พูดคุยกับ Jesse McCartney ถึงการทำเพลงใหม่ในรอบ 4 ปี เปิดค่ายเพลงของตัวเอง และเอเชียทัวร์?

พูดคุยกับ Jesse McCartney ถึงการทำเพลงใหม่ในรอบ 4 ปี เปิดค่ายเพลงของตัวเอง และเอเชียทัวร์?
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

คอเพลงป็อปยุคปี 2000 ต้นๆ แค่เห็นชื่อหัวข้อบทความนี้ก็คงจะตื่นเต้นกันแล้วว่า หนุ่มน้อยหน้ามนเจ้าของเพลงหวานๆ อย่าง Beautiful Soul” เพลงจังหวะสนุกๆ อย่าง She’s No You” หรือซึ้งๆ ไปกับ Just So You Know” และยังเป็นหนึ่งในคนที่แต่งเพลงรักโรแมนติกสุดคลาสสิกอย่าง Bleeding Love” คนนี้กลับมาเคลื่อนไหวในโลกของดนตรีอีกครั้ง หลังจากที่เขาห่างหายไปจากการทำเพลงสักระยะ ใครที่คิดถึงเขาว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรบ้าง และตอนนี้มีแพลนว่าจะทำอะไรต่อไป มีโอกาสที่เราจะได้เจอเขาในประเทศไทยหรือไม่ มาอ่านบทสัมภาษณ์สุด exclusive ที่ Sanook! Music ได้ phone interview สายตรงจากอเมริกากันเลยดีกว่า

 

 29216262_10157207233674689_24

สวัสดี Jesse! ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

Jesse : สวัสดีครับ! ผมสบายดีครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ Los Angeles แล้วก็กำลังคุยอยู่กับคุณนี่แหละ (หัวเราะ)

 

ดีใจที่ได้คุยกันในวันนี้นะ ก่อนอื่นเลย ยินดีที่ได้กลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม In Technicolor ตั้งแต่ปี 2014 ช่วงที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง?

Jesse : จริงๆ ผมแค่อยากหาเวลาพักผ่อน ท่องเที่ยว ออกไปเห็นโลกกว้างบ้าง มีโอกาสได้ลองงานแสดงด้วย เป็นซีรี่ส์ทางทีวีราวๆ ปีครึ่งได้ เรื่อง Young and Hungry ผมอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำงานศิลปะแขนงอื่นๆ บ้าง ห่างจากงานดนตรีสักระยะเพื่อกลับมาสร้างสรรค์มันใหม่ให้ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้ผมก็กลับมาทำงานเพลงเต็มตัวแล้ว ทีมงานของผมก็ตื่นเต้นมากเหมือนกันที่ผมกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง ถึงกับเข้ามาถามผมว่า "เฮ้ นี่นายกลับมาทำงานเพลงอีกครั้งเหรอ เกิดอะไรขึ้น? แต่ก็โอเคนะ" ผมก็เลยกลับมาทำงานในสตูดิโออีกครั้งตั้งแต่เมื่อ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ผมก็เริ่มเขียนเพลงเก็บเอาไว้บ้างแล้วนะ เพลงนั้นก็ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันเรียบร้อยแล้วด้วย นั่นคือเพลง "Better With You" ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ผมได้ทัวร์โปรโมตเพลงนี้ด้วยในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ซิงเกิลต่อมาของผมคือ "Wasted" เพิ่งปล่อยเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการตอบรับที่อบอุ่นมาก ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่หลังจากที่ผมพักผ่อนไปสักระยะ แล้วกลับมามีผลงานใหม่แล้วยังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ อีกครั้ง

 

เราก็ยินดีที่คุณกลับมา! หลังจากที่กลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง คิดว่าการทำงานเพลงในตอนนี้ กับตอนที่คุณเป็นศิลปินใหม่ๆ ช่วงยุคปี 2000 มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

Jesse : ผมว่าขั้นตอนในการทำเพลงยังคงเหมือนเดิมนะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นการนำเอาเพลงที่เราทำออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันมากกว่า ขั้นตอนการเขียนเพลง การแต่งทำนอง การเข้าห้องอัดยังเหมือนเดิม ผมเองก็มีไอเดียในการเขียนเพลงมากมาย ผมบันทึกโน้ตมากกว่า 100 ฉบับใน iPhone ของผม แล้วผมก็เอาไอเดียเหล่านั้นออกมาทำเพลงต่อในห้องสตูดิโอทีละเพลง ขั้นตอนนี้ยังเหมือนเดิม อาจจะแค่เปลี่ยนมือถือตอนนี้เป็น iPhone สมัยนั้นอาจเป็น BlackBerry อะไรทำนองนั้น (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ว่าในส่วนที่เป็นงานครีเอทีฟยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือ Social Media ย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังเด็กกว่านี้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งจะมี MySpace ซึ่งก็ไม่ใช่เว็บไซต์ที่เป็นแพลตฟอร์มเอาไว้ฟังเพลงอะไรขนาดนั้น ต่อมาก็มี Faceboook, Instagram, Snapchat แล้วก็เริ่มมีบริการ music streaming ผมว่าวิธีที่ผู้คนฟังเพลงแตกต่างจากเมื่อก่อนนิดหน่อยด้วย

 

เห็นด้วย แล้วตอนนี้คุณทำเพลงภายใต้ค่ายเพลงของคุณเอง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากการทำเพลงกับค่ายเพลงอื่นๆ ที่เคยทำมาหรือไม่?

Jesse : ผมว่าสิ่งที่หลายคนน่าจะรู้ และเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องของอิสระในการสร้างสรรค์งานเพลงของตัวเองได้มากขึ้น ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และเป็นเหตุจูงใจที่ศิลปินหลายคนอยากจะออกมาทำเพลงเอง คุณได้ทำเพลงอย่างที่ใจอยากทำจริงๆ โดยไม่ต้องคอยตอบคำถามใครว่าคุณทำเพลงนี้ออกมาทำไม เพื่ออะไร หรือมีสิ่งที่เราห้ามทำหรือไม่ อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องของการเงินในการบริหารค่ายเพลง ผมอาจจะค่อนข้างโชคดีที่ผมยังพอมีเงินมากพอที่จะบริหารค่ายเพลงของตัวเองได้โดยไม่มีปัญหา รวมถึงค่าใช้จ่ายในห้องอัด ถ่ายทำมิวสิควิดีโอ ทัวร์คอนเสิร์ต มันอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ผมก็สามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ผมควบคุมค่าใช้จ่ายได้ว่าอยากใช้เงินกับเรื่องนี้มากเท่าไร ส่วนไหนที่ควร หรือไม่ควรจ่าย และที่สำคัญคือ คุณรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบในงานของคุณมากขึ้น เพราะว่ามันเป็นเงินของคุณเองทั้งหมด เหมือนกับว่า “เฮ้ ดูนี่นะ ฉันต้องทำนั่น ทำนี่ เพื่อมันได้แบบนี้” มันอาจจะเหนื่อย และต้องใส่ใจกับทุกขั้นตอนมากขึ้น แต่โดยรวมแล้วผมไม่เคยมีความสุขกับการทำงานเพลงเองมากเท่านี้มาก่อน เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ผมยังทำเพลงกับค่ายเพลงอื่นอยู่ ช่วงที่ทำอัลบั้ม In Technicolor พูดตรงๆ ว่าผมยังสองจิตสองใจว่าการออกมาทำเพลงเองมันจะดีจริงหรือเปล่า แต่ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น และรู้สึกว่าเราไม่ต้องการทีมหรือค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เพื่อมาสนับสนุนการทำงานเพลงของเรา เราก็มีความสุขได้ เรามีผลงานออกมาให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ฟังกันได้ และยังมีทัวร์คอนเสิร์ต และการแสดงสดตามที่ต่างๆ ได้เหมือนกัน

 

เราได้ฟังเพลงใหม่ของคุณแล้ว ทั้ง “Better With You” และ “Wasted” ช่วยเล่าเกี่ยวกับทั้งสองเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

Jesse : ผมเริ่มแต่งเพลง “Better With You” เอาไว้ตั้งแต่ช่วงกลางจนถึงปลายปี 2017 ช่วงที่เพิ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผมรู้สึกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่อเมริกากำลังประสบกับช่วงเวลาอันเลวร้าย เพราะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเกิดขึ้น เป็นช่วงที่ประเทศแตกแยกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้ ทุกคนสามารถรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ได้ทุกวัน เป็นช่วงที่ผมรวมถึงคนอเมริกาทุกคนรู้สึกแย่มาก เพราะปกติแล้วอเมริกาเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อที่จะผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ แต่ในตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับอเมริกาเลย และรู้สึกเครียดมากๆ ผมตื่นมาทุกเช้าก็ได้ยินแต่ข่าวที่ทำให้รู้สึกหดหู่ใจ ทั้งที่เกี่ยวกับ (Donald) Trump หรือไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม แล้วผมก็เบื่อมากๆ ที่เจอแต่เรื่องแย่ๆ ผมเลยอยากจะเขียนอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวผมเองรู้สึกดีขึ้น ผมอยากแต่งเพลงความยาวสัก 3 นาทีที่จะช่วยให้คนฟังหลีกหนีเรื่องราวแย่ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นสักครู่ นอกจากนี้เพลงนี้ยังมาพร้อมซาวด์ที่ทำให้แฟนเพลงนึกถึงเพลงเก่าๆ ช่วงเพลง Beautiful Soul” ของผมได้ด้วย ผมเลยคิดว่าเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่ช่วยทำให้คนกลับมานึกถึงผมกันได้ง่ายขึ้น แล้วช่วงเวลาที่ปล่อยเพลงนี้ก็พอเหมาะพอเจาะพอดี

 

 

ส่วนเพลง Wasted” อาจจะเป็นสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเพลงก่อนหน้านี้นิดหน่อย เพราะเป็นเพลงที่เบากว่า สนุกกว่า เกี่ยวกับการได้ดื่มกันกับใครสักคนในช่วงเวลาดึกดื่นค่ำคืนมากๆ (หัวเราะ) มันมีทั้งอารมณ์สนุกสนาน เท่ เย้ายวน และแสดงถึงด้านตลกของผมมากขึ้นอีกนิด ด้านที่ผมไม่ได้จริงจังกับตัวเองมากนัก ก่อนหน้านี้เพลงที่ผมปล่อยออกมาอาจจะมีเนื้อหา หรือโทนเพลงที่ค่อนข้างจริงจังสักหน่อย เพลงนี้เป็นแค่เพลงที่ฟังแล้วรู้สึกสนุก มีความสุข ที่คุณอยากจะหยิบมาฟังในคืนวันศุกร์กับกลุ่มเพื่อน อะไรทำนองนั้น

 

 

แน่นอนว่าการกลับมาของคุณทำให้แฟนเพลงเก่าๆ ตื่นเต้นแน่ๆ แต่คุณวางแผนอย่างไรที่จะทำเพลงใหม่ออกมาโดยที่ยังรักษาฐานแฟนเพลงเก่าๆ และได้แฟนเพลงกลุ่มใหม่เพิ่มในเวลาเดียวกัน?

Jesse : ผมว่ามันเป็นทริคนิดหน่อย เพลง “Better With You” เป็นตัวอย่างที่ดี เพลงนี้มีซาวด์เพลงที่ฟังแล้วนึกถึงเพลงเก่าๆ ของผมได้ แต่มันก็ยังมีสไตล์เพลงที่ทันสมัยมากพอที่จะเป็นเพลงที่ฟังในสมัยปี 2018 ได้สบายๆ เช่นกัน และนี่เป็นสิ่งที่ผมคิดถึง และค่อนข้างใส่ใจตอนที่แต่งเพลงนี้ออกมา อยากให้คนฟังนึกถึงความทรงจำสมัยก่อน แต่ก็ยังมีความสดใหม่อยู่ในเพลงด้วย และส่วนตัวผมคิดว่าเพลงป็อปมันมีเอกลักษณ์ตรงที่สามารถทำให้มันเป็นเพลงที่คลาสสิก ไม่ยึดติดกับเวลา สามารถนำกลับมาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ผมพยายามทำเพลงในแบบที่ผมอยากฟัง และแบบที่แฟนเพลงอยากได้ยินจากผม และยังรักษาคุณภาพของดนตรี และเนื้อเพลง การเรียบเรียงต่างๆ ในแบบฉบับของผม นั่นคือการเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทเพลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน แม้ว่าการเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างเวลาที่ผ่านมามันจะทำได้ยาก แต่ผมเชื่อว่าเพลงที่มีเนื้อเพลง ทำนอง ดนตรีที่ดี รวมถึงโปรดักชั่นที่ดี นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณมีทีมโปรดักชั่นที่เก่งมาก แต่เพลงของคุณแย่สุดๆ มันก็ไปไม่รอด แล้วศิลปิน หรือนักแต่งเพลงเก่งๆ อย่าง Sam Smith หรือ Ed Sheeran พวกเขาแต่งเพลงด้วยกีตาร์เพียงตัวเดียว ไม่ต้องมีอย่างอื่น แต่ก็ยังสร้างสรรค์เพลงฮิตที่เยี่ยมสุดๆ ออกมาได้ เพราะตัวเพลงเองนั่นแหละที่มันยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ดังนั้นทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการแต่งเพลงตั้งแต่ต้น

 

มาถึงคำถามสุดท้าย มีแพลนจะทัวร์คอนเสิร์ตในเอเชีย รวมถึงกรุงเทพด้วยหรือเปล่า?

Jesse : มีครับ มีแน่นอน แม้ว่าจะยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นวันไหนอย่างไร แต่ผมคิดว่าจะเริ่มทัวร์กันในปี 2019 นี้ หลังจบ The Resolution Tour ในอเมริกา ก็จะไปทัวร์ต่อที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อด้วยยุโรป และอเมริกาใต้ แต่ผมตั้งหน้าตั้งตาที่จะไปประเทศไทยมากๆ เพราะผมยังไม่เคยไปเลย ผมรู้ว่ามีแฟนคลับของผมอยู่ที่นั่นมากมาย ผมจะจัดให้เป็นที่แรกๆ ที่ต้องไปเลย ผมรู้ว่าแฟนๆ รอคอยกันมานานมาก ดังนั้นผมต้องไปให้ได้

 

ฝากอะไรถึงแฟนเพลงชาวไทยหน่อย

Jesse : ขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยทุกคนที่ยังคงรัก และสนับสนุนผมมาตลอดนะครับ ผมรอที่จะไปเจอพวกคุณทุกคนไม่ไหวเลย และผมอยากลองทานอาหารไทยแบบต้นตำรับแท้ๆ สักที เพราะผมชอบทานอาหารไทยมาก ดังนั้นผมต้องไปทานอาหารไทยที่นั่นด้วยตัวเองให้ได้ รอก่อนนะครับทุกคน

 

 

สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาหาแฟนเพลงชาวไทยถึงที่ให้ได้ขนาดนี้ อย่าลืมเตรียมเก็บเงินไว้ให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เลยก็แล้วกัน เพราะถ้าหนุ่ม Jesse McCartney โผล่มาเซอร์ไพรส์จริงๆ จะมาร้องไห้เสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้วนะ

 

 

____________________

Story : Jurairat N.

Photos : Jesse McCartney's Official Facebook

Special Thanks : 88Rising