“เอิ๊ต ภัทรวี” กับความสุขในตัวตน ที่เข้ามาพร้อมมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

“เอิ๊ต ภัทรวี” กับความสุขในตัวตน ที่เข้ามาพร้อมมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ลุคใหม่นับตั้งแต่ เอิ๊ต-ภัทรวี ศรีสันติสุข ปล่อยเพลงอย่าง “Starry Night”, “Timehop”, “มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น”, “ถ้าฉันหายไป” หรือแม้กระทั่งล่าสุด “ไม่ให้เธอหายไป” อาจทำให้ใครหลายคนลืมภาพความใสๆ ในเพลงแจ้งเกิดอย่าง “Sky & Sea” เมื่อราวๆ ปี 2015 ลงไปถนัดตา

ในตอนนี้ เธอได้กลายเป็นนักร้อง ที่ควบตำแหน่งนักแต่งเพลง เขียนเนื้อร้อง ทำนอง นักดนตรีสะพายกีตาร์โปร่ง กีตาร์ไฟฟ้า ซินธิไซเซอร์ในบางครา ซาวด์ใหม่ๆ ที่ทำให้มิติการเป็นศิลปินของ เอิ๊ต ภัทรวี นั้นหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ก่อเกิดเป็นอัลบั้มอีพี About Time ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ และคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตอย่าง Move Around The Earth ที่จัดขึ้น ณ ร้าน The Public เกษตร-นวมินทร์ ไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต Move Around The Earth

ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต Move Around The Earth

 

การพูดคุยระหว่าง Sanook! Music และ เอิ๊ต ภัทรวี ครั้งนี้ เราจึงให้เธอลองทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต นับตั้งแต่ตอนอายุ 25 ที่เต็มไปด้วยความสับสน ยุ่งเหยิง จนถึงขั้นตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ กระทั่งกลับมาออกเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีอีกครั้ง พร้อมกับมุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไป

เอิ๊ต ภัทรวี ในวัย 27 ปี เธอมองตัวเองอย่างไร และโลกของเธอยังคงเว้าแหว่งอยู่หรือไม่ ไปค้นหาคำตอบกัน

 

หลังจากโยกย้ายสู่ชายคา Muzik Move Records จนกระทั่งมีอีพีอัลบั้ม About Time คิดว่าพึงพอใจกับผลงานที่ออกมามากน้อยแค่ไหน?

เอิ๊ตรู้สึกพอใจมากกับผลงานที่ออกไป กับสถานที่ที่อยู่ มันแวดล้อมด้วยกลุ่มคนที่มี passion คล้ายๆ กัน คนอาจจะไม่เยอะ แต่ทุกคนอยากทำผลงานดีๆ ออกมา มีหลายเพลงที่เอิ๊ตได้รับอิสรภาพมากถึงมากที่สุดในการทำเพลง มันเหมือนการทดลอง หมายถึงว่า ท่อนฮุกมันติดหูไหม ก็ไม่ หรือเป็นเพลงเล่นในผับได้ไหม คนจะร้องตามได้ไหม ก็อาจจะไม่ อาจจะไม่ได้แข็งแรงในด้านเนื้อหาขนาดนั้น ไม่ได้ดราม่าจนคนจะต้องอิน ไม่ได้มีความแรงอะไรในมิวสิควิดีโอ เราได้เหมือนเป็นเด็กอยู่ในสนามเด็กเล่น เราทดลอง ได้เห็นฟีดแบ็กมันจริงๆ ถ้าสมมติว่าเราทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ เราก็อาจจะไม่ได้ทำตรงนี้ อาจจะไม่ได้ปล่อยเพลงนี้ อาจจะไม่ได้ทดลองร้องเพลงให้กลุ่มคนกลุ่มนี้ฟัง สิ่งที่พอใจก็น่าจะเป็นสิ่งนี้แหละ เป็นการที่เราได้อยู่ในจุดที่ทุกๆ คนสนับสนุนให้เราเป็นตัวเอง และพยายามจะหาความเป็นตัวเองให้กับเรา เอิ๊ตว่าทุกคนหาความเป็นตัวของตัวเองอยู่เรื่อยๆ สมมติมีคนมาถามว่า เอิ๊ตบอกมาซิว่าเธอเป็นคนอย่างไร ก็ยังพูดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เอิ๊ต ภัทรวี

เอิ๊ต ภัทรวี

 

เอิ๊ต ภัทรวี ยังต้องพัฒนาในเรื่องใดอีก?

คือเรามีจุดบกพร่องเยอะมากจนไม่สามารถพูดได้ว่าจะปรับปรุงเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้มันดี แต่ว่าเราทำเต็มที่ไปเรื่อยๆ แล้วก็ทำให้มันดีขึ้น โดยที่ไม่ได้คิดจะปรับปรุงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ทำทุกอย่างด้วยความรู้ความชำนาญที่มากขึ้น พอได้ทำอาชีพนี้จริงๆ เอิ๊ตรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุกไปแล้ว ได้ร้องเพลง แต่งเพลง ปล่อยเพลง แล้วเอาไปเล่น มันเป็นลูปที่สนุกมาก มันเหมือนกับการต่อยมวย อย่างเรื่องร่างกาย จากวันแรกกลัวมาก ตัวสั่น สั่นไปทั้งร่าง เล่นกีตาร์มือก็สั่น แต่มันคือการฝึกใจให้กล้าขึ้นไปบนเวที ตอนนี้เราเริ่มเป็นจุดศูนย์กลางของตัวเองต่อหน้าคนอื่นได้ดีขึ้นแล้ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่ว่าวันนี้เราดีขึ้น พรุ่งนี้เราจะดีขึ้นอีก เอิ๊ตว่ามันคือการที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เรามีจุดหมายใหญ่ในการจะเป็นเอิ๊ตที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ วันเราจะเก่งขึ้น ไปทุกโชว์แล้ว success ต้องมีวันที่ร้องเพี้ยนบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่จมกับมันนาน ไม่อย่างนั้นมันจะสร้างความทุกข์ให้กับเรานานเกินไป ถ้าเราเต็มที่สุดๆ แล้วมันยังไม่ดี ก็ต้องปล่อย ถามว่าอยากพัฒนาอะไร มันพูดยากมาก ตอนนี้เหมือนเอิ๊ตเล่นเกมมาริโอ้ ผ่านเลเวลไปเรื่อยๆ แต่ทุกเลเวลก็มีความยาก ท้ายที่สุดก็อยากพัฒนาทุกอย่างแหละ เป็นตัวเราที่ดีขึ้น ร้องมั่นคงขึ้น ผิดพลาดน้อยลง เจอคนแล้วทำให้เขามีความสุขได้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราไปเล่นแต่ละที่ บางที่ก็เป็นที่ของเรา บางที่ก็อาจไม่ใช่ ถ้าเราแค่ปรับตัวได้ดีขึ้นในที่ที่ไม่ใช่ของเรา และในที่ที่เป็นของเราเราทำเต็มที่ได้มากขึ้น มันก็คือพัฒนาการนะ

ความคิดที่ว่า “เราต้องไม่จมกับมันนาน” มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้เหมือนคุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกดาวน์กับชีวิตมาก?

ตอนอายุ 25 เราคิดเยอะมาก เราอยากเป็นคนเพอร์เฟกต์ในทุกๆ ด้าน ในชีวิตของเอิ๊ต ตัวเองสำคัญมากๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรานิดนึง เราจะเฟลมาก แต่สุดท้ายมันคิดแบบนั้นไม่ได้ แล้วก็มารู้ว่า มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก ทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี ไม่ใช่เส้นตรงที่ไปเรื่อยๆ แล้วจะเป็นบันไดขึ้นไป เอิ๊ตรู้สึกว่า การสู้ชีวิตของคนๆ หนึ่งมีอะไรให้ฝ่าฟันเยอะมาก แต่เรากลับรู้สึกว่า เราโชคดีเกินไปมากๆ ที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารักและได้ฝ่าฟันชีวิตไปพร้อมๆ กัน รู้อย่างนี้แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องทุกข์หรือต้องคิดเยอะเลย รู้สึกสนุกมากกว่าที่จะได้สู้ ได้เล่นเกมๆ นี้ สมมติว่าเราหยุดร้องหยุดทำเพลง วงการเพลงก็ยังไปได้ จริงไหม แฟนเพลงก็มีศิลปินคนอื่นฟัง ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ โลกก็หมุนไปเหมือนเดิม แค่เราไม่ได้ทำมันแล้ว สิ่งนี้ทำให้จิตใจเรามั่นคงขึ้น หาความสุขของทุกๆ วัน ถ้าวันนี้ไม่มีความสุข พรุ่งนี้ก็อาจจะโอเคขึ้น หรือถ้าวันนี้มีความสุขมากๆ พรุ่งนี้ก็อาจจะแย่มากได้เหมือนกัน

คิดว่าตัวเองเติบโตขึ้น?

ก็จริง รู้สึกว่าจาก 25 ไป 26 โตขึ้นมาก ตอนนี้ 27 แล้ว เราไม่ค่อยดิ้นพล่านแล้ว แบบว่า โห ทำไมไม่ได้อันนี้ ทำไมชีวิตเรามันไม่เพอร์เฟกต์ รู้สึกว่าตัวเองเย็นลง  ได้รับโอกาสอะไรมาก็ทำให้ดี ถ้าไม่ได้รับก็ไม่เห็นเป็นไรเลย มันไม่จริงที่ชีวิตมันจะลงตัวของมันเอง ไม่มีทางเลย อายุที่มากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก่งขึ้นในทุกๆ เรื่อง มันคือการที่เราพลาดเรื่องใหม่ๆ มากกว่า ก็เลยสนุกดี

กับกีตาร์โปร่งคู่ใจ

กับกีตาร์โปร่งคู่ใจ

 

จากสาววัยใสร้องเพลงป็อป ตอนนี้คนจำภาพของ เอิ๊ต ภัทรวี ในเชิงการเป็นศิลปินที่แต่งเพลงเอง เล่นดนตรี รู้สึกอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น?

จริงๆ เอิ๊ตก็คิดว่าเราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ “Sky & Sea” นะ ทุกครั้งที่ร้องเพลงเราก็เล่นกีตาร์ทุกครั้ง ไม่มีวันไหนเลยที่ไปเล่นดนตรีโดยมีแค่ไมค์ เราทำเมโลดี้มาตั้งแต่แรก แต่ว่าด้วยความที่เราไม่ได้พูดมั้ง อะไรที่เราไม่ได้พูด คนก็จะไม่รู้ แต่มันน่าจะส่งผลเวลาเราเล่นสด เหมือนเราได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้คนฟัง พาคนฟังไปที่ไหนก็ได้ใน 3-4 นาที เราเป็นนักเล่าเรื่อง แต่ก่อนไม่ค่อยเข้าใจคำว่าเอนเตอร์เทนเนอร์ว่ามันคืออะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันคือการทำให้คนรู้สึกไปกับเรา อาจจะต้องร้องเพลงที่ไม่ได้เป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทำให้คนดูสนุกได้ สนุกนะที่บางทีเราไม่ต้องเป็นตัวเองมากขนาดนั้น แต่เราได้ทำเพื่อคนอื่นในทุกๆ วัน ซึ่งเอาเข้าจริงการที่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์มันพูดยากมาก เพราะเอิ๊ตก็ไม่ได้รู้จักตัวเองขนาดนั้น จากที่ดื้อมาก อ๋อ ไม่ทำค่ะ ไม่ใช่ตัวเองค่ะ กลายเป็นว่าพอต้องไปทำ อ้าวชอบนี่ โอเคนี่

เริ่มรู้แล้วว่าแต่ละวันคุณจะทำอะไร และเพื่ออะไร?

แค่รู้สึกว่าตอนนั้นเราอาจจะต้องการอะไรเยอะมาก โดยที่เราไม่ยอมรับกับตัวเอง อย่างตอนนั้นรู้สึกว่า อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ โดยที่ยังไม่ได้ทันลงมือทำ หรือจริงๆ แล้วก็อยากให้เพลงเราดังนั่นแหละ แต่เราก็ทำเพลงแบบนี้ แล้วเราก็ไปโทษคนอื่นว่า ทำไมเพลงเราถึงไม่ดัง แต่ทุกวันนี้เราแค่รู้ว่า เราเป็น เอิ๊ต ภัทรวี ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงกลมของเรา แล้วเราก็ขยายวงกลมนั้นออกไปให้ทำได้หลายอย่างมากขึ้น แต่มันก็จะมีวงกลมที่เราไปไม่ถึงนะ เรารู้ว่าเราไปได้แค่ไหน แล้วเราก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราจะไม่พยายามไปเป็นในแบบที่เราทำไม่ได้ แต่เราก็เปิดรับ มีอะไรมาใหม่ๆ ก็จะไม่เซย์โน ทำหมด ลองหมด นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับเอิ๊ต ไม่รู้ว่าทำไมด้วย

ความสามารถทางดนตรีที่เด่นชัดขึ้น

ความสามารถทางดนตรีที่เด่นชัดขึ้น

 

คิดว่าเจอซาวด์ หรือเจอทางของตัวเองหรือยัง?

เอิ๊ตรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองเซียนที่สุดคือ เมโลดี้ แต่ไม่ได้เซียนในแบบที่คิดว่าเก่งกว่าคนอื่นนะ แต่เราให้ความสำคัญกับเมโลดี้มาก แล้วจุดเชื่อมในทุกๆ เพลงของเอิ๊ตคือเมโลดี้ คือคนอาจจะไม่ได้วิเคราะห์ว่าโน้ตนี้กับคอร์ดนี้คงเป็นคนนี้แหละ แต่กลิ่นอายอะไรบางอย่างมันน่าจะออกไปจากตัวเรา ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจด้วย จริงๆ ซาวด์ในแต่เพลงก็ไม่ค่อยเหมือนกันหรอก แต่ทุกๆ เพลงจะพยายามใส่การละเล่นหรืออะไรใหม่ๆ ลงไป

รวมไปถึง “ไม่ให้เธอหายไป” เพลงเปิดอีพีอัลบั้มชุดใหม่ที่เพิ่งจะปล่อยออกมา ก็ดูเป็นโทนที่สดใส ต่างจากอีพี About Time อยู่พอสมควร?

ด้วยความที่ About Time คือเราเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เอิ๊ตเป็นคนประมาณนั้นจริงๆ เอิ๊ตเคยเชื่อว่าทุกอย่างเป็นสีเทา เพราะว่าไม่มีขาวดำ มันขาวดำไม่ได้หรอก มั่นใจมากด้วยว่า ไม่มีอยู่จริงหรอกความเสียใจระดับนั้นน่ะ แต่ตอนนี้เอิ๊ตเชื่อแล้วว่ามันมี มีความเสียใจระดับดำ มีความดีใจระดับขาว ในขณะเดียวกันก็มีสีแดง สีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีอมเทาอมหมอก ก็แค่เรามีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แกร่งกล้าอะไร ไม่ได้แก่นเซี้ยวขนาดนั้น แต่เรารู้แล้วว่ามันมีอยู่จริง อย่างเพลง “ไม่ให้เธอหายไป” สมัยก่อนเอิ๊ตรู้สึกว่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสดใส ไม่ใช่ผู้หญิงน่ารักๆ แต่เราคูลๆ เท่ๆ ชิลๆ แต่ความเป็นจริง เราก็สดใสนี่หว่า (หัวเราะ) ไม่ได้เขินอายอะไรเลยกับการชูสองนิ้ว ยิ้มร่าเริง เพลงนี้เหมือนเป็นการยอมรับความสดใสในตัวเอง (หัวเราะ)

ถ่ายภาพกับแฟนคลับที่ตามมาให้กำลังใจ

ถ่ายภาพกับแฟนคลับที่ตามมาให้กำลังใจ

 

ประสบการณ์ อายุที่มากขึ้น ความคิดที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อเรื่องเล่าในบทเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน?

ส่งผลมาก ตอนแรกเอิ๊ตรู้สึกว่า ฉันจะเป็นนักร้องที่เล่าแค่เรื่องของตัวเองเท่านั้น แต่สักพักไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว (หัวเราะ) คือชีวิตเอิ๊ตค่อนข้างนิ่งๆ เรียบๆ ไม่ได้ผาดโผน ทำงาน ร้องเพลง แฮปปี้ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่พอเราไปเรียนแต่งเพลงมา เรามองการแต่งเพลงใหม่ เราสามารถเป็นคนเล่าเรื่องได้ เราสามารถหยิบเอาภาษามาเล่น สามารถหามุมมองใหม่ๆ ใส่เข้าไป การเปิดใจให้ตัวเองกลายเป็นนักเล่าเรื่องได้ มันคือการเปิดประตูอีกกว้างมากๆ อยากจะศึกษาความรู้สึกที่อยู่รอบตัวเรา จริงๆ เอิ๊ตไม่เคยเป็นคนแบบในเพลง “Sky & Sea” เลย ไม่ใช่คนที่จะมีความรักแล้วปล่อยเขามีความสุขไปเถอะ เราอยู่ได้ชิลๆ ไม่ใช่อะ แต่มันมีคนแบบในเพลง “Sky & Sea” จริงๆ นะ เอิ๊ตก็พยายามค้นคว้าสิ่งที่อยู่ในตัวของคนเหล่านั้น ไปถาม ไปคุยกับผู้คน ไปฟังคลับฟรายเดย์ ทำหลายๆ วิธีที่ทำให้เรารู้จักอารมณ์แบบนั้น ร้องเพลงแล้วนึกหน้าบุคคลต่างๆ ออกว่า คนที่เขาร้องเพลงแบบนี้ หรือคนที่อยู่ในเพลงเขารู้สึกกันแบบนี้นะ เราเป็นนักเล่าเรื่องได้ดีขึ้นหลังจากเพลง "ถ้าฉันหายไป" เอิ๊ตไม่ใช่คนขี้น้อยใจมากๆ แต่กลับเข้าใจเพลงนี้มาก เข้าใจคาแรกเตอร์ของคนในเพลง อาจคล้ายกับการเป็นนักแสดงมั้ เอาตัวเราเองเข้าไปอยู่ในคาแรกเตอร์ เป็นนักแสดงในการร้องเพลง ทุกครั้งที่ร้อง “ถ้าฉันหายไป” ร้องแล้วเศร้ามาก เหนื่อยมาก อยากร้องไห้ มันเป็นความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำหน้าเหม่อๆ เศร้าๆ ไป

ทุกวันนี้ โลกของหญิงสาวที่ชื่อ เอิ๊ต ภัทรวี ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

ตอนนี้มีแต่งาน (หัวเราะ) จุดๆ นี้คือเราใช้ชีวิตทำงาน แต่การทำงานของเอิ๊ตก็เหมือนเล่นเหมือนกัน ถึงได้บอกว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานและได้เดินทางไปด้วย ชอบไปจังหวัดนู้นนี้ พกกล้องไปถ่ายรูปเล่น คือใช้ชีวิตอยู่ในกรอบนี้ แต่หาอะไรที่เราเอ็นจอยอยู่ภายในนั้นให้ได้ เหมือนเป็นจุดยึดเหนี่ยวอันหนึ่งที่เอิ๊ตยึดมันไว้ แล้วเรารู้ว่าเป้าหมายในชีวิตของเราจะเดินทางไปอย่างไร

เอิ๊ต ภัทรวี กับความสุขในวันนี้

เอิ๊ต ภัทรวี กับความสุขในวันนี้

 

คิดว่าโลกใบนี้สมบูรณ์แล้วหรือยัง หรือว่ายังเว้าแหว่ง ขาดอะไรอยู่บ้าง?

เอิ๊ตว่ามันแล้วแต่วัน (หัวเราะ) แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราไม่สามารถมีความสุขได้ทุกวัน และไม่สามารถไม่มีความสุขได้ทุกวัน เรื่องความสมบูรณ์มันก็เลยไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้ ก็ใช้ชีวิตต่อไป อีกเรื่องหนึ่งที่ดีก็คือ จริงๆ แล้วชีวิตเราคืออะไร อันนี้เราไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ชัวร์ๆ คือความสัมพันธ์ของเรากับคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร สุดท้ายมันจะจบที่แค่เรื่องเล่าระหว่างเรากับใครคนหนึ่งว่า เฮ้ย เรามีสตอรีด้วยกัน เราไปที่นี่ด้วยกัน เราเล่นดนตรีที่นี่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ทุกคนคือเพื่อน สิ่งที่เราทำได้ในโลกของเรา เราไม่คิดว่ามันเป็นการทำงาน เราคิดว่ามันคือการใช้ชีวิตกับคนเยอะๆ แล้วเราก็ให้ใจกับทุกๆ คน เราไม่ใช่หุ่นยนต์ ถ้าเราผิดพลาด เราก็จะรู้ว่า เราคือมนุษย์นะ

ถ้ามีโอกาสได้เจอ เอิ๊ต ภัทรวี ตอนอายุ 25 ในช่วงชีวิตที่คุณดาวน์มากๆ อีกครั้ง มีอะไรอยากจะบอกเธอคนนั้นไหม?

ไม่บอกอะไรเลย รู้สึกว่าเดี๋ยวเขาก็รู้ว่าทุกอย่างมันจะผ่านไป ดีแล้วที่เขาเป็นแบบนั้น ดีแล้วที่เขาเครียดขนาดนั้น ถ้าเขาไม่เครียดขนาดนั้น เขาก็จะไม่ดิ้นรน มันส่งผลกระทบมากเลยนะ ไอ้พวกความไม่มั่นใจ ไม่มั่นคง ความที่จิตใจไม่ไหวแล้วมันสั่นไปหมด มันก็จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเหมือนกันในวัยที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่า เราคงไม่สามารถว้าวุ่นใจได้ขนาดนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนอายุ 25 ก็ว้าวุ่นใจให้เต็มที่ไปเลย

 

ฟังเพลงของ เอิ๊ต ภัทรวี ต่อได้ที่นี่

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Sidhipong W. / Muzik Move Records