“Dir En Grey” วงดนตรีที่ฆ่าไม่ตาย Part 2 โดย อริญชย์ Dose

“Dir En Grey” วงดนตรีที่ฆ่าไม่ตาย Part 2 โดย อริญชย์ Dose

ก่อนอื่นใด ใครยังไม่รู้จัก Dir En Grey ตามไปอ่านพาร์ตแรกกันก่อนได้นะครับ

หลังจากโดนเหยียด แทนที่ Dir En Grey จะมุ่งมั่นทำอัลบั้มและขายอยู่แต่ในเกาะญี่ปุ่น พวกเขากลับมาทบทวนชีวิตไล่ตั้งแต่วันที่ยังเล่นดนตรีด้วยกัน ไม่มีอันจะกินอยู่ข้างถนน ทำให้วงตัดสินใจไปต่อในแนวทางที่หักหน่วงขึ้นไปอีก ลึกไปอีก ด้วยผลงานอัลบั้ม Withering to Death เมื่อความชัดเจนถูกตอกย้ำ อัลบั้มดันติดชาร์ตของฟินแลนด์ เมืองสแกนดิเนเวียที่ขึ้นชื่อเรื่องเพลงหนัก หลายเพลงถูกนำไปใช้ประกอบหนัง Death Trance พวกเขาตอบรับคำเชิญไปงานเทศกาลดนตรีอีกหลายงาน เล่นกับวงเมทัลตะวันตกในเมืองที่คนดูไม่รู้จัก แม้ยังมีคนที่ขว้างปาของใส่แต่ก็ยังพอมีเสียงปรบมือขึ้นมาบ้าง ปี 2006 พวกเขาทัวร์อเมริกาในงาน South by Southwest Festival ยาวไปยัน NY. และ CA. ทำให้พวกเขาเป็นที่จับตามองจากนิตยสารดนตรี และมีกระแสปากต่อปากมากขึ้น แต่ด้วยความหนักหน่วงในการทัวร์ทำให้ Kyo เส้นเสียงอักเสบต้องผ่าตัดอีกรอบ

วงในช่วงนี้มีทั้งคนที่ชอบ แต่มีคนที่แอนตี้มากกว่า เพราะรับความเปลี่ยนแปลงด้านแนวเพลงและสไตล์การร้องของ Kyo ไม่ได้ แต่แทนที่พวกเขาจะทำตามตลาด พวกเขาไม่แคร์ Dir En Grey ยังคงเดินหน้าโดดไปร่วมทัวร์ Family Values ของ Korn ซึ่ง Jonathan Davis นักร้องนำ Korn ได้พูดถึง Kyo ว่า “เขาเป็นนักร้องที่ร้องใหญ่ แต่ตัวเล็ก”

Dir En Grey ยังไปอาละวาดตามเฟสติวัลใหญ่ๆ หลายที่ อย่าง Loud Park และทัวร์ Inward Scream ที่ญี่ปุ่นอีกรอบ ต่อด้วยปี 2007 พวกเขาปล่อยอัลบั้มที่ 6 อย่าง The Marrow of a Bone พร้อมทัวร์ 7 เมืองในอเมริกาเหนือ ซึ่งอัลบั้มนี้ตัวโทนเพลงเปลี่ยนไปจากช่วงแรกที่เป็น J-Rock อย่างสิ้นเชิง มีความดิบที่ได้อิทธิพลทางตะวันตกมาผสมกับความเป็นญี่ปุ่น มีลูก Riff แบบ Nu Metal สอดแทรกอยู่ เพิ่มจังหวะโยกๆ มันๆ จนได้ไปเปิดให้ Deftones ในทัวร์ที่อเมริกา และไปเล่นในที่ใหม่ๆ อย่าง เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, โปแลนด์, สวีเดน, อังกฤษ, ฮอลแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ จากวันที่กลับไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์ วันนี้วงเขยิบมาสู้ฮอลล์และอารีนาต่างๆ อีกครั้ง ไปทั่วโลกในแบบ No More Yellow Monkeys และกลับมาเป็นวงเปิดให้ Linkin Park ที่ Saitama Super Arena 2 รอบตามด้วยทัวร์ญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีของวง พร้อมปล่อยอัลบั้มคู่รวมฮิตใช้ชื่ออัลบั้มว่า Decade 1998-2002 และ Decade 2003-2007

ปี 2008 Dir En Grey ไปร่วมงาน Hide Memorial Summit พร้อมกับ X Japan, Luna Sea และอีกหลายวง เดือนสิงหาคมปีนั้นทางวงปล่อย Uroboros อัลบั้มที่ 7 ซึ่งถือเป็นสุดยอดอัลบั้มที่ลงตัวที่สุดอัลบั้มหนึ่งของวง มันทำให้พวกเขากลับมาเล่นที่ Osaka-jo Hall ซึ่งเขาไม่ได้เล่นมาตั้งแต่ปี 1999 ปีถัดมา Dir En Grey ไปทัวร์อังกฤษ Relentless Tour ’09 ในไอร์แลนด์ โดยร่วมกับนิตยสารดนตรี Kerrang! โดยมีวงที่ไปด้วยกันอย่าง Mindless Self Indulgene, Bring Me The Horizon, Black Tide และ Case Of Fire และเปลี่ยนต้นสังกัดเป็น Okami Records ซึ่งพวกเขาตั้งขึ้นมาเองเพื่อดูแลกิจกรรมต่างๆ

หลังจากนั้นในปี 2011 วงออกอัลบั้ม Dum Spiro Spero อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่ทำให้คนเหงา เริ่มกลับมาฟังวงนี้แบบจริงจัง เพราะมันมีความ Aavant Garde, Gothic, Doom ผสมกับเนื้อเพลงที่ยังคงยืนหยัดที่ร้องภาษาบ้านเกิดเป็นหลัก กลิ่นอายวงชัดเจนมาก พวกเขาเจอทางของพวกเขา ต้นกล้าที่เพาะปลูกมาหลายปีเริ่มเติบใหญ่ตามลำดับ อัลบั้มนี้เพลงดีๆ เยอะ แถมฟังไม่ยากเกินไป มีท่อนดีกับเมโลดี้ติดหูอยู่มากมาย ทว่าในงาน Wacken Open Air 2011 ทางวงมีปัญหาระหว่างเล่นจนทำให้ Kyo ออกอาการไม่พอใจและแสดงออกบนเวทีถึงกับเขวี้ยงไมค์

ปี 2013 วงออกอัลบั้ม The Unraveling ซึ่งเป็นเพลงเก่าอัดใหม่กับเพลงใหม่ 1 เพลงที่เกี่ยวกับคนเป็นโรค ฮิคิโคโมริ ปี 2014 วงออกอัลบั้มชื่อ Aeche มีความหมายถึงรากเหง้าและอัลบัมนี้ใช้คอนเซ็ปต์ “ความเจ็บปวด” ทางดนตรีเริ่มเป็นอะไรที่ Experimental มากขึ้น ลึกขึ้น ฟังยากขึ้น ท่อนติดหูน้อยกว่าชุดก่อนๆ เยอะ ต้องตั้งใจและทำความเข้าใจมากหน่อย มีท่อนแบบวง Nerosis อยู่เยอะ แต่อัลบั้มนี้ก็ทำให้ Dir En Grey ได้กลับมาเล่นที่ Budokun อีกรอบ ปี 2015 ทางวงได้ไปเล่นในงาน Lunatic Fest ที่เป็นงานรวมรุ่นใหญ่ยันรุ่นเล็กของวงการ ร็อค/เมทัลของญี่ปุ่นที่นำทีมโดยวง Luna Sea ลุยญี่ปุ่นอีกเพียบ ตามด้วยทัวร์จีนไป 4 เมือง รวมถึงสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และเม็กซิโก พร้อมปล่อยดีวีดี AVERAGE PSYCHO 2 อีกด้วย

ต่อมาในปี 2016 ทางวงจัดทัวร์ที่ดูได้เฉพาะ A Knot คือชื่อเรียกกลุ่มแฟนครับของวงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ซื้อตั๋ว และปล่อยดีวีดี LIVE Blu-ray & DVD『ARCHE AT NIPPON BUDOKAN』เรื่องการเล่นตาม Hall นี้มีตำนานอยู่เรื่องหนึ่งจาก Kyo เกี่ยวกับเด็กฝึกงานที่ชื่อ Gara จากวง Merry ซึ่งเป็น Roadie หรือนักร้องที่เคยเป็นเด็กฝึกของ Kyo ครั้งหนึ่งตอนเช็กเสียงก่อนเริ่มคอนเสิร์ต Kyo ถามว่าในฮอลล์นี้มีช่องสะท้อนเสียงอยู่ตรงไหน และกี่ตำแหน่ง Gara ก็ตอบไป ตามที่ได้ศึกษามา แต่ Kyo บอกว่าผิด และพาไปดูจุดที่ Gara ไม่เห็น เมื่อเวลาผ่านไป Gara ถึงรู้ว่า Kyo จำได้หมดทุกฮอลล์ในญี่ปุ่นว่ามีลักษณะอย่างไร และต้องปรับเปลี่ยนการร้องแบบไหนจึงดี ในปีถัดมา Dir En Grey เน้นหนักไปทางการทัวร์ในญี่ปุ่นโดยเล่นเพลงจากอัลบั้มเก่าทั้งชุดแบบที่หลายๆ วงชอบทำกัน ช่วงนี้ของทัวร์จะเล่นทุกเพลงของอัลบั้มนี้ อีกช่วงก็จะเล่นเพลงจากอีกอัลบั้มหนึ่งทั้งชุด ซึ่งเเบ่งเป็น 4 ธีมคือ

1.Macabre

2.Withing To Death

3.Uroboros

4.Marrow Of Bone

ปี 2018 Dir En Grey ปล่อยอัลบั้ม VESTIGE OF SCRATCHES พร้อมทัวร์แบบจัดหนักทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป รัสเซีย สแกนดิเนเวีย แต่ดันมามีเรื่องดราม่าที่กรุงลอนดอน วงมีปัญหากับ Backing Track, Visaul VDO มาตั้งแต่ตอนไปรัสเซียและฟินแลนด์แล้ว แต่ทีมงานยังแก้ได้ไม่เสร็จ หวยเลยมาออกที่ลอนดอนตอนเล่นเพลง "Phenomenon" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Backing Track ไม่ออกจนต้องหยุดเล่น เขวี้ยงไมค์ทิ้ง (อีกแล้ว) และต้องเดินเข้าไปหลังเวทีถึง 3 รอบ และออกมาพร้อมเซตลิสต์ที่ไม่ต้องใช้ Backing Track การจัดการตั๋ว VIP ที่ออกมาไม่ VIP ไม่ Enjoy Meet N' Greet กับแฟนๆ แต่จริง ๆวงไม่อยากขายตั๋วลักษณะนี้อยู่แล้ว แฟนๆ ต้องแย่งกันเข้า แต่สุดท้ายวงก็ออกมาขอโทษทางแฟนๆ ทุกคน

ปี 2019 วงปล่อย IVE COLLECTION Blu-ray & DVD 『FROM DEPRESSION TO________ [mode of 16-17]』พร้อมทัวร์อเมริกาเหนือไปจบที่เม็กซิโก และปล่อยอัลบั้มชุดที่ 10 ชื่อว่า The insulated world

แม้ Dir En Grey จะไม่เคยดังเฉียดเท่ากับ Big 4 ของญี่ปุ่น (X Japan, L'Arc-en-Ciel, Luna Sea, Glay) แต่เส้นทางของพวกเขายังคงไม่จบเท่านี้แน่ๆ ตลอดเวลาเกือบ 23 ปีที่ผ่านมาที่ไม่เคยเปลี่ยนสมาชิกวงนี้มีหลายสิ่งที่สื่อออกมาอย่างเข้มข้นชัดเจน มีคอนเซ็ปต์หลักๆ คือความเจ็บปวดจากเรื่องรัก ใครก็พัฒนาตามเวลาที่เปลี่ยนไป เป็นความเจ็บจากรสชาติของชีวิตที่ทะลุไปถึงก้นบึ้งของจิตใจของมนุษย์ที่เคยสัมผัสความทุกข์ในทุกช่วงของชีวิตจากวง J-Rock ผันตัวเองมาเป็น Metal เป็นวงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ และสิ่งที่ทำให้พวกเขารอดและยืนหยัดมาได้คือ เข้าใจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น มีส่วนผสมหลายๆ แบบที่วงอื่นไม่มีหรือมีก็เหมือนกันผ่านทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด ทั้งดราม่าจากแฟนๆ และมรสุมจากชีวิตจริงเป็นวงที่ทำให้ฝันของ X Japan วงรุ่นพี่ที่อยากพาตัวเองไประดับโลกแต่ไปไม่ถึงเพราะเสีย Toshi จนต้องพักวง และเสีย Hide ตามไป กว่าจะได้เวิลด์ทัวร์เต็มรูปแบบก็ตอนที่กลับมารียูเนี่ยนอีกรอบ รุ่นน้องอย่าง Dir En Grey จึงนำไปก่อน และยังสานต่อวงรุ่นใหม่อย่าง ONE OK ROCK ให้ไปในเส้นทางระดับโลก

ใครที่อยากรู้จัก Dir En Grey มากขึ้นก็หางานมาฟังกันดู เผื่อจะถูกรู Ears ไม่เหงาหูแน่นอนสำหรับ Dir En Grey วงที่ฆ่าไม่ตาย

เกี่ยวกับผู้เขียน
อริญชย์ แห่งวงดนตรี Dose กับเพลง 90s ที่จะมาระเบิดหู และเปิดหูเปิดตาคุณไปพร้อมๆ กัน