Snow Patrol กับช่วงรำลึกยุค 2000s เสียงแหบเสน่ห์ และดนตรีอะคูสติก

Snow Patrol กับช่วงรำลึกยุค 2000s เสียงแหบเสน่ห์ และดนตรีอะคูสติก

ชาว ‘90s-2000s คนไหนที่เติบโตมากับดนตรีฝั่งอังกฤษต้องเคยดำดิ่งไปกับเพลงอย่าง “Run”, “Chasing Cars” หรืออาจจะเต้นแบบไม่กลัวว่าใครจะเห็นใน “Call Out in the Dark” หรือ “Just Say Yes” และตะโกนร้อง “Open Your Eyes” และ “You’re All I Have” ของ Snow Patrol กันมาแล้วแน่ ๆ ความทรงจำพิเศษของเรากับ Snow Patrol คือช่วงที่เรายังเรียนอยู่ เพลง “How to be Dead” เป็นหนึ่งในเพลงสากลที่เราเปิดฟังบ่อยสุด ๆ จนเทปยานไปเลย (เขินจังที่เรียกว่าเทป แต่เป็นเทปจริง ๆ แล้วมันก็ยานจริง ๆ) Snow Patrol เป็นวงแรก ๆ ที่เปิดโลกทัศน์ในการฝั่งดนตรีแนวบริทของเรา ให้เราได้ทำความรู้จักกับเพลงหม่น ๆ เทา ๆ ที่ยิ่งฟังก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าแต่ละเพลงศิลปินเขาแต่งออกมาได้ยังไง

แน่นอนว่าช่วงที่ Snow Patrol มาเยือนเมืองไทยครั้งแรกเป็นช่วงพีคของวง เพราะในปี 2006 ในงาน Bangkok 100 Rock Festival พวกเขาได้มาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทยพร้อมกับวงบริทป็อปในตำนานอีกวงอย่าง Oasis และวงบริทเท่ๆ อย่าง Franz Ferdinand และแน่นอนว่าชาวไทยสมัยนั้นได้ร้อง “Chasing Cars” ด้วยกันครั้งแรกด้วย

คราวนี้เป็นคิวของเราบ้างแล้วล่ะ ที่จะตะโกนร้องเพลงของ Snow Patrol กับเขาบ้าง !

ความประหลาดใจแว่บแรกที่เห็นโปสเตอร์คอนเสิร์ตคือ อ้าว… acoustic show แฮะ ความหวังที่เต้น กระโดดเหยง ๆ หายวับไปกับตา แต่เมื่อส่องตารางทัวร์ดูว่าปีนี้ Snow Patrol ทัวร์แบบ acoustic หมดเลยนี่นา ก็พยายามคิดว่า เอาน่า… Snow Patrol ก็คือ Snow Patrol ยังไงก็ต้องดี แค่ได้ฟังเพลงที่เราฟังมาตั้งแต่เด็ก เวอร์ชั่นไหนก็ดีทั้งนั้น เขาคงคิดมาแล้ว

ค่ำคืนที่ 27 ส.ค. 62 ณ Moonstar Studio ป้าย Snow Patrol Acoustic Live in Bangkok โดย Very Company ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า หลังจากที่เราคว้าเสื้อ official มาได้แล้ว เราก็ตรงดิ่งเข้าฮอลล์ไปฟังเพลงของ Ryan McMullan ศิลปินชาวไอร์แลนด์เหนือ บ้านเดียวกันกับ Snow Patrol ที่คืนนี้นอกจากเขาจะมาเป็น supporting act แล้ว ยังทำหน้าที่มือคีย์บอร์ดแทน Johnny McDaid ที่มีอาการบาดเจ็บจนต้องถอนตัวออกจากทัวร์ไปรักษาตัวก่อน ส่วน Nathan Connolly มือกีตาร์เองก็เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บที่มือแล้วมาจับกีตาร์เล่นต่อ (Gary Lightbody นักร้องนำเองก็ป่วยหลังจากเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยจบ แล้วยกเลิกคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ไปเลย เมืองไทยโชคดีมาก เกือบแล้ว) สมาชิกแต่ละคนสังขารร่วงโรยขนาดนี้ ยิ่งตอกย้ำเราหนักขึ้นไปอีกว่า “โชคดีแล้วนะที่ได้มาดูคอนเสิร์ตนี้”

69765955_1149344418585106_440

69710091_1149344631918418_533

แสงไฟสลัว ๆ และเครื่องดนตรีน้อยชิ้นในแบบ acoustic show แม้ว่าจะเป็นภาพที่แตกต่างจากจินตนาการเล็กน้อย (เพราะหวังจะได้ดูแบบ full band) แต่เมื่อเสียงกีตาร์ และคีย์บอร์ดดังขึ้น พร้อมเสียงแหบเสน่ห์ที่ยังคงมีเสน่ห์เย็น ๆ ในแบบฉบับของ Gary ที่เราเคยได้ยินเมื่อสมัยเด็ก ๆ ขึ้นมาในเพลงแรก “Chocolate” เท่านั้นแหละ… เหมือนภาพตัดไปเห็นเราที่กำลังง่วนกับการเอาดินสอจิ้มแกนกลางของเทปแล้วหมุนอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อรักษาชีวิตเทปยาน ๆ อันนั้นเอาไว้ ก่อนนำไปใส่ในวิทยุช่องใส่เทป แล้วกดปุ่ม Play เพื่อรอฟังเพลงโปรดอีกครั้ง แม้ว่าเราจะไม่ได้เตรียมตัวฟังเพลงของ Snow Patrol มาเลย แต่แค่อินโทรของเพลงเราก็รู้ได้ทันทีว่าเพลงอะไร ปากก็ขยับร้องตามพี่ Gary ได้อย่างสบาย ๆ ค่ำคืนนี้ไม่จำเป็นต้องวิชวลปลุกเร้าอารมณ์แต่อย่างใด ขอแค่มีเสียงของ Gary ดนตรีอะคูสติกที่เรียบเรียงใหม่ ในเพลงเพราะยุค 90s-2000s ที่คุ้นเคย เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

พี่ Gary ร้องไปยิ้มไป ระหว่างเพลงก็ทักทายคนดูอย่างเป็นกันเอง เขารู้ดีว่า 13 ปีที่แฟนเพลงชาวไทยรอคอยมันช่างยาวนาน ดังนั้นเขาจึงบอกว่าเขาเตรียมเพลงมาร้องให้ฟังมากมายตลอดทั้งคืน เพราะพวกเขาเองก็ผลงานตลอด 21 ปีมาฝากพวกเราเช่นกัน แล้วเขาก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง เมื่อ “Crack the Shutter”, “Empress” ผลงานใหม่จากอัลบั้ม Wildness, “This isn’t Everything You Are” จนมาถึง “Shut Your Eyes” ที่แฟนเพลงเริ่มตะโกนร้องตามกันในท่อนฮุคกันอย่างพร้อมเพียง บอกแล้วว่าเพลงของพี่เขาฮิตจริงอะไรจริง

69961864_1149345501918331_208

69720229_1149345191918362_696

69765955_1149344418585106_440

69514426_1149346745251540_695

“Don’t Give In” เป็นหนึ่งในเพลงอัลบั้ม Wildness ที่ Gary และ Nate ปรับดนตรีเล็กน้อย และ Gary ก็เปลี่ยนมาร้องในคีย์ที่ต่ำลง แทนที่จะเป็นเสียงสูงแหบแบบในอัลบั้ม แปลกหูเล็กน้อยแต่ก็เป็นเสน่ห์ของ live show โดยเฉพาะท่อน “F**k up your mind” ที่ทุกคนในฮอลล์พร้อมใจกันตะโกนพร้อมกันเหมือนอัดอั้นตันใจอะไรบางอย่าง จากนั้นพี่ Gary จึงค่อย ๆ ไล่เสียงสูงขึ้นจนเป็นเวอร์ชั่นต้นฉบับ เพลงนี้จึงน่าฟังแล้วดูมีลูกเล่นขึ้นมาทันที

ความ “สด” ของโชว์ไม่ได้มีแค่การปรับเปลี่ยนดนตรี หรือเสียงร้อง ยังรวมถึงการปรับ setlist สด ๆ บนเวทีอีกด้วย หลังจบ “Run” ที่แฟนๆ ร้องตามกันได้ทั้งฮอลล์ไปแล้ว เราก็ได้เห็น Gary ส่งสัญญาณ (และพูดออกไมค์) บอก Ryan มือคีย์บอร์ดจำเป็นขอเปลี่ยนเพลงกะทันหัน จนหนุ่ม ๆ ที่เหลือต้องพลิกสมุดโน้ตบนเวทีเปลี่ยนเพลงตามพี่ Gary กันพัลวัน ก่อนจะเริ่มเพลง “Set Fire to the Third Bar” เพลงเศร้า ๆ หม่น ๆ ที่พี่ Gary ควบร้องท่อนผู้หญิงไปด้วย

69154427_1149345345251680_561

69345677_1149346211918260_239

เพลงโปรดอีกเพลงของเราที่เราไม่ได้ฟังมานานมากดังขึ้น มันคือ “You’re All I Have” ที่เราดีใจตั้งแต่อินโทรขึ้น เหมือนเด็กที่ทำของเล่นชิ้นโปรดหายไปแล้วจู่ ๆ มันก็โผล่มาอย่างที่เราไม่คาดคิด เรายืนปลื้มปริ่มน้ำตาคลออยู่กับเพลงนั้นไม่นาน พี่ Gary ก็มาดำดิ่งเข้าสู่โลกสีเทาอีกครั้งด้วย “Life on Earth” และ “Heal Me” ที่พี่ Gary พูดถึงการบำบัดโรคติดสุราของเขา จนเขาสามารถกลับมาแต่งเพลงได้อีกครั้งหลังจากหายไปนานกว่า 7 ปี และพี่ Gary ก็ขอให้เพื่อน ๆ ของเขาลงจากเวทีไปเพื่อโชว์เดี่ยวเพลงใหม่ที่มีชื่อว่า “I Think of Home” แบบ Busking version ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงบ้านจริง ๆ

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีแฟนเพลงใจร้อนตะโกนขอเพลงเก่า ๆ มากมาย รวมถึง “Chasing Cars” ที่เหมือนเป็นหนึ่งในเพลงชาติของพวกเขาตั้งแต่ต้นโชว์ แล้วโดน Gary แซวกลับไปขำ ๆ ว่า “ใจเย็น ๆ พวกเรามีเพลงฮิตอีกเยอะที่จะเล่น ช่วยรอแบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกันหน่อยนะ” ในที่สุดเพลงนี้ก็มา แถมมาก่อน encore ด้วย เพราะหลังจากชวนเต้นกันไปใน “Call Out in the Dark” แล้ว ก็มาประสานเสียงกันด้วย “Chasing Cars” ทันที และตะโกนร้องเพลงอย่างต่อเนื่องกับ “Open Your Eyes”

70392088_1149343751918506_703

69563039_1149345615251653_596

69493385_1149346198584928_516

ทั้งสามหายไปจากเวทีสักพัก ก่อนจะกลับขึ้นมาปิดโชว์ด้วย “What If This Is All the Love You Ever Get” ที่แอบฮาเล็กน้อยเมื่อท่อนร้องเสียงสูงหนุ่ม Gary ดันร้องไม่ถึง แล้วให้แฟนเพลงช่วย และจบสวย ๆ ด้วย “Just Say Yes” ที่เป็นหนึ่งในเพลงที่แฟนเพลงในฮอลล์ร้องตามกันเสียงดังที่สุด รู้เลยว่า energy ของทุกคนยังเต็มเปี่ยม แต่น่าเศร้าที่โชว์ในค่ำคืนนี้ต้องจบลงตรงนี้

แม้ว่าสภาพร่างกายของ Gary จะไม่เต็มที่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเส้นเสียง แต่ความแหบเสน่ห์ในน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเขายังคงอยู่ และไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเพลงเปลี่ยนไปแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะเป็น acoustic show ด้วย ที่ยังทำให้ Gary ยังเอาโชว์นี้อยู่ได้ไม่ยาก แสงไฟบนเวทีไม่สลับซับซ้อนอะไร แต่ก็ลงตัวในแง่ของการใช้สีเปลี่ยน mood & tone ไปตามจังหวะเพลงได้ดี หนุ่ม Ryan และ Nate ก็ทำหน้าที่นักดนตรีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเช่นกัน ถือว่าเป็นค่ำคืนที่อบอุ่น และทำให้หัวใจหลาย ๆ คนพองฟูได้ไม่ยาก

หวังว่าจะได้ชมโชว์แบบ full band พร้อมสภาพร่างกายของสมาชิกแต่ละคนที่แข็งแรงเต็มที่ในผืนแผ่นดินประเทศไทยในไม่กี่ปีข้างหน้านี้นะ อย่าให้ต้องรออีก 10 กว่าอีกเลย เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระหว่าง Snow Patrol กับเรา ใครจะไปก่อนกัน