของฉายาสาวน้อยร้อยล้านวิว โดยล่าสุดเธอได้เปิดตัวเพลง "Passcode" ซิงเกิลแรกที่ได้ร่วมงานกับทีมงานระดับโลกที่นำโดย โปรดิวเซอร์ตัวท็อปอย่าง Tommy Brown ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Awards มีชื่อเสียงจากผลงานที่ทำร่วมกับ BLACKPINK และ Ariana Grande 

และในโอกาสที่ Jannine ได้ปล่อยผลงานใหม่ เธอก็ได้แถลงข่าวพูดคุยกับสื่อมวลชนชาวไทย พร้อมให้สัมภาษณ์กับทาง Sanook Music เรื่องช่วงชีวิต 10 เดือนกับบ้านหลังใหม่ ซิงเกิล "Passcode" ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่ประเทศมาเลเซียในวันที่โรค โควิด-19 ได้สร้างความกลัวและเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลก

10 เดือนที่อาศัยอยู่ที่มาเลเซียเป็นอย่างไร หลังจากการเปิดตัวกับค่าย Red Records Jannine ได้ฝึกฝนอะไรเป็นพิเศษไหม?

มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นเยอะมากค่ะ ก็เมื่อเดือนธันวาคมหนูได้เซ็นสัญญากับค่าย Red Records ก็มีการปรับตัวหลายอย่าง และย้ายมาอยู่มาเลเซียช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก่อนล็อคดาวน์เพราะโรค โควิด-19 ส่วนก่อนปล่อยเพลง ก็มีเรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนกีตาร์ และปรับบุคลิกภาพค่ะ

วิธีการทำงานทางค่ายเป็นอย่างไร แตกต่างจากค่ายอื่นของ Jannine ในมุมไหนบ้าง? 

ทุกค่ายที่เคยทำงานด้วยก็จะมีความแตกต่างกันไป สำหรับหนูชอบการทำงานค่ายใหม่ เพราะเขาใส่ใจในตัวหนู เพราะหนูเป็นศิลปินคนแรกด้วย คือเขาผลักดันการเป็นศิลปิน แต่เขาดูเรื่องการพัฒนาการในฐานะมนุษย์ด้วย เขาค่อนข้างแคร์และหนูชอบแบบนี้ค่ะ

ในฐานะที่เราทำงานค่ายเพลงที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย อยากรู้ว่าเทรนด์วงการเพลงที่มาเลเซียเป็นอย่างไร?

จริงๆ หนูรู้สึกว่าการฟังเพลงของที่นี่ค่อนข้างแตกต่าง คือมีคนต่างชาติที่เรียกว่า Expat มีคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย จีน มันมีหลายเชื้อชาติ และทุกกลุ่มฟังเพลงต่างกัน แต่คนส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นภาษาอังกฤษก็จะฟังกันเยอะ และถึงคนจะหลากหลาย แต่เขาก็จะเคารพกันด้วย

ตารางชีวิตประจำวันของ Jannine ที่มาเลเซียแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง มีอะไรที่ประทับใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่นั่น?

หนูลองอาหารมาเลเซีย 2-3 อย่างแล้ว มันจะมีร้านที่ชอบคือ Banana Leaf มันจะมีความผสมผสานระหว่างอาหารไทย และมาเลเซียกับอินเดีย รู้สึกกินแล้วนึกถึงอาหารไทยนิดนึง ส่วนการทำงานช่วงนี้จะเน้นโปรโมทเพลง แต่ถ้าเวลาว่างจะเข้าเมืองไปถ่ายรูป

ทำไมถึงแนะนำตัวใหม่ผ่านเพลง "Passcode" ที่มาพร้อมเนื้อหาเกี่ยวกับการพยายามทำความรู้จัก เพราะเห็นว่าก่อนหน้านี้มี 5 เพลงที่เขาส่งมาให้เลือก?

หนูรู้สึกว่าเพลงนี้มันเป็นตัวหนูที่สุดค่ะ เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างระวังเรื่องความรักและไม่ชอบการคุยเล่น เพราะหนูไม่อยากเสียเวลากับคนที่ไม่เปิดใจ ชอบความตรงไปตรงมาแบบในเพลง แต่ในขณะเดียวกันหนูเองก็มีกำแพงด้วย ก่อนจะคุยกับใครก็อยากรู้จักตัวตนเขาเช่นกัน ครั้งแรกที่ได้เดโมเพลง "Passcode" มาเดโม่มันจะเรียบง่าย เลยต้องปรับให้เป็นตัวหนูมากขึ้น อย่างในพาร์ทท่อนฮุกก็มีเนื้อร้องเพิ่มขึ้นมา ส่วนซาวด์ดนตรีก็เพิ่มรายละเอียด

กลับมาคราวนี้ Jannine กลับมากับเพลงป็อปที่พูดถึงเรื่องความรักวัยรุ่นอีกครั้ง อยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ "Passcode" ต่างจากผลงานที่ผ่านมาของ Jannine ในแง่ของดนตรีและเนื้อหา?

ที่ผ่านมาเพลงของหนูจะมีความซีเรียส แต่ในตอนนี้มันเป็นชีวิตบทใหม่ ที่อยู่ประเทศใหม่ ทำเพลงใหม่กับค่ายใหม่ เลยอยากสื่อถึงความสนุกในเพลงใหม่ที่ทำกับค่ายใหม่ด้วยค่ะ ตอนนี้รู้สึกว่าเพลงนี้ต่างจากก่อนๆ และเพลงนี้ก็ได้ทำงานกับคุณ Tommy Brown ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อ เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานกับคนที่ทำเพลงให้กับ Ariana Grande และพอได้บินไปทำงานกับเขา ไปนั่งทำเพลงเป็นอาทิตย์ก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ชิลล์มาก คือรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร เป็นเด็กตัวน้อยๆ แต่เขายังเคารพเราในฐานะศิลปินค่ะ

ในฐานะที่ทำเพลงเกี่ยวกับความรักในยุคโซเชียล และ Jannine ก็เริ่มเป็นที่รู้จักจากโซเชียลมีเดีย เรามีมุมมองอย่างไรกับการใช้โซเชียล?

หนูคิดว่าโซเชียลมีเดียมันเปิดโอกาสให้กับแทบทุกคนเลย ใครที่มีไอเดียก็สามารถเผยแพร่ในโซเชียลได้เลย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ด้วยความที่มันเข้าถึงง่าย มันอาจจะทำให้ความรักยากขึ้น จากสมัยคุณพ่อคุณแม่ที่กว่าจะเจอกัน หรือพูดคุยกันต้องส่งจดหมาย แต่นี่สามารถส่งข้อความถึงกันภายในเวลา 1 นาที ก็อาจจะทำให้การสร้างความสัมพันธ์ยากขึ้นได้

ด้วยความที่ปี 2020 เป็นปีที่หลายคนได้รับผลกระทบเต็มๆ จากโรค โควิด-19 มันมีผลกระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง? 

หนูคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกต้องปรับตัวค่ะ มันเป็นการปรับตัวที่ท้าทายเหมือนกัน แต่มันทำให้คนได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง มันทำให้หนูเห็นคุณค่าในการพูดคุยและความสัมพันธ์กับคนมากขึ้น แต่ก่อนทุกอย่างมันเข้าถึงง่าย แต่พอถึงช่วงกักตัว เราพบว่าการพูดคุยมันเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่มีคนคอยให้กำลังใจด้วย ช่วงกักตัวมันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจริงๆ

หลังจากนี้จะได้เห็น Jannine กลับมาทำงานที่ไทยบ้างไหม คิดถึงอะไรเกี่ยวกับประเทศไทยที่สุด?

หนูคิดถึงเมืองไทยมาก เพราะไม่ได้กลับบ้านเลยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไม่เคยอยู่ห่างจากบ้านนานขนาดนี้ ถ้าสถานการณ์คลี่คลายหนูอยากจะกลับไปเยี่ยม ก็คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อนๆ เพราะไม่ได้เห็นมา 8-9 เดือน คือได้เห็นผ่านโซเชียลมีเดียค่ะ มันทำให้หนูรู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาในยุคโซเชียลมีเดีย เพราะอยู่ไกลกันแต่ก็ยังติดต่อผ่านออนไลน์ได้อยู่

ตอนนี้แฟนๆ ก็ได้รู้จัก Jannine มา 5 ปีแล้วตั้งแต่ปล่อยซิงเกิลเมื่อปี 2015 วางแผนอย่างไรเกี่่ยวกับ 5 ปีข้างหน้าบ้าง?

เอาจริงหนูไม่กล้าวางแผนอะไรเลย พอโควิด-19 เกิดขึ้น มันทำให้หนูรู้เลยว่าไม่มีอะไรแน่นอน และอะไรก็เกิดขึ้นได้ มันทำให้หนูไม่กล้าวางแผนอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มันอาจจะมีอะไรที่ไม่คาดคิดที่เปลี่ยนแปลงเราได้ หนูอยากใช้ชีวิตวันต่อวัน และทำทุกวันให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องไกลๆ ยังไม่อยากนึกถึงค่ะ เพราะไม่อยากตั้งเป้าหมายและมารู้ว่าทำไม่ได้แล้วต้องรู้สึกแย่ทีหลัง