“Polycat” คอนเสิร์ตใหญ่ อัลบั้มใหม่ และความสำเร็จที่เกิดจากการทำตามใจตัวเอง

“Polycat” คอนเสิร์ตใหญ่ อัลบั้มใหม่ และความสำเร็จที่เกิดจากการทำตามใจตัวเอง

เอาเข้าจริงก็ไม่รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่ที่บัตรคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของ Polycat อย่าง Leo presents Polycat I Want You Concert รอบแรกจะหมดลงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แถมการเปิดรอบเพิ่มในวันเดียวกันก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม บัตร sold out อย่างไม่ยากเย็นนัก แม้ว่าสเกลของคอนเสิร์ตจะอยู่ในระดับของธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ก็ตาม

อาจจะเป็นเพราะ Polycat ได้กลายเป็นวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้ม 80 Kisses ที่อุดมไปด้วยเพลงฮิตอย่าง “พบกันใหม่?”, “มันเป็นใคร”, “เป็นเพราะฝน”, “เวลาเธอยิ้ม” กับเสน่ห์แห่งท่วงทำนองในยุค 80s อย่างเต็มตัว อีกทั้งสองเพลงใหม่อย่าง “อาวรณ์” และ “ดูดี” ก็สร้างกระแสความนิยมได้ไม่น้อยไปกว่ากัน

ซึ่งเจ้าความสำเร็จดังกล่าว มันเกิดขึ้นจากความทุ่มเทพยายาม โชคดวง จังหวะชีวิต หรืออะไรกันแน่?

Sanook! Music นัดพบ 3 สมาชิกวง Polycat อย่าง นะ-รัตน จันทร์ประสิทธิ์ (ร้องนำ), เพียว วาตานาเบะ (เบส) และ โต้ง-พลากร กันจินะ (คีย์บอร์ด, ซินธิไซเซอร์) เพื่อไต่ถามถึงเรื่องราวความสำเร็จที่พวกเขาได้รับตลอดมาในช่วง 3-4 ปีให้หลัง ซึ่งคำตอบที่เราได้กลับเป็นเพียงความเชื่อมั่นใน “การทำตามใจตัวเอง” แค่นั้น อีกทั้งพวกเขายังอัปเดตถึงอัลบั้มชุดใหม่ให้เราฟังอย่างละเอียดยิบซึ่งน่าตื่นเต้นมากๆ อีกด้วย

 Polycat

การที่บัตรคอนเสิร์ตใหญ่ Polycat I Want You Concert หมดอย่างรวดเร็วทั้งสองรอบการแสดง มันมีความหมายกับพวกคุณอย่างไร?

เพียว : โห... เอางี้ครับ พูดง่ายๆ คือ หนึ่งในความฝันของหลายๆ วงดนตรีคือ อยากมีคอนเสิร์ตใหญ่ใช่ไหมครับ จริงๆ เราก็อยากมี แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยได้พูดคุย แล้วพอค่าย Smallroom อยากให้ทำ ความเห็นมันพ้องกัน นี่คือเรื่องแรกที่เราดีใจ เรื่องที่สองคือ บัตร sold out ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย คือเราก็เติบโตมากับประโยคที่ว่า “บัตรวงนี้ sold out ภายในเวลาเท่านี้” แต่มันจะเกิดขึ้นกับเราจริงๆ หรือ เรื่องที่สามคือมันเกิดขึ้นกับเรา 2 รอบ มันก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจในชีวิตเรื่องหนึ่งครับ

10 โมงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันขายบัตร พวกคุณทำอะไรกันอยู่?

โต้ง : ผมตื่นมาตอน 9 โมงกว่าๆ คือผมรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ตอนไปยืนดูคอนเสิร์ตพี่เจ Penguin Villa ที่จัดวันที่ 29 มิถุนายนแล้ว แล้วพอตื่นมาเห็นฟีดแบ็ก รู้สึกตื่นตัวขึ้นเยอะเลยครับ มีคนรอเราขนาดนี้ ดีใจครับ ตอนแรกผมคิดว่ารอบสองที่เปิดเพิ่มน่าจะไม่เต็มด้วยซ้ำ

นะ : คืนวันเสาร์ผมนอนเฝ้าแฟนอยู่ที่โรงพยาบาล ตื่นมาประมาณ 10 โมงครึ่ง รู้ว่าบัตร sold out แล้ว ช็อก! (หัวเราะ) ตอนแรกคิดว่าบัตรน่าจะขายได้เรื่อยๆ แต่ก็ตื่นมาดูผลสักหน่อยแล้วกัน ปรากฏว่าหมดตั้งแต่ 10 โมงนิดๆ

เพียว : ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 10 โมงครึ่งเลย กะว่าเหมือนฟุตบอลเลย ขี้เกียจดู มาดูไฮไลท์ทีเดียวว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผมน่ะเป็นคนตื่นยาก มือถือผมเลยมีแอปฯ นาฬิกาปลุกอยู่ 3 แอปฯ ผมเปิดมันพร้อมกันเลย ปกติปลุกไม่ค่อยตื่นหรอก แต่เช้าวันนั้นทุกแอปฯ ที่ยิงตรงมาหา Polycat มันเด้งแบบสั่นตลอด แล้วมันซิงก์กับไอแพดผมที่อยู่บนหัวเตียง ทุกอย่างมันดังหมดจนต้องตื่นขึ้นมาดู จำได้ว่าตื่น 10 โมง 2 นาที พอ 10 โมง 3 นาทีเข้ามาดูบอกว่าบัตรหมดแล้ว เดี๋ยวนะ มันไม่ถึง 5 นาทีนี่หว่า (หัวเราะ)

ไม่มีใครแอบน้ำตาไหลนะ?

ทุกคน : (หัวเราะ) ไม่ขนาดนั้นครับ

เราแอบรู้สึกว่า Polycat เริ่มมี “ติ่ง” เป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นเด็กๆ ทั้งๆ ที่พวกคุณทำเพลงยุคเก่า?

นะ : ผมว่ามันเป็นสิ่งใหม่ของพวกเขามากกว่า แทนที่มันจะเก่า แต่เขาไม่เคยได้ยิน เขาอาจจะมองเป็นอิเล็กทรอนิกส์อีกแบบหนึ่งก็ได้ อาจจะเพราะแบบนั้นมันเลยทำให้พวกเขาเก็ต แล้วกลุ่มแฟนคลับใหม่ๆ ผมว่ามันมีมากขึ้นเรื่อยๆ นะ แล้วก็พยายามจะเกาะกลุ่มกัน สร้างคอมมูนิตี้อะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

คอนเสิร์ตครั้งนี้แฟนคลับ Polycat จะได้เห็นได้สัมผัสกับอะไรบ้าง?

เพียว : เพลงในอัลบั้มแรก อัลบั้มที่ 2 จนมาถึงชุดที่ 3 รวมถึงเพลงที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นจะถูกเล่นทั้งหมดครับ เหมือนกับจะบอกว่า Polycat คืออะไร คือใครเลยด้วยซ้ำ

นะ : แล้วก็อาจจะทำให้ได้รู้แบ็กกราวด์ของพวกเรา แต่ละเพลงมีที่มาอย่างไร สมาชิกแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าจะต้องมีซีนโซโล่ แต่ละคนจะเลือกทำอะไร

เพียว : มันมีนะคนที่เป็นแฟนคลับ Polycat มาตั้งแต่อัลบั้มแรกที่เขายังอยู่มัธยมต้น มัธยมปลาย จนเดี๋ยวนี้เรียนจบทำงานกันแล้ว ผมว่าเขาน่าจะได้หวนกลับไปฟังเพลงตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ได้หวนคิดว่า เฮ้ย ตอนนั้นเราทำอะไรอยู่ เป็นแฟลชแบ็กให้คนกลุ่มนี้ด้วย

>> อยากดูที่สุดเลยเว้ยแก! “Polycat” ประกาศคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

 

การที่ก่อนหน้านี้ Polycat ได้ออกทัวร์ตามจังหวัดต่างๆ ทำเพลงภาษาญี่ปุ่น ได้ทำงานกับซูเปอร์สตาร์อย่าง เบิร์ด ธงไชย หรือแม้แต่ มาช่า วัฒนพานิช พวกคุณได้นำเอาประสบการณ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างไรบ้างไหม?

นะ : เรื่องแรกคือไอเดียของการแสดงสด ด้วยความที่วงเราเป็น arranger หรือ นักเรียบเรียงทั้ง 3 คนเลย มันเลยเกิดความรู้สึกที่ว่า เป็นคอนเสิร์ตพิเศษทั้งที มันน่าจะต้องเรียบเรียงให้เพลงมันแปลกใหม่ แต่ผมว่าไอเดียนี้อาจจะไม่เวิร์กเท่าไหร่ ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา (หัวเราะ)

โต้ง : ผมว่าคนอยากมาฟังออริจินัลมากกว่า แต่ก็คงมีปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

นะ : แค่ไม่ได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ผมว่าคนฟังไม่พร้อมที่จะรับมือกับแบบนั้น เพราะคนคงอยากมาฟังสิ่งที่เขาคุ้น อยากจะฟัง “พบกันใหม่?” แบบในซีดี แต่สดๆ ข้างหน้าคือคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ เขาคงไม่อยากจะฟังเวอร์ชั่นฟิวชั่นแจ๊ส เคยมีงานหนึ่งที่เราเรียบเรียงโชว์เป็นนีโอโซลตามที่ผู้จัดรีเควสท์ แล้วคนก็ไม่ค่อยชอบกัน คนชอบก็มี เราเลยมานั่งวิเคราะห์กันว่า ทำไมวะ แล้ววันหนึ่งผมได้ไปดูศิลปินต่างประเทศงานหนึ่ง เขาไม่เล่นเหมือนในซีดีเลยครับ ไม่เหมือนโดยสิ้นเชิง แล้วผมรู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ความจริงผมก็อยากจะฟังแบบในซีดี ก็เลยย้อนกลับไปคิดถึงวงตัวเองในงานนู้นว่าทำไมคนไม่ค่อยชอบกัน อ๋อ หรือว่ามันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง ก็เลยนำแนวความคิดนั้นมาใช้กับคอนเสิร์ตนี้ แต่ด้วยธรรมชาติของนักเรียบเรียง ก็อยากจะใส่นู่นนิดนี่หน่อย แต่คงไม่เต็มข้อ อาจจะแค่ปรับซาวด์ให้กลมกล่อมขึ้น

ถ้าวันนี้ให้ย้อนกลับไปที่อัลบั้มเต็มชุดแรก 05:57 พวกคุณมองว่ามันเป็นเช่นไรบ้าง?

นะ : บ้าพลังดีครับ บ้าดี

โต้ง : เป็นการลองผิดลองถูก เหมือนเพิ่งหัดเดิน ก็ลุ่มๆ ดอนๆ กันไปก่อน พอรู้ตัวอีกทีมันจับทางได้ มันก็จะอยู่ตัว

เพียว : แล้วช่วงนี้เราเตรียมงานคอนเสิร์ตใหญ่ ก็ต้องมีเตรียมเพลงจากอัลบั้มแรกด้วยใช่ไหม ก็ต้องมาดูว่า อาจจะต้องเปลี่ยนเสียงใหม่ไหม มาดูอะเรนจ์ของอัลบั้มแรกจริงๆ ว่ามันมีอะไรบ้าง เหมือนกับเราได้กลับไปมองตัวเองแต่ก่อน

โต้ง : คือพอมาฟังอีกที... พวกเราใส่อะไรลงไปกันวะ (หัวเราะ)

เพียว : เมื่อก่อนเราใส่ซาวด์แบบนี้ลงไปด้วยหรือ โห เมื่อก่อนเราเลือกเสียงนี้ด้วย แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันก็เป็นเรื่องของตอนนั้น เรา input มาแบบไหนหรือด้วยอะไร ก็ถือว่าเป็นเด็กที่บ้าพลังเหมือนกัน (หัวเราะ)

นะ : “ถ้าเธอคิดจะลืมเขา” นี่ยุบยับมาก

สู่อัลบั้ม 80 Kisses ที่หลายคนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Polycat?

นะ : ใช่ ซึ่งมันเปลี่ยนหลากหลายมุมเลย เราได้รู้ถึงกลุ่มคนฟังของเรามากขึ้น ผมว่าอันนี้คือเรื่องสำคัญที่สุด เพราะอัลบั้ม 80 Kisses มันเกิดจากการทำตามใจตัวเอง อัลบั้ม 05:57 เกิดจากการทำที่นึกถึงคนฟัง เพลงต้องโดนใจ เพลงจะต้องจังหวะแบบไหนถึงจะสนุกเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต จังหวะไหนที่ทำให้คนดูกระโดดได้ แต่พอมาถึง 80 Kisses เราไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย  เราคิดแค่ว่าจะทำเพลงที่ถ้าไม่มีใครฟัง เราจะเปิดฟังกันเอง แล้วมันมีความรู้สึกแบบว่า เจ๋งว่ะ เพลงนี้แม่งเจ๋ง แค่นั้นเลย แต่เรากลับได้กลุ่มคนฟังมาเยอะ เราก็เลยคิดว่า อันนี้แหละคือวิธีการทำงานที่ถูกต้องของเรา สบายใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรา ทั้งคนฟัง

ต้องไม่ทิ้งความอยากทำของเราเองด้วย?

นะ : ใช่ เราทำเอามัน เราสนุกในฝั่งเรา อันนี้คือความสบายใจอันแรก แล้วเราก็ได้จากอีกฟากหนึ่งคือคนฟังด้วย แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันนะว่าทำไมทำตามที่เราชอบแล้วกลับโดนใจคนฟัง แต่เราไม่ได้คิดตรงนั้น เราคิดแค่นี้ก่อน

เพียว : แต่คำว่าทำตามใจก็ไม่ใช่แบบว่า เราจะแค่ตีกระป๋องแล้วเอามาเป็นเพลงให้คนฟัง (หัวเราะ) มันก็ยังเป็นความเข้มงวด มีการสกรีนที่ดุเดือดอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอะไรก็ได้เว้ย มันก็ผ่านการกลั่นกรองมาประมาณหนึ่งเลย

นะ : ถ้าตามใจผมนี่ต้องเนี้ยบมากเลยนะ เนี้ยบสุดๆ ฟังแล้วถูกต้องสุดๆ

ได้เรียนรู้อะไรจากอัลบั้ม 80 Kisses ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ บ้าง?

นะ : ผมว่าผมได้เริ่มมาเหยียบในฐานะคนเขียนเนื้อเพลงของวงอย่างเต็มตัว เริ่มเป็นที่รู้จัก เริ่มได้เข้าชิงรางวัลในฐานะคนเขียนเพลงและโปรดิวเซอร์ คือตั้งแต่เด็กผมอยากเป็นโปรดิวเซอร์มาโดยตลอดอยู่แล้ว ในวงที่ได้มาเป็นนักร้องก็เพราะว่าขาดตำแหน่งนี้อะไรแบบนี้ พอเราได้รับรางวัลก็เพิ่งมารู้ตัวว่า เราลืมไปแล้วนี่หว่าว่าเราอยากเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งมันทำให้ภาพที่มีต่อคำว่าโปรดิวเซอร์มันชัด คือพูดว่าเป็นโปรดิวเซอร์แล้วงานมันจะมัวๆ มากเลยว่า ตกลงแล้วโปรดิวเซอร์ทำอะไรวะ เป็นแค่คนกดปุ่มหรือเป็นคนแต่งทั้งหมด หรือว่าอะไร แต่อัลบั้ม 80 Kisses ทำให้มุมมองที่มีคำๆ นี้ชัดขึ้นมาก

โต้ง : ผมได้เรียนรู้เรื่องเวลา เรื่องการใช้ชีวิตที่ต้องมีวินัยกว่าเดิมเยอะ

นะ : อันนี้คือมีวินัยเยอะเหรอ (หัวเราะ)

เพียว : ส่วนผมน่าจะได้เรียนรู้เรื่องมุมมองใหม่ที่มีต่อการเล่นดนตรี ผมเรียนดนตรีมา แล้วก็ถูกปลูกฝังว่า ต้องเป็นคนเล่นดนตรีที่เก่งมาก ซึ่งความเป็นจริงมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับการทำวงดนตรีวงนี้ Polycat ไม่ใช่คนที่เล่นดนตรีเก่งทั้งหมด แต่เราจะเน้นการวางแผนมากกว่าว่า แผนของเราคืออะไร หน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นให้ชัดเจนที่สุด อาจจะไม่ต้องเก่งแบบปัดได้ 180 โน้ตต่อวินาที ไม่ต้องขนาดนั้น แต่เราต้องทำหน้าที่หลักของเราให้ดีที่สุด

เดินทางมาถึงเพลง “อาวรณ์” และ “ดูดี” พวกคุณมองว่าความสำเร็จของสองเพลงนี้มันเกิดจากการต่อยอดจากอัลบั้ม 80 Kisses หรือว่าเกิดจากเหตุผลอะไร?

นะ : ผมว่าก็มีส่วนนะ เหมือน 80 Kisses ได้ปูทางไว้ให้เราระดับหนึ่งว่า เวลาเราปล่อยเพลงอะไรออกมา คนก็สนใจมากขึ้นกว่าที่เราสตาร์ทจากศูนย์ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจกับ “อาวรณ์” และ “ดูดี” นะ คือถ้าเราสตาร์ทจากวงโนเนมแล้วเรามีเพลงแบบนี้ ยังไงมันก็ไม่ขี้เหร่ ยังไงก็ต้องเป็นที่รู้จัก ตอนที่ผมพรีเซนต์เพลง “อาวรณ์” ให้พี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมป์โพธิวัฒน์ หัวเรือใหญ่ค่าย Smallroom) ฟัง ตอนนั้นทุกคนมั่นใจว่าเพลงนี้มันมีอะไรบางอย่าง เหมือนตอนนั้นที่ค่ายมีโปรเจกต์สำหรับงาน Cat Expo ว่า ทุกวงจะต้องปล่อยเพลงใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังกันในบูธ ซึ่งผมบอกพี่รุ่งว่าจะปล่อยเพลงนี้ แต่พี่รุ่งบอกว่า มึงเก็บไว้ก่อน... เก็บไว้เลย เก็บไว้ปล่อยทีเดียว หรือเพลง “ดูดี” ตอนพรีเซนต์แล้วทุกคนฟังพร้อมอ่านเนื้อเพลงไปด้วย ผมคิดว่าทุกคนรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีของ

แล้วถ้าย้อนกลับไปตอนที่แต่งสองเพลงนี้ รู้สึกแบบที่คนอื่นรู้สึกหรือเปล่า?

นะ : รู้สึกครับ รู้สึกตั้งแต่แวบแรก ตั้งแต่โครงที่มันเกิดขึ้นมา เวลาผมแต่งเพลงผมจะไม่ได้เขียนทีละท่อน ผมจะเขียนภาพรวมก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วควรใส่กับดักตรงไหน จุดต่อย จุดที่ให้คนฟังเพลินๆ ก่อนแล้วแย็บใส่หน้าเขาตรงไหนดี แต่ละคำมันต้องมีที่ดินของมัน มีทำเลของมัน ไม่ได้ปล่อยให้ไหลไปเรื่อยๆ อย่าง “ดูดี” ที่จะลงท้ายว่า “ดูดี ที่สุดเลยเว้ยแก” ผมรู้แล้วว่า แม่งถูกต้องว่ะ

ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีความแตกต่างจากเพลงใน 80 Kisses ไม่น้อยเลย?

นะ : ประมาณหนึ่งครับ คนฟังอาจจะรู้สึกว่าเป็นเพลงเก่า แต่ “อาวรณ์” และ “ดูดี” จะมีการประสานเสียงกันเยอะขึ้น แล้วซาวด์กลองที่เลือกใช้จะคนละแบบกับ 80 Kisses คือมัน 80s แหละ คือ 80 Kisses เสียงกลองมันจะมีความเป็นวงร็อคอย่าง Bon Jovi อยู่ พวก “พบกันใหม่?” หรือ “เป็นเพราะฝน” แต่พอมาเป็น “อาวรณ์” เสียงกลองมันจะดูเป็นใบที่เล็กมาก ส่วนใหญ่คนผิวสีในยุคนั้นจะเลือกใช้กัน ซึ่งจะเป็นทิศทางของอัลบั้มชุดใหม่ด้วย

เล่าให้ฟังสักนิดได้ไหมว่าอัลบั้มชุดใหม่จะมีอะไรที่แตกต่างออกไปอีกบ้าง?

นะ : อัลบั้มใหม่ของ Polycat มีชื่อว่า Pillow War ครับ ลองนึกภาพคนรักสองคนใช้หมอนตีกันอะไรแบบนั้น มันเกิดจากเวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตนี่แหละ เราเจอคู่รักมากขึ้น เจอคนที่เริ่มมีอายุ คนที่แต่งงานไปแล้วมาดูโชว์ของเรา ซึ่งเพลงใน 80 Kisses มันไม่ได้เหมาะกับคนกลุ่มนี้สักเท่าไหร่ ก็เลยเกิดความคิดที่ว่า Pillow War จะเป็นอัลบั้มสำหรับคู่รักแบบคนรักกัน เริ่มมีอายุหน่อย เริ่มย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน เราเริ่มที่จะสังเกตคนวัยเดียวกันมากขึ้น คนที่เริ่มสนิทกับครอบครัวของแฟน เริ่มมีความสัมพันธ์ระดับหนึ่ง เริ่มมีความรักที่จริงจัง แต่ไม่ถึงกับอายุ 40 แต่งงานแล้วนะครับ

ไม่เป็นเพื่อนพระเอก ไม่เป็นพระรองแล้วว่าอย่างนั้น?

นะ : ไม่เป็นแล้ว (หัวเราะ) มันจะเป็นความรักที่เติบโตขึ้น

เพียว : เรื่องที่จะพูดก็เป็นไปตามความเหมาะสม ตามวัยครับ

นะ : เหมือนกับคนๆ เดียวกันในวัยที่แตกต่างเดินเข้าร้านของเล่นน่ะครับ ตอนเด็กเราจะคิดว่า อยากได้อันนี้ พอวัยรุ่นเราก็เริ่มคิดว่า ซื้อฝากแฟนดีเปล่าวะ พอเริ่มโตอีกสเต็ปก็จะคิดว่า ลูกเราจะชอบหรือเปล่าวะ พอสุดท้ายเราถึงจะคิดว่า... เออ อันนี้ลูกเราชอบแน่ๆ ของเล่นสีเดียวกัน แต่ว่าในแต่ละวัยความคิดมันต่างกันหมดเลย อัลบั้ม Pillow War จะอยู่ในระดับที่ 3 เดินเข้าร้านของเล่นแล้วแบบ... ถ้าเรามีลูก ลูกเราจะชอบอันนี้ไหม ลูกเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายวะ ถ้าเป็นผู้ชายต้องชอบอันนี้แน่ๆ แต่ไม่ขึ้นขนาดจะซื้อนะ เพราะว่ายังไม่มีลูก

วงดนตรี Polycat ประสบความสำเร็จหรือยัง?

นะ : ถ้าเอาตามที่วางไว้ตอนเริ่มตั้งวง ก็ประสบความสำเร็จแล้วครับ คืออยากให้มีคนมาร้องเพลงเราเยอะๆ ซึ่งก็มีแล้ว และจะได้เห็นในคอนเสิร์ตใหญ่นี้ด้วย เป็นเครื่องยืนยัน (หัวเราะ)

เพียว : ประสบความสำเร็จแล้วครับ เพราะร้านข้าวต้มแสงชัยโภชนามาขอถ่ายรูปแล้วเอาไปติดกำแพงร้านแล้วครับ แสงชัยนี่ตัวการันตีเลย

โต้ง : เป็นเครื่องวัดที่ดี (หัวเราะ)

นะ : แต่เรเฟอร์เรนซ์โอเคนะ คือมันไม่ได้เป็นเรื่องของความฝัน อันนี้คือรูปธรรมสุดๆ แล้ว (หัวเราะ)

โต้ง : ผมก็คิดเหมือนคนอื่นนะ แต่มันอาจจะดูเซลฟ์ไป ผมมองว่ามันเรื่อยๆ ดีกว่า แต่ลึกๆ ก็รู้สึกแหละ

ถนนสายต่อไปของ Polycat?

เพียว : กำแพงร้านเจ๊ไฝครับ (หัวเราะ) คือตอนนี้ผมคิดแต่เรื่องคอนเสิร์ตใหญ่เลย ก่อนหน้านี้ผมไปดูคอนเสิร์ตใหญ่พี่เจ Penguin Villa แล้วมันจุดไฟให้ตัวผมมาก หมายความว่าผมไปดูในฐานะแฟนเพลงจริงๆ แล้วออกมาจากคอนเสิร์ตด้วยความอิ่มเอมใจ ผมอยากให้มีคนที่รู้สึกแบบผมในคอนเสิร์ตใหญ่ของ Polycat

โต้ง : ผมคล้ายๆ พี่เพียว เป้าหมายต่อไปคือใกล้ๆ นี่แหละ คอนเสิร์ตใหญ่ของเรา

นะ : Polycat ก็คงเดินทางต่อครับ แต่ผมอยากจะรักษามาตรฐานนี้ไปเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่ามาตรฐานได้หรือเปล่า แต่จุดนี้แหละ เราจะไม่เสียตรงนี้ไป แล้วก็ไม่อยากให้วงใหญ่ขึ้นด้วยนะ ไม่ได้แบบจะต้องดังมาก ต้องได้ร่วมงานกับศิลปินระดับประเทศ ผมว่ามันอยู่ในจุดที่พอดี จุดที่มันยังไม่รู้สึกอี๋ที่คนๆ หนึ่งจะบอกว่า ผมเป็นแฟนเพลงวงนี้ ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไรนะ แต่ผมจะรักษาจุดนี้ แบรนด์ดิ้งนี้ต่อไป

เพียว : ต่อยอดจากพี่นะ ผมชอบการดำรงอยู่ของวง Paradox มากเลย เขาอยู่มานานแล้ว เขาก็อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ มีความสุขกับการเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ เวลาไปดูโชว์ของ Paradox ก็สนุก มัน แล้วเขามีแฟนเพลงเด็กๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะที่ตัวพี่ๆ เขาก็อายุเยอะขึ้นทุกวันด้วย (หัวเราะ) เออ เจ๋งดีว่ะ โพสิชั่นแบบนี้ แล้วไม่ต้องไปแข่งกับใครด้วย เพลงฮิตก็มีมาแล้วมากมาย สิ่งที่จะต้องมีอยู่อาจจะเป็นพละกำลังที่จะต้องเล่นคอนเสิร์ตต่อไปมากกว่า (หัวเราะ)

 

ใครมีบัตรคอนเสิร์ต Leo presents Polycat I Want You Concert แล้ว ไปอิ่มเอมกับเสียงดนตรีของ Polycat ได้ในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม และ อาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 ณ ธันเดอร์โดม รับรองความสนุกและความสุขจากทุกบทเพลงที่คุณร้องได้อย่างแน่นอน

Story by: Chanon B.
Photos by: Chanon B. / Smallroom