เมื่อ Foals Live in Bangkok ทำให้อุณหภูมิที่รายล้อมร้อนเร่าร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

เมื่อ Foals Live in Bangkok ทำให้อุณหภูมิที่รายล้อมร้อนเร่าร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

ไม่ว่า Foals จะพลาดการมาเยือนเมืองไทยสักกี่ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ค่ำคืนหนึ่งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง

Foals Live in Bangkok เกิดขึ้นจริงในผืนแผ่นดินไทย จากฝีมือของผู้จัดในดวงใจใครหลายคนอย่าง VIJI CORP

คอนเสิร์ตที่ทำให้เรารู้ว่า ทุกการรอคอยนั้นแสนทรมาน แต่หากการรอคอยนั้นสิ้นสุดลง มันก็คุ้มค่าเหลือเกินที่เราจะเฝ้ารอ

Foals Live in Bangkok

อันที่จริงกำหนดการขึ้นเวทีของวงร็อคจากเมืองผู้ดีคือช่วงเวลา 3 ทุ่ม ทว่าผู้เขียนตรงดิ่งไปยัง มูนสตาร์ สตูดิโอ 8 ตั้งแต่ช่วงบ่ายสำหรับภารกิจการพบปะพูดคุยกับสมาชิกวง Foals บอกตามตรงว่ามันคือความรู้สึกตื่นเต้นไม่เหลือชิ้นดี อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตในราตรีนั้นได้อย่างดีเยี่ยม ล่วงเลยมาถึงช่วงเย็นก็เกิดความคึกคักอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคิวซื้อเสื้อทัวร์ที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อนั้นล้นทะลัก

ขออนุญาตข้ามไปสู่ช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินเลยก็แล้วกัน ความคึกคักเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คือมันเป็นความรู้สึกที่พูดกับตัวเองว่า “คนโคตรเยอะเลย” เพราะอะไรน่ะหรือ... ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างต้น ว่าทุกคนรอคอย Foals มานานเท่าไหร่แล้ว

เซอร์ไพรส์แบบพีคๆ อยู่ไม่น้อยกับ Opening Act ที่ไม่ใช่วงดนตรี แต่เป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรีที่ชื่อ SLUR อย่าง เอม-ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ มือกลองที่แปรเปลี่ยนบทบาทมาเป็นดีเจในชื่อ GAYAIMS ความสงสัยเกิดขึ้นตั้งแต่แรกรู้ว่า GAYAIMS จะเปิดเพลงอะไร แต่สัญชาตญาณบอกแต่เนิ่นๆ เช่นกันว่า “ไม่ตื๊ดแน่”

DJ GAYAIMS

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ DJ GAYAIMS จัดความแปลกใหม่มาภายใต้บีตเท่ๆ ที่ไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ความรู้สึกตอนที่ยืนฟังนี่มีทั้ง โอ้โห, อะไรวะเนี่ย, สุดว่ะ และอีกมายมายที่ไม่สามารถออกอากาศได้ เพราะแค่เพลงแรกอย่าง “Packt Like Sardines in a Crush Tin Box” จากคณะ Radiohead ก็ทำเอาเหวอไม่น้อย แต่เป็นความเหวอที่ทำให้เราจดจ่ออย่างหนักว่าเขาจะเปิดเพลงอะไรต่อ ซึ่งมันก็มีทั้ง The xx, Röyksopp, Joy Division ก็มี, New Order ก็มา ไล่เรียงไปจนถึง Haim, Bloc Party, Tame Impala แต่ทีเด็ดมันอยู่ที่การเอาเพลง “ลำสั้นดิสโก้” จากวงสัญชาติไทย The Paradise Bangkok Molam International Band มาให้เซิ้งกัน ถือเป็นการมิกซ์ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจน และเราชอบมาก!

เอาล่ะ... พาตัวเองออกมาจากบีตอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว ความตื่นเต้นกลับมาถาโถมอีกครั้ง และวินาทีที่ซาวด์อันอื้ออึงจบลงที่ประโยค “Everything Not Saved Will Be Lost” ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้มล่าสุดของพวกเขา Yannis Philippakis (กีตาร์, ร้องนำ), Jimmy Smith (กีตาร์), Edwin Congreave (คีย์บอร์ด) และ Jack Bevan (กลอง) ก็พร้อมประจำตำแหน่ง อินโทรเพลง “On the Luna” ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล กรีดร้อง มือไม้อยู่ไม่สุขของเหล่าสาวก Foals Live in Bangkok ไม่ได้เป็นแค่ความฝัน แต่มันคือความจริงที่อยู่เบื้องหน้า

Foals

ยิ่งเมื่อเห็นฉากหลังบนเวทีคือบรรดาแมกไม้นานาพันธุ์ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า Foals กำลังพาทุกคนก้าวเข้าสู่โลกใบล่าสุดของพวกเขา สอดคล้องกับปกอัลบั้ม Everything Not Save Will Be Lost - Part 1 กับภาพต้นไม้ใบไม้สีชมพูฉาน รวมถึงภาพโปรโมตที่ออกมาในแนวเดียวกัน “Mountain at My Gates” และ “Snake Oil” คืออีก 2 เพลงต่อเนื่องที่ทำให้ภายในฮอลล์ยิ่งบ้าคลั่ง ก่อนจะเบาความหนักแน่นมาสู่ลีดกีตาร์อันคุ้นหูในเพลงเก่าจากอัลบั้ม Antidotes อย่าง “Olympic Airways” และกระหึ่มมูนสตาร์กันต่อด้วย “My Number”

 ภาพโปรโมตจากอัลบั้ม Everything Not Saved Will Be Lost - Part 1

ในตอนนั้นมีเพียงความเบาของกลองชุดที่ทำให้ขัดหูอยู่บ้าง แต่ความสุขนี่ล้นปรี่เลยทีเดียว Foals เปลี่ยนโหมดไปสู่พาร์ตลึกๆ บ้างกับ “Black Gold” และ 2 เพลงจากอัลบั้มใหม่อย่าง “Sunday” และ “Syrups” รวมไปถึง “Providence” ที่อาจเป็นช่วงพักของหลายๆ คน หลังจากนั้นถึงคิวอีกหนึ่งเพลงเก่าในดวงใจ “Spanish Sahara” กับท่วงทำนองอันบาดลึก แว่วมาว่าหลายคนเสียน้ำตาให้กับบทเพลงนี้ ก่อนจะกลับมาโยกกันอีกครั้งกับ “Red Socks Pugie”

เวลาแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็ว Foals ส่งต่อความหฤหรรษ์อย่างต่อเนื่องด้วยซิงเกิลโปรโมตที่ร้องกันกระหึ่มอย่าง “Exits” และ “In Degrees” ต่อกันแบบไม่มียั้ง ไม่ต้องพักกันแล้วกับ “White Onions” ส่งต่อความพีคที่ไต่ระดับไปสู่แทร็คที่เชื่อว่าทุกคนในฮอลล์รอคอยอย่าง “Inhaler” ที่ใช้แค่คำว่า “เดือด” คงไม่พอ... คงไม่พอจริงๆ

Foals ลงไปพักไม่นาน ก็คัมแบ็กสู่เวทีในช่วงอังกอร์ที่เดือดยิ่งกว่า! เพราะไล่เรียงตั้งแต่เพลงใหม่ล่าสุดประเดิมอัลบั้ม Everything Not Save Will Be Lost - Part 2 ที่ยังไม่วางจำหน่ายอย่าง “Black Bull” กับวิชวลเจ้ากระทิงยักษ์ด้านหลัง ต่อด้วย “What Went Down” และปิดท้ายด้วย “Two Steps, Twice” ที่จู่ๆ มิสเตอร์ยานนิส ฟรอนท์แมนของวงลงจากเวทีเดินร่อนทั่วงานมาจนถึงด้านหลังสตูฯ ท่ามกลางความตื่นเต้นบวกตกใจของแฟนๆ ที่ไม่คิดว่าเขาจะเดินลงมาไกลขนาดนี้ รูดม่านโชว์ครั้งแรกในประเทศไทยด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากให้จบ ณ วินาทีนั้น ความมันยังคั่งค้าง ยังอยากกระโดดโลดเต้นและบ้าคลั่งต่อไปเรื่อยๆ

ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วอย่างแท้จริง จำได้ว่าอุณหภูมิที่รายล้อมรอบกายเรามันร้อนเร่าร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้ว่าจากปริมาณของผู้คน หรือว่าจากดนตรีที่กระแทกหูเราอยู่กันแน่ Singha Corporation presents Foals Live in Bangkok คืออีกหนึ่งคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่คอนเสิร์ตสักคอนเสิร์ตควรจะมี มือถือที่ถูกชูขึ้นมามีน้อยอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนโฟกัสไปที่การแหกปากร่ำร้องตามเนื้อเพลงที่คุ้นหูมาเนิ่นนาน จดจ้องไปที่การกระโดดสุดตัวในท่อนที่ควรจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มทุกพื้นที่ ทุกอาณาบริเวณของ มูนสตาร์ สตูดิโอ 8 ในแบบที่เราไม่เห็นมานาน

เรื่องเพอร์ฟอร์แมนซ์ของ Foals คงไม่ต้องอธิบายใดๆ ให้มากความ ในบางเพลงแทบไม่มีการแตกต่างไปจากการเปิดซีดีหรือสตรีมมิ่งฟัง แสงสีที่จัดจ้าน เร่งเร้าไม่ต่างจากดนตรีที่พวกเขานำเสนอก็ยิ่งเพิ่มอัตราความพลุ่งพล่านได้เป็นอย่างดี ที่ขัดหูขัดใจคงมีเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือซาวด์กลองซึ่งความเห็นส่วนตัวรู้สึกว่ามันเบาเกินไป ไม่ว่าจะเป็นสแนร์หรือแม้แต่เครื่องทองเหลือง ทำให้จังหวะส่งต่างๆ ที่จะเข้าสู่ความพีคมันลดระดับลงไปอยู่บ้าง แต่หากมองถึงภาพรวม Foals Live in Bangkok ก็อาจกลายเป็น “โชว์แห่งปี” ได้ไม่ยากเย็นนัก

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คือ เรารู้สึกว่า “ดนตรี” นั้นสร้างความสุขให้มนุษยชาติจริงๆ นะ ยิ่งหากเป็นความหลงใหลในท่วงทำนองเดียวกัน วงดนตรีวงเดียวกัน และผู้คนกลุ่มนั้นเดินทางมารวมตัว และแบ่งปันความสุขโดยที่ไม่ต้องหยิบยื่นอะไรให้อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่ทุกคนสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความสุขมันก่อเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และ Foals ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่ามันเกิดขึ้นได้จริง

และที่เห็นหลายคนโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “ตายตาหลับ” ได้แล้วนั้น... ไม่น่าใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

Story by: Chanon B.
Photos by: VIJI CORP

>> เดือดก่อนมาไทย! “Foals” ส่งเพลงใหม่ “Black Bull” กระแทกใจชาวร็อค