“The Olarn Project : X-Fire” 32 ปีที่คอร็อครอคอย และบทพิสูจน์ว่าตำนาน... อย่างไรก็คือตำนาน

“The Olarn Project : X-Fire” 32 ปีที่คอร็อครอคอย และบทพิสูจน์ว่าตำนาน... อย่างไรก็คือตำนาน
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

พุทธศักราช 2530 อัลบั้ม กุมภาพันธ์ 2528 แทนความห่วงใย ได้ฤกษ์เผยแพร่สู่สาธารณชน และได้เปลี่ยนแปลงวิถีแห่งวงการเพลงเมืองไทยไปตลอดกาล...

ในตอนนั้นตัวผู้เขียนเองอายุเพียง 1 ขวบ...

แน่นอนว่าอัลบั้มในตำนานของวงดนตรี ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ (The Olarn Project) ที่มาพร้อมซาวด์เฮฟวีเมทัลปนกลิ่นอายโปรเกรสซีฟร็อคชุดดังกล่าวได้เปิดประสบการณ์นักฟังเพลงชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศในขณะที่ข้าพเจ้ายังคงเตาะแตะอยู่บนพื้นบ้าน

มาได้รู้จักเพลงขึ้นหิ้งอย่าง “อย่าหยุดยั้ง” หรือ “แทนความห่วงใย” อีกทีก็จากนักร้องรุ่นใหม่ที่นำมาเรียบเรียงในโอกาสพิเศษต่างๆ

โอ้-โอฬาร พรหมใจ

หลังจากนั้นสมาชิกยุคก่อตั้งวงของ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ก็ค่อยๆ แยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเองทีละคน ทีละคน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น โป่ง-ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ ที่มีวง หิน เหล็ก ไฟ และ The Sun ซึ่งใครๆ ก็รู้จัก ในขณะที่ โอ้-โอฬาร พรหมใจ หัวหน้าวงก็ยังคงสรรค์สร้างผลงานในนาม ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ เช่นเดิม จนกระทั่ง...

พุทธศักราช 2562 ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 32 ปีในชื่อ The Olarn Project : X-Fire จากฝีมือของผู้จัด HEAVY Organizer แต่ที่ฮือฮาไปมากกว่านั้น นั่นคือการรวบรวมสมาชิกวงยุคดั้งเดิม รวมถึงสมาชิกจากทุกยุคสมัยมาอยู่บนเวที BG Hall

>> สิ้นสุดการรอคอย! "The Olarn Project" ประกาศรวมตัวจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 32 ปี

แม้ว่าแทบไม่เคยได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ในยุคที่ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่มันน่าจะเป็นความรู้สึกเสียใจและเสียดายมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหากเราพลาดคอนเสิร์ตครั้งนี้ไป

 

**********

 

ตัดมาที่ช่วงเวลาสองทุ่มเลยก็แล้วกัน เพราะเราพลาด 2 วงเปิดอย่าง Overdose และ Yamin ไปอย่างน่าเสียดาย แต่เพียงได้เห็นหน้าค่าตาสมาชิกอย่าง โอ้ โอฬาร, โป่ง ปฐมพงศ์ รวมถึง ทักษ์-พิทักษ์ ศรีสังข์ (เบส), กุ๋งกิ๋ง-ชนินทร์ แสงคำชู (กลอง) และอีกหนึ่งขุนพลเสริมทัพที่ตำแหน่งคีย์บอร์ดอย่าง Ruba Mosan พร้อมกับวิชวลด้านหลังขนาดใหญ่ยักษ์ ฟอนต์ของวงจากอัลบั้ม หูเหล็ก ที่ทุกคนคุ้นเคย นี่คือ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ตัวจริงเสียงจริง ของแท้และดั้งเดิม... บอกตรงๆ ว่าขนลุกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

โอ้ และ โป่ง แห่งวง ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์

ร่วม 4 ชั่วโมงที่ดวงตาของเราได้จ้องมองการเล่นกีตาร์ระดับพระกาฬของ โอ้ รวมถึงฝีมือของสมาชิกวงคนอื่นๆ ที่สลับสับเปลี่ยนขึ้นประจำตำแหน่งบนเวที ไม่ว่าจะจากเพลงที่คุ้นหูกันดีอยู่แล้ว อาทิ “เพราะรัก”, “อย่าหยุดยั้ง” ที่มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของโชว์, “บทเพลงของหนุ่ม-สาว” รวมถึงช่วงท้ายๆ ที่จัดหนักไล่เรียงตั้งแต่ “หูเหล็ก”, “ไฟปรารถนา” และ “แทนความห่วงใย” ที่เจ้าของน้ำเสียงสุดอบอุ่นอย่าง แตงโม-ฉัตรพงษ์ นิยมไทย มือคีย์บอร์ดคนแรกของ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ขึ้นมาร้องสดๆ ให้ฟังด้วยตนเอง

แตงโม ฉัตรพงษ์ เจ้าของน้ำเสียงในเพลง

ในขณะที่บทเพลงดุเดือดที่หลายคนรอคอยอย่าง “ฉันอยากจะตายเพราะเธอ (ว่ะ)”, “ขอผมสักคืน”, “เวลา Rock & Roll” ต่างก็ถูกหยิบยกมาเล่นแบบครบครัน เพลงช้าๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ฟังอย่าง “มิตรภาพชั่วนิรันดร์”, “อยู่ที่ใจ”, “เพราะรัก” ก็ทำให้เหล่าสาวกได้อิ่มเอมเหลือเกิน

แขกรับเชิญสุดพิเศษ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

แถมเซอร์ไพรส์อันน่าจดจำก็มีทั้งการขึ้นเวทีของ ต๋อง-เทวัญ ทรัพย์แสนยากร กับเสียงแซกโซโฟนในเพลง “อย่าหยุดยั้ง” อันน่าหลงใหล, แขกรับเชิญพิเศษอย่าง ชัชชัย สุขขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ที่ขึ้นมาร้องเพลง “แอบเก็บรัก” และเพลงที่ไม่ได้อยู่ในเซตลิสต์อย่าง “คิดถึง” ที่ร้องตามกันสนั่นฮอลล์ การขึ้นเวทีของ มาโนช พุฒตาล ชายผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ มาอย่างยาวนาน รวมถึงเซอร์ไพรส์ปิดท้ายที่ โอ้ โอฬาร ขอพักเบรก 10 นาทีอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าผู้ชม

 

***********

 

บรรยากาศราวกับงานเลี้ยงรุ่น กว่า 90% ของผู้ที่เดินทางมายังสถานที่จัดแสดงอย่าง BG Hall คือรุ่นใหญ่ที่เราคาดเดาว่าน่าจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกของ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ บางคนจูงลูกจูงหลานตัวน้อยมาซึมซับบรรยากาศ บ้างก็มากับชาวแก๊งที่ร่วมเฉลิมฉลองการรอคอยกว่า 30 ปีที่สิ้นสุดลงเสียทีกันอย่างสุดเหวี่ยง โดยรอบต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งผู้คนที่ยืนหยัดด้วยสองขายาวนานกว่า 4 ชั่วโมง หรือแม้แต่คนที่นั่งรับชมอยู่บนอัฒจันทร์

อีกหนึ่งศิลปินมากความสามารถ เทวัญ ทรัพย์แสนยากร

ซาวด์โดยรวมอาจจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่สถานที่จัดแสดงอย่าง BG Hall มีลักษณะเป็นโรงยิมสำหรับเล่นกีฬาในร่ม (หากนึกภาพไม่ออกลองจินตนาการถึงธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เหมือนกันเป๊ะ!) การที่เพดานค่อนข้างสูงทำให้เสียงค่อนข้างก้อง ย่านต่ำอย่างเสียงเบสและกระเดื่องฟังไม่ชัดเจนนัก ทว่าการปรับซาวด์กีตาร์ของ โอ้ โอฬาร ซึ่งถือเป็นพระเอกของงานนั้นถือว่าทำออกมาได้ดีเอามากๆ เราสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เขากรีดบรรเลงผ่านสายกีตาร์ทั้ง 6 สายอย่างเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวตลอด 4 ชั่วโมงของคอนเสิร์ตครั้งนี้

>> “โอ้ โอฬาร” เมื่อแพสชั่นแห่งชีวิตยังคงพลุ่งพล่าน และการเล่นดนตรีที่ไม่เคยคิดหยุดยั้ง

และเท่าที่สังเกต บนเวทีนั้นแทบไม่มีใครใช้ In-Ear Monitor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับนักร้องนักดนตรียุคใหม่เลยสักคน นั่นหมายความว่า พวกเขาใช้ “หู” ในการฟัง “เสียง” ทั้งหมดที่เกิดขึ้น... ความแม่นยำของรุ่นใหญ่ในยุคอนาล็อกเป็นเช่นนี้นี่เอง...

พิทักษ์ ศรีสังข์ มือเบสยุคก่อตั้งวงของ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์

โป่ง-ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์

ฝีไม้ลายมือของนักร้องนักดนตรีแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา ที่อึ้งระดับสิบกะโหลกขอยกให้การโซโล่กลองสุดระห่ำของ กุ๋งกิ๋ง ซึ่งเดินทางมาจากสวีเดน สมศักดิ์ศรีที่มีชื่อบรรจุอยู่ในครอบครัว ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ อย่างแท้จริง ในขณะที่โปรดักชั่นทั้งระบบแสงและวิชวลต่างๆ ถือว่ายิ่งใหญ่และตื่นตาตื่นใจสมกับการรอคอย

อันที่จริงเราก็สัมผัสได้แหละว่าในพาร์ตหลังของโชว์ ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าได้ย่างกรายเข้ามาทักทาย โอ้ โอฬาร และสมาชิกอีกหลายต่อหลายคน (แน่นอนล่ะ โอ้ โอฬาร อายุ 64 ปีแล้วนะ) ทว่าทุกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ต The Olarn Project : X-Fire คือ “ความสุขทางเสียงดนตรี” ที่คงอธิบายผ่านตัวอักษรได้แค่ประมาณหนึ่ง แต่ความรู้สึกที่ล้นเอ่ออย่างแท้จริงในค่ำคืนดังกล่าวคงต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ไม่ได้ไปด้วยความสัตย์จริง...

โอ้-โอฬาร พรหมใจ

เพราะทุกสรรพเสียงแห่งดนตรีร็อคในวันนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำของเราอยู่จนถึงตอนนี้

และหากราว 30 ปีที่แล้ว ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการเพลงไทย ในวันนี้ พวกเขาก็ได้สร้างมุมมองใหม่ในการฟังดนตรีในแบบ “รุ่นใหญ่เขาทำกัน” ให้ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มแจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

Story by: Chanon B.
Photos by: HEAVY Organizer