Maximillian กับเรื่องราว “รอยแผลอันสวยงาม” ที่เขาอยากเป็นพลังให้กับทุกหัวใจที่บอบช้ำ

Maximillian กับเรื่องราว “รอยแผลอันสวยงาม” ที่เขาอยากเป็นพลังให้กับทุกหัวใจที่บอบช้ำ

Maximillian ศิลปินหนุ่มวัย 21 ปีจากโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ส่งเพลงเพราะๆ ที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดอันแสนสวยงาม “Beautiful Scars” จนทำให้แฟนเพลงทั่วโลกรู้จัก และชื่นชอบในน้ำเสียง และดนตรีแนวอาร์แอนด์บีที่เรียบง่าย แต่มีรายละเอียดเกินตัว และเริ่มเป็นที่จับตามองของนักวิจารณ์ดนตรีในการเป็นศิลปินคลื่นลูกใหม่ในวงการเพลง

Sanook Music มีโอกาสเข้าร่วมสัมภาษณ์วิดีโอคอล เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของเพลงดังอย่าง “Beautiful Scars” จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปิน และบทเรียนที่เขาได้รับผ่านรอยแผลเป็นอันสวยงาม ในช่วงเวลาอันแสนยากลำบากในชีวิต เพื่อทำความรู้จักตัวตนของศิลปินหนุ่มคนนี้กันให้มากขึ้น

ที่มาของ “Beautiful Scars”

Maximillian: “รอยแผลเป็น” ในเพลงไม่ได้หมายถึงรอยแผลเป็นจริงๆ บนตัวของผม แต่หมายถึงรอยแผลเป็นที่มาจากการถูกทำร้ายจิตใจ จากประสบการณ์ในชีวิต ที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดข้างในลึกๆ ในจิตวิญญาณ ในจิตใจ ในระหว่างที่สภาพจิตใจไม่มั่นคงนัก หลังจากที่ผมตั้งสติคิดได้ว่าเราไม่ควรเก็บซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดนี้เอาไว้ เราควรยอมรับว่าเรามี “รอยแผลเป็น” ที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆ นานามากมาย โอบกอดร่องรอยเหล่านั้นเอาไว้ 

ตอนที่ผมแต่งเพลงนี้ขึ้นมา ผมอยากให้ทุกคนที่ได้ฟังเพลงของผมรู้สึกว่ากำลังฟังเพลงที่ตัวเองแต่ง เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเล่าเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาออกมาด้วย ผมเลยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเจ็บปวดเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องที่ดี เป็นแง่บวกให้กับชีวิตมากขึ้น ให้ทุกคนไม่หวาดกลัวที่จะมีรอยแผลทิ้งเอาไว้หลังจากได้รับความบอบช้ำทางจิตใจมา ให้ทุกคนรู้ว่ารอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เราเป็นที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด แต่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเราแข็งแกร่งขึ้น เพราะเราผ่านเรื่องแย่ๆ เหล่านี้มาได้ ผมอยากให้เพลง “Beautiful Scars” ส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นเรื่องแย่ๆ ในชีวิตไปให้ได้ และไม่ต้องกลัวที่จะแสดงให้ทุกคนบนโลกเห็นว่าคุณเองก็มีรอยแผลเป็นที่ฝากเอาไว้ในใจ ที่เป็นหลักฐานว่าคุณก้าวข้ามผ่านพ้นมันมาได้ด้วยตัวของคุณเองอย่างกล้าหาญ 

วิธีเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นเพลงของ Maximillian

Maximillian: ผมเป็นคนชอบทำเพลง ทำเสียงดนตรีขึ้นมาเองจนพ่อแม่รำคาญมาตั้งแต่เด็กๆ (หัวเราะ) เมื่อผมโตขึ้นมา พ่อแม่ของผมทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ พวกเขาดื่มในบ้าน ซึ่งไม่ใช่ภาพที่ดีนักสำหรับเด็กที่จะเห็นอะไรแบบนี้ ผมไม่เคยคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ ผมได้แต่เก็บความรู้สึกของผมเอาไว้ในใจคนเดียว เมื่อผมไปโรงเรียน คุณครูก็จับสังเกตได้ว่าผมเป็นเด็กมีปัญหา แต่ก็ไม่มีใครรู้ถึงปัญหาที่ผมมี เพราะผมไม่ยอมเปิดปากพูดหรือเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านให้ใครฟัง นานวันเข้าผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กประหลาดที่บอบบาง และพร้อมที่จะระเบิดตัวเองได้ทุกเวลา ผมเริ่มถูกไล่ออกจากโรงเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งโฮมสคูลที่เรียนที่บ้านก็ยังไปไม่รอด จนสุดท้ายผมกลายเป็นเด็กมีปัญหาอย่างเต็มตัวเพราะเริ่มคบคนแย่ๆ และมีพฤติกรรมแย่ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายและชีวิตตกต่ำลงเรื่อยๆ ผมเริ่มไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทำตัวเหลวแหลก เป็นลูกชายเลวๆ เหมือนชีวิตอยู่ที่ก้นบึ้งของมหาสมุทรไปเรียบร้อยแล้ว

จนวันหนึ่งที่พ่อของผมชวนผมไปดูคอนเสิร์ตร็อก ผมที่ตอนนั้นกำลังอยากจะหนีจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปไกลๆ อยากทิ้งเพื่อนทิ้งเรื่องราวแย่ๆ ไว้เบื้องหลัง แล้วอยากไปเที่ยวสนุกๆ กับพ่อสักครั้ง ผมเลยตอบตกลงทันที เพราะตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้สนิทกับพ่อมากเท่าตอนนี้ โชว์ในวันนั้นเป็นดนตรีร็อกที่ผมไม่ได้อินเท่าไร (หัวเราะ) แต่มีคนมาดูเยอะมาก เป็นอารีน่าที่จุคนได้ราว 40,000 คน ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมอยู่กลางฮอลล์ที่มีแต่แฟนเพลงชาวร็อกตัวสูงๆ อยู่ข้างหน้า ทำให้ผมต้องเขย่งสุดปลายเท้า หลังจากที่เพลงเล่นไปเรื่อยๆ จู่ๆ ก็มีจังหวะหนึ่งที่ทั้งฮอลล์เงียบสนิท ผมเริ่มสงสัยว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ เมื่อกี้ยังกระโดดโยกหัวกันอยู่เลย แต่หลังจากนั้นบรรยากาศในฮอลล์ก็เริ่มมืดลง แสงเลเซอร์เริ่มยิงออกมาหลากหลายสี มีเครื่องบินกระดาษบินออกมาชนที่จอ LED ด้านหลังเวทีที่แสดงภาพเหมือนจอแตกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นศิลปินก็ออกมาจากหลังเวที เล่นกีตาร์ออกมาอย่างเท่พร้อมกับร้องเพลง “We don’t need no education...” (เพลงของ Pink Floyd) ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่า ‘แม่* โครตเท่ ผมอยากทำแบบนั้นบ้าง’ อยากเป็นเหมือนร็อกเกอร์คนนั้น อยากมีโชว์ในอารีน่าใหญ่ๆ แบบนี้ อยากมีแฟนๆ มาดูคอนเสิร์ตแล้วอินจัดๆ แบบนี้บ้าง ผมเองตอนนั้นยังอินไปกับเขาด้วยเลย ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผมรู้สึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกันของทุกๆ คนที่อยู่ที่นั่น จากช่วงเวลานั้นไม่กี่วินาที ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า ‘ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่’ ‘ชีวิตผมช่างไร้สาระสิ้นดี’ และผมควรเริ่มต้นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว จบจากโชว์นั้นผมเลยคุยกับพ่อตรงๆ ว่าผมรู้สึกไม่ค่อยดี อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง พ่อเลยแนะนำให้ผมไปเรียนที่โรงเรียนประจำ ลองเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ตั้งแต่ต้น 2 ปีที่อยู่ที่นั่นผมได้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทั้งการใช้ชีวิต เรียนหนังสือ ได้เรียนดนตรี ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่เริ่มใหม่อย่างแท้จริง ที่โรงเรียนประจำสอนให้ผมเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อผมกลับไปที่บ้าน ผมกลับไปในฐานะผมคนใหม่ที่เติบโตขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่เด็กมีปัญหาคนเดิมที่จะเก็บกดทุกความรู้สึกเอาไว้อย่างเคย เมื่อผมกลับไปที่บ้านแล้วเจอปัญหาเดิมๆ คือพ่อกับแม่ก็ยังอยู่ด้วยกัน แต่ทะเลาะกันตลอดเวลา ผมเลยยื่นคำขาดว่าทั้งคู่ต้องแยกทางกัน ผมทนอยู่ด้วยแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ในตอนนั้นเองที่ผมเริ่มแต่งเพลงครั้งแรก ผมยังจำได้ดีว่าเพลงแรกที่ผมเขียนเต็มไปด้วยคำแย่ๆ ทั้งนั้น (หัวเราะ) แล้วหลังจากนั้นผมก็แต่งเพลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ตอนที่แต่งเพลง “Beautiful Scars” ผมเริ่มแต่งเพลงนี้นานมาก เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมไม่ได้แต่งขึ้นมาเป็นเพลง แต่เริ่มต้นจากการเขียนออกมาเป็นประโยคที่ผมอยากจะพูด อยากจะสื่อออกมา แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าพอที่จะทำมันออกมาเป็นเพลง จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมถึงรวบรวมเนื้อเพลงทุกอย่างและทำออกมาเป็นเพลงขึ้นมาจริงๆ ใช้เวลานานพอสมควรที่จะเลือกใช้คำที่ใช่ สื่อความหมายออกมาให้ตรงกับความรู้สึกโดยไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนเกินไป ไม่ทำให้ใครไม่พอใจ และสามารถสื่อความรู้สึกของผมที่ตรงกันกับคนอื่นๆ ได้ จากประสบการณ์ตรงของผมสอนให้ผมรู้ว่า ถ้าผมมัวแต่เศร้า โกรธ โมโหตลอดเวลา มันจะส่งผลกระทบถึงผู้คนรอบข้างตัวผมด้วย ถ้าเราอยากให้คนอื่นมีความสุข ตัวเราต้องมีความสุขเสียก่อน ผมจึงเริ่มเปิดใจมากขึ้น เหมือนเป็นหนังสือที่รอให้ทุกคนเข้ามาเปิดอ่านทำความเข้าใจในตัวผมให้มากขึ้นได้ ดังนั้นการแต่งเพลง รวมถึงเพลง “Beautiful Scars” ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เปิดเผยตัวตน และความรู้สึกที่แท้จริงของผม ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 5 ปี นี่คือสิ่งที่ผมพบเจอ นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึก และหวังว่าทุกคนจะเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงเหล่านี้ได้

maximillian02Maximillian

รอยแผลเป็นที่สวยงามที่สุดในชีวิตของ Maximillian

Maximillian: จริงๆ แล้วรอยแผลเป็นที่สวยงามที่สุดมักมาจากเรื่องราวที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตนะ (หัวเราะ) สำหรับผมอาจจะเป็นช่วงที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า ช่วงที่รู้สึกแย่สุดๆ จนไม่รู้ว่าชีวิตจะดำเนินไปยังไงต่อ ช่วงที่ทำอะไรแย่ๆ ที่ตอนนี้ผมไม่อยากกลับไปทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว น่าจะเป็นช่วงนั้นครับ

 
วิธีที่จะรักษารอยแผลเป็นที่เกิดจากความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์แย่ๆ ได้ดีที่สุด

Maximillian: ผมเองก็อกหักมา 2-3 ครั้งเหมือนกัน (หัวเราะ) การรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ทำให้คุณเจ็บปวด และตัวคุณเองเป็นคนยังไง ผมเป็นคนที่คอยสอนคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่าควรต้องจัดการกับปัญหาตรงหน้ายังไง ถ้าเป็นเรื่องความรัก ผมค่อนข้างจะจัดการกับมันแบบไร้เยื่อใยหน่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ‘โอเค เราจบกันแล้ว’ ครั้งล่าสุดที่ผมอกหัก ผมรู้สึกเหมือนข้างในมันแหลกเหลวไปหมด ผมรู้สึกถึงไหล่ที่มันหนักไปหมดที่ต้องแบกรับอารมณ์ต่างๆ เอาไว้อยู่ตลอด ผมเลยคิดว่าการจะฟื้นฟูจิตใจของตัวเองได้ มันขึ้นอยู่กับตัวเองล้วนๆ เราต้องเคารพตัวเองว่าเราเศร้านะ เราเสียใจนะ ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกให้เต็มที่ ถ้ายังไม่พร้อมจะออกไปเจอใคร ก็อย่าเพิ่งออกไป อย่าเพิ่งเร่งตัวเองว่าต้องรีบหายไวๆ หรือพยายามหาใครมาดามหัวใจตัวเองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ลืมคนเก่า ถ้าไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม ปล่อยให้เวลาเยียวยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ใช้เวลากับเพื่อน กับครอบครัวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพยายามตามหาอะไรเพิ่มเติม เพราะอาจทำให้คุณเศร้าหนักกว่าเดิม ปล่อยให้หัวใจของคุณค่อยๆ เยียวยาตัวเอง ใช้เวลาให้มากพอเท่าที่หัวใจของคุณต้องการ นั่นคือวิธีฟื้นฟูสภาพจิตใจที่ดีที่สุดสำหรับผม


เพลงของ Maximillian กับการสื่ออารมณ์อย่างตรงไปตรงมา

Maximillian: ผมไม่เชื่อเรื่อง toxic masculinity (ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ เช่น ความเชื่อที่ว่า ผู้ชายห้ามร้องไห้ ต้องเข้มแข็ง แข็งแกร่ง) ผมคิดว่าการแสดงอารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ทำไมต้องเก็บซ่อนความรู้สึก ทำไมถึงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้เพราะความเป็น “ผู้ชาย” 

ในเพลง “Beautiful Scars” ผมก็พูดถึงเรื่องของการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ไม่ต้องปกปิด ไม่ต้องเก็บซ่อนบาดแผลที่ได้รับเอาไว้คนเดียว แต่อยากให้โอบอุ้ม และยอมรับว่าตัวเองไม่เพอร์เฟกต์ แต่ก็สามารถผ่านพ้นทุกเรื่องราวแย่ๆ มาได้อย่างกล้าหาญ และคุณมีค่าในแบบที่คุณเป็นครับ


เพลงใหม่ๆ ต่อจาก “Beautiful Scars”

Maximillian: ผมแต่งเพลงเอาไว้ในมือถือเพียบเลยครับ ราว 70 เพลงได้ (หัวเราะ) ก็อยู่ในระหว่างคัดเลือกว่าจะใช้เพลงไหน ทิศทางของเพลงจะเป็นยังไง เพื่อสื่อถึงตัวผมให้ได้มากที่สุด และเป็นแมสเสจที่ผู้คนกำลังต้องการ กำลังอยากได้ยินในตอนนี้มากที่สุด ตอนนี้ผมเลยอยู่ในช่วงที่เขียนเพลงไปเรื่อยๆ เตรียมเอาไว้เลือกทีหลังเยอะแยะเลยครับ


ฝากข้อความถึงแฟนๆ ชาวไทย

Maximillian: ขอบคุณสำหรับการสนับสนุน และขอบคุณที่ชอบเพลงของผมกันนะครับ ทุกๆ อย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ที่เพลงของผมเริ่มเป็นที่รู้จักในฝั่งประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมมาถึงจุดนี้ก็เพราะพวกคุณ ขอบคุณมากๆ ครับ

จริงๆ ผมเคยไปเที่ยวที่เมืองไทยกับพ่อ เพื่อนของผม และพ่อของเพื่อนเมื่อปี 2012 ผมชอบประเทศไทยมากๆ ผมเที่ยวในกรุงเทพราว 1 สัปดาห์ ไปห้างริมแม่น้ำที่ใหญ่มากๆ หลังจากนั้นก็ไปภูเก็ตต่อ ได้ไปไหว้พระ ไปดูเสือ ขี้มอเตอร์ไซค์ใหญ่ๆ ที่คล้ายๆ สกูตเตอร์ ได้กินอาหารไทยอร่อยๆ ผมชอบผลไม้ที่เมืองไทยมากๆ ทั้งมังคุด และเงาะ (เขาอธิบายว่าผลไม้ที่หน้าตาคล้ายไวรัสโคโรนา) หวังว่าจะได้ไปเมืองไทยอีกครั้งนะครับ