“mints” : แม้เป็นวัยรุ่นแล้วมันเหนื่อย แต่ยังขอพิสูจน์ว่า จะไม่เป็นแค่ดาราที่ทำเพลง

“mints” : แม้เป็นวัยรุ่นแล้วมันเหนื่อย แต่ยังขอพิสูจน์ว่า จะไม่เป็นแค่ดาราที่ทำเพลง
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

มีดารานักแสดงจำนวนไม่น้อย ที่ผันตัวเองมาสู่การเป็นนักร้องนักดนตรี บ้างก็ประสบความสำเร็จ ต่อยอดจนบทบาทการแสดงถูกลืมไปจนหมดสิ้น แต่ก็มีเช่นกันที่ล้มเหลว ไม่สามารถสลัดภาพบนจอโทรทัศน์หรือจอภาพยนตร์ได้

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อัด-อวัช รัตนปิณฑะ และ ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล เริ่มเป็นที่รู้จักจากซีรีส์วัยรุ่นที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งอย่าง Hormones วัยว้าวุ่น แม้จะไม่ได้รับบทเป็นตัวเอกก็ตาม หลังจากนั้นเราก็ยังเห็นหน้าค่าตาพวกเขาอยู่บ้าง แล้วจู่ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว อัด และ ต้นหน ก็เปลี่ยนบทบาทจากนักแสดงมาเป็นดูโอ้คู่ใหม่ในวงการเพลงในฐานะศิลปินอิสระในนาม mints ทยอยปล่อยเพลงป็อปที่ฟังแตกต่างออกมาถึง 3 เพลงทั้ง “เหลือ”, “ไม่ง่าย” และ “ยังไงดี” ก่อนจะโยกย้ายมาสู่ชายคา What The Duck และเพิ่งจะปล่อยซิงเกิลใหม่ที่มีชื่อว่า “พร้อม” ออกมา

แน่นอนว่า การมีคำว่า นักแสดง แปะหราอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสอง การจะเปลี่ยนแปลงบทบาทมาทำสิ่งใหม่สักสิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินหน้าสู่วงการเพลงก็เช่นเดียวกัน บางคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงงานอดิเรก ทำกันเล่นๆ สนุกๆ ไม่ทำก็ไม่เดือดร้อน ทว่า อัด-ต้นหน ดูเหมือนจะไม่คิดเช่นนั้น

บทสนทนาด้านล่างนี้จึงเสมือนเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจ การพยายามที่จะทำลายตราที่พวกเขาถูกตีไว้อย่างแน่นหนา และนำพาตัวตนของทั้งสองกลืนเข้าไปในร่างเดียวกับ mints ให้ได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะทำอย่างสุดความสามารถ

… เป็นวัยรุ่นน่ะมันเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่ามิใช่เหรอที่จะขอลอง …

ความหลงใหลในเสียงดนตรีของพวกคุณมันเริ่มต้นจากอะไร?

อัด : น่าจะเริ่มจากตอนเด็กๆ พ่อแม่ชอบเปิดเพลงให้ฟัง สมัยนั้นพ่อผมทำงานที่ลานเบียร์แถวเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งตอนนี้ก็คือเซ็นทรัลเวิลด์นั่นแหละ (หัวเราะ) ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นผมอายุ 3-4 ขวบเอง พ่อกับแม่ก็เอาผมไปเลี้ยงที่นั่น เหมือนเราก็คงได้ฟังดนตรีสดตั้งแต่เด็กๆ มาตลอดหลายปี ฟังเพลงยุคเก่าๆ ยุครุ่นพ่อมาตั้งแต่ตอนนั้น ชรัส เฟื่องอารมย์ นี่คุณพ่อเปิดให้ฟังบ่อย อัสนี-วสันต์ อันนี้ทั้งพ่อทั้งแม่ชอบ แล้วก็ นูโว พี่บอย โกสิยพงษ์ เพลงแจ๊ซ ผมโตมากับเพลงพวกนี้  คิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก

ต้นหน : ถ้าไม่มีเพลงหรือดนตรี ก็ไม่รู้ว่าตัวผมเองจะไปทำอะไรจริงๆ นะ ผมเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก เครื่องเอกคือเปียโนคลาสสิก เริ่มเล่นมาตั้งแต่ ป.3-4 อินเพลงคลาสสิกมาก น่าจะจากหนังเรื่อง The Pianist แล้วก็มีซีรีส์ญี่ปุ่น Nodame Cantabile เป็นแอนิเมชั่น ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าอยากเป็นนักเปียโนคลาสสิก มีไอดอลเป็น Chopin แล้วก็ Beethoven แล้วผมเหยียดเพลงร็อคเลยนะ คือไม่ฟังเลย จำได้ว่าช่วงนั้นเพลง “อกหัก” ของ Bodyslam กำลังดัง แต่เราไม่รู้จัก ไม่สนใจด้วย

เรียกได้ว่าต้นหนกับดนตรีร็อคอยู่คนละซีกโลก?

ต้นหน : ใช่ เพลงอะไรวะ ไม่ฟัง (หัวเราะ) จนมีจุดเปลี่ยนตอน ป.6 หรือ ม.1 เป็นช่วงที่ผมได้ไปแสดงหนังเรื่อง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเพลง ดนตรีร็อค ซึ่งทุกคนในกองก็คุยกันแบบว่า เฮ้ย วันนี้พี่ตูน (Bodyslam) มาเว้ย ต้นหน วันนี้เข้าฉากกับพี่ป๊อด (Moderndog) นะ คุยกันเรื่อง เสก โลโซ ผมนี่แบลงก์เลย คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ผมก็เริ่มกลับบ้านไปฟัง ซึ่งจริงๆ พ่อผมเป็นสายร็อคแอนด์โรลนะ เป็นแฟนเพลงวง Moderndog ด้วย ตอนผม 3 ขวบ พ่อเอาผมไปถ่ายรูปกับพี่ป๊อปที่งานแต่งงานงานหนึ่ง แล้ววันที่ผมเข้าฉากกับพี่ป๊อด พ่อผมก็ให้เอารูปนั้นไปให้พี่ป๊อดเซ็น พี่ป๊อดก็ถามว่า ชอบเพลงอะไรของพี่ ผมก็ … ฉิบหายแล้ว ก็เลยตอบไปว่า ชอบทุกเพลงเลยครับ (หัวเราะ) นั่นคงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราได้จับกีตาร์ ได้เล่นกีตาร์ครั้งแรก ได้เปิดโลกแห่งดนตรีป็อปร็อค ทุกๆ อย่าง

หลายคนมี “ดนตรี” เป็น “Passion” ในชีวิต แล้วสำหรับพวกคุณล่ะ ความรู้สึกมันแรงกล้าขนาดนั้นเลยหรือเปล่า?

อัด : สำหรับผมคือใช่ ผมอยู่กับดนตรีมาทั้งชีวิต ผมรู้สึกว่าแต่ละช่วงเวลา แต่ละเพลงที่เราได้ฟัง มันคือบทเรียนในชีวิตที่ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น ทำให้เราปลดปล่อยอารมณ์ที่เราอาจจะยังไม่เคยเข้าใจ พอเราฟังเพลง อ๋อ นี่แหละคือความเศร้า นี่คือความสุข นี่คือความรู้สึกอิ่มเอม

อัดเรียนรู้ชีวิตจากดนตรี?

อัด : ผมว่ามันมีส่วนนะ อย่างตอนเด็กๆ ผมโตมากับรายการประกวด รายการเรียลลิตี้ในสมัยนั้น ทุกครั้งที่ผมดูรายการพวกนี้ เห็นคนที่เขามีความฝัน ผมอินไปกับพวกเขา มันเหมือนเป็นความฝันของเราไปด้วย คิดว่าถ้าวันหนึ่งเราได้ไปทำแบบนั้นบ้างคงจะดี ก็เคยไปประกวดนะ ไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน คือผมเคยไปออดิชั่นรายการ Academy Fantasia ซีซั่น 7 เขาจำกัดอายุตั้งแต่ 15-25 ปี ตอนนั้นผม 15 พอดี ร้องประมาณ 10 วินาที เขาก็ขอบคุณครับ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้เฟลนะ เพราะไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น แค่รู้สึกว่า ลองดู เพราะผมไม่เคยกล้าไปประกวดที่ไหนมาก่อน ก็สนุกดี เปิดออดิชั่น 2-3 วัน ไปทุกวัน (หัวเราะ) เป็นประสบการณ์ที่อย่างน้อยเราได้ปลดปล่อยความอยากของเรา เหมือน passion เราได้ถูกส่งออกไป

อัด-อวัช รัตนปิณฑะ (ร้องนำ)

อัด-อวัช รัตนปิณฑะ (ร้องนำ)

 

แล้วต้นหนล่ะ ดนตรีคือ passion ของชีวิตหรือเปล่า?

ต้นหน : ผมไม่เคยคิดว่าผมจะเป็นอย่างอื่นนอกจากนักดนตรี ตอนเด็กๆ ที่อยากเป็นนักมวยปล้ำผมไม่นับแล้วกัน (หัวเราะ) แต่พอเข้าชั้นประถม ผมก็ไม่เคยมองภาพตัวเองเป็นอย่างอื่นนอกจากนักดนตรีเลย ตอนแรกอาจจะเป็นสายคลาสสิก มาเป็นร็อค แล้วจนมาเป็นวง mints ผมว่ามันอยู่ในตัวผมหมดเลย

ถ้ามีคนเดินเข้ามาถามพวกคุณว่า mints คืออะไร … จะบอกเขากลับไปว่า?

อัด : mints คือวงดนตรีที่เพิ่งเริ่มก้าวเข้าสู่วงการนี้ เริ่มจากความสนุก จาก passion ของเรา เราทำมันด้วยใจที่อยากจะทำจริงๆ เราไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นวงที่ใหญ่โต มันเป็นวงดนตรีที่มาจากความชอบของเราล้วนๆ เพราะฉะนั้นดนตรีของ mints คือสิ่งที่เรา 2 คนชอบ แล้วอยากจะทำออกมาให้คนได้ฟัง ซึ่งถ้าจะให้นิยามแนวดนตรี มันคงเป็นอัลเทอร์เนทีฟป็อป

ต้นหน : ทุกอย่างที่คุณได้ยินมันมาจากความชอบของผม พี่อัด และพี่ยิ้ม (ประวิทย์ ฮันสเตน-มือกลองวง Somkiat) ที่เป็นโปรดิวเซอร์ ผมเรียนเอกแจ๊ซที่ ม.ศิลปากร ผมมีความเป็นคนแจ๊ซอยู่ พี่อัดจะมีความเป็นอาร์แอนด์บี ความชอบที่แตกต่างกันบางอย่าง เราก็มาหาตรงกลางกัน ก็กลายเป็น mints ขึ้นมา ย้อนกลับไปที่คำถามเมื่อกี๊ ผมคงตอบว่า mints คือวงดนตรีวงหนึ่งที่ทำเพลงเพื่อความสนุกและความชอบของทุกคนในวง แล้วมารวมกันเป็นตรงกลาง

ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล (กีตาร์)

ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล (กีตาร์)

 

3 เพลงที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ รวมถึงซิงเกิลล่าสุด “พร้อม” เราสัมผัสได้ถึงความป็อปที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างจากเพลงป็อปทั่วไป?

อัด : คือส่วนผสมของแต่ละคนมีความต่างกัน แล้วโยนลงมาตรงกลาง พอเอามาผสมกันเลยเป็นอะไรที่แปลก

ต้นหน : แต่ผมว่ามันเป็นกลิ่นที่น่าสนใจนะ ก่อนที่เราจะทำเพลง เราต้องมานั่งคุยกันก่อน 3 คนคือ ผม พี่อัด พี่ยิ้ม ว่า เพลงนี้เราจะไปในไดเรกชั่นไหน อาจจะหาเรเฟอร์เรนซ์ อยากได้กีตาร์ซาวด์แบบนี้ แบบคนนี้ ถ้ามันไม่โอเคก็ต้องมาหาตรงกลางกันใหม่ พยายามคุยกันให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายเราทำกัน 3 คน ถ้ามีคนหนึ่งไม่โอเค คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เยอะนะ

อัด : ส่วนเนื้อร้องกับเมโลดี้ เราอิมโพรไวส์กันครับ เหมือนเราตั้งโจทย์ว่าเพลงนี้อยากได้มู้ดประมาณไหน ก็ลองทำไปเรื่อยๆ เหมือนอัดเดโมไว้ว่าเป็นอย่างไร แล้วก็มาเปิดฟัง เอาอันนี้มาเติมต่อกับอันนี้ เอาอันเดิมมาอิมโพรไวส์ต่อ รวมไปถึงเวลาเขียนเนื้อเพลง บางทีผมก็อัดเรื่องที่อยากจะพูดเอาไว้ เหมือนพูดคนเดียว ระบายมันออกมา แล้วค่อยมานั่งเปิดฟังว่าใจความตรงนี้น่าสนใจ คำพูดประโยคนี้สามารถเอามาทำอะไรต่อได้ เราตั้งต้นจากอะไรแบบนี้

กว่าจะมาเป็นซิงเกิลแรกอย่าง “เหลือ” ใช้เวลานานไหม?

อัด : 6 เดือนได้

ต้นหน : มันยากมาก มันต้องปรับจูนเข้าหากัน คือเวลาปกติก็พูดคุยกันได้ แต่พอเป็นด้านการทำงาน มันต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน

อัด : พอ 1 บวก 1 เป็น 2 แต่ตัวตนมันคืออะไร เราไม่ได้ทำในนาม อัด-ต้นหน มันคือ mints ครับ เหมือนสร้างคนขึ้นมาใหม่สักคน เพราะฉะนั้น อะไรคือคำว่า mints อะไรคือตัวตนของ mints มันคือการดึงตัวตนของผม ของต้นหนใส่ลงไป แล้วทำอย่างไรให้มันกลมที่สุด ใช้เวลาในการขุดตรงจุดนั้นของแต่ละคนอย่างมาก ว่าท้ายที่สุดความชอบจริงๆ ของแต่ละคนคืออะไร แล้วพอขุดกันออกมาได้ ในความที่เราชอบอะไรเหมือนๆ กัน มันมีความต่างอยู่เยอะมาก ซึ่งอะไรที่อาจไม่ตรงกัน มันต้องปรับทันทีครับ เพราะท้ายที่สุดเราเหมือนเป็นครอบครัว เป็นเพื่อนกัน ทะเลาะกันทีหนึ่งต้องเคลียร์ให้จบ ไม่อย่างนั้นเราทำงานต่อไม่ได้

ต้นหน : ซึ่งผมว่าสนุกมาก หมายถึงมันก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่โดยรวมเป็นการทำงานที่สนุก ผมกับพี่อัดเหมือนเป็นคนละสี พอเจอตรงกลาง แบบว่า … มันมาก

แล้วพวกคุณทั้งสองเปรียบได้กับสีอะไร?

ต้นหน : ผมเป็นสีเหลือง พี่อัดเป็นสีน้ำเงิน

อัด : สีเหลืองแบบสว่างๆ นะ ดูสดใสร่าเริงในแง่บวก ผมเป็นสีน้ำเงินที่ดูเย็นๆ นิ่งๆ สุขุม จริงจัง

ต้นหน : แล้วพอมารวมกันตรงกลาง จะกลายเป็นสีเขียว เป็นที่มาของชื่อวงเหมือนกัน เป็นเขียวมินต์

อัด : ซึ่งก็ต่อยอดไปถึงแนวเพลงที่เราตั้งใจจะทำให้มันฟังสบาย ดูสดใส ดูมินต์

เรื่องราวที่ mints อยากเล่าล่ะ?

อัด : อย่างอีพีอัลบั้มที่เราทำอยู่ โจทย์ของเราคือ ผมทั้ง 2 คนกำลังเป็นวัยรุ่น อยู่ในสถานการณ์ที่เรากำลังอยากจะเติบโตขึ้น อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากจะผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปให้ได้ ซึ่งจริงๆ สถานการณ์ตอนนี้คือ เรามีความอยาก แต่ท้ายที่สุดเรายังก้าวข้ามผ่านมันไม่ได้เสียทีเดียว มันเลยกลายเป็นความขัดแย้งทางความคิดของตัวเอง เป็นการตามหาตัวตนอะไรบางอย่างก่อนที่เราจะเป็นผู้ใหญ่ นี่คือคอนเซ็ปต์ที่เราวางไว้

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยไหม?

อัด : เหนื่อยครับ ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราอยากจะเป็นนู่นเป็นนี่ไปหมด บางครั้งเราอาจมองเห็นทางที่เราจะไป เรารู้ว่าเราต้องทำอย่างไรด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลาจริงเรากลับทำไม่ได้ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เราเซ้นซิทีฟกับทุกอย่าง ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ความกดดันหลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น จริงๆ สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาที่สนุกนะ แต่ก็เครียดในเวลาเดียวกัน และเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยด้วย (หัวเราะ) มันมีอะไรหลายๆ อย่างให้เราได้เจอ ได้ค้นหาไม่มีวันหยุด เป็นความเหนื่อยที่สนุก การทำผมได้ทำอีพีนี้ เป็นเหมือนการบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเราเอาไว้

ต้นหน : เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าวัยรุ่นคืออะไร (หัวเราะ) อาจจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของผมด้วย ผมเพิ่งเข้ามหา’ลัย การที่เราพ้นจากชีวิตมัธยมมามหา’ลัยแล้วได้ทำงานเลย ได้เจออะไรหลายๆ อย่าง มันก็จะมีความหลุดๆ อยู่ คือตัวเราอยากทำทุกอย่างไปหมด แต่ก็ยอมรับนะว่ายังหาตัวเองไม่เจอขนาดนั้น ก็คิดว่าต้องหาไปเรื่อยๆ ต่อให้มันจะเหนื่อย แต่ผมว่ามันก็คุ้มค่าถ้าเราจะหาตัวเองให้เจอ ก็อยากจะลองใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่านี้ (หัวเราะ)

มองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของ mints ทัศนคติในการทำงานเปลี่ยนไปบ้างไหม?

อัด : ผมว่าเปลี่ยนไปนะครับ วันแรกเราเริ่มทำด้วยความสนุก ทำด้วย passion อย่างเดียว ในวันนี้สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความจริงจัง อยากทำให้มันเป็นอาชีพให้ได้จริงๆ อยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นให้ได้ว่า เราไม่ใช่แค่ดาราทำเพลง

ต้นหน : มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นขึ้น พอมาอยู่ในระบบค่ายปุ๊บ เราจะเล่นๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว แต่มันยิ่งทำให้ผมสนุกนะ รู้สึกว่าได้ท้าทายตัวเองมาก ได้เปิดโลกมากขึ้น พี่ยิ้ม โปรดิวเซอร์ก็บอกว่า ต้องทำให้ดีกว่านี้ แต่ไม่ได้กดดันนะ คือความกดดันก็มีบ้าง แต่สุดท้ายมันคือโลกของความจริง โลกของความเป็นมืออาชีพ โลกของดนตรีที่เราจะอยู่กับมันไปตลอดจริงๆ

เรื่องดารานักแสดงมาทำเพลง เราเชื่อว่ามีหลายคนคิดเช่นนั้น เพราะพวกคุณก็เกิดมาจากการเป็นนักแสดง?

อัด : แต่ผมก็ไม่ได้นำมันมาเป็นแรงกดดันนะครับ รู้สึกแค่ว่ามันเป็นหนึ่งในความเห็นของคนที่มองเข้ามา ซึ่งผมก็รับฟัง วันนี้เขาอาจจะเห็นเราเป็นแบบนั้นจริงๆ หน้าที่ของผมคือทำอย่างไรก็ได้ให้เขาเชื่อว่า ผมไม่ใช่แค่นั้น เราต้องโฟกัสไปข้างหน้าว่า รอดูแล้วกัน เราจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า เราคือศิลปินคนหนึ่งได้เหมือนกัน

ต้นหน : แต่สำหรับผม ผมจะค่อนข้างกดดัน พูดตรงๆ คือผมไม่ชอบให้คนพูดแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นแรงผลัก ความกดดันผมว่ามีมันก็ดีนะ ถ้าไม่มีความกดดันเราก็จะเฉื่อย ถ้าไม่มีใครมากระตุ้นก็จะไม่ทำอะไร

อัด : อีกอย่างหนึ่งผมรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องของการที่เราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองเลยครับ พอเราได้โอกาสตรงนี้มาแล้ว มันต้องไม่มีวันไหนที่เราหยุด ต้องห้ามคิดว่าเราเก่งแล้ว เราต้องเดินต่อไป การที่เราเพิ่งเริ่ม เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

mints

mints

 

เมื่อเป็นวัยรุ่น การพิสูจน์อะไรบางอย่างให้คนอื่นเห็นมันยากไหม?

อัด : ผมคิดว่ามันไม่ง่ายมากกว่า แต่คงไม่ได้ยากจนเกินไป มันคงไม่มีอะไรง่ายบนโลกใบนี้ เริ่มเริ่มลงมือทำแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าระยะทางอีกแค่ไหนที่เราจะพิสูจน์ให้เขาเห็นได้ว่า เราเป็นศิลปินจริงๆ มันอาจจะใช้เวลาอีกหลายปีก็ได้ แต่วันนี้เรามาอยู่ที่สเต็ปแรกแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เราจะพยายามไปต่อจนเขายอมรับเรา

ต้นหน : ผมว่าเราโชคดีด้วยซ้ำที่เริ่มเร็ว มันต้องพิสูจน์กันครับ

ตอนนี้อยากพิสูจน์อะไรให้คนอื่นได้เห็นมากที่สุด?

อัด : ผมอยากพิสูจน์เรื่องถ้ามีคนมองเข้ามา ไม่อยากให้เขามองเป็นภาพของ อัด หรือ ต้นหน Hormones (ซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น) อยากให้เขามองว่า เราคือ อัดและต้นหน วง mints ที่ร้องเพลง เล่นกีตาร์ อยากให้เป็นวง mints ที่อยากจะจ้างไปเล่นงานเฟสติวัล มากกว่าที่จะจดจำเราเป็นภาพของนักแสดง

ต้นหน : คือเราสองคนไม่ได้รังเกียจนามสกุล Hormones นะครับ รู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำ แต่อย่างเวลาเราไปโปรโมตเพลง บางครั้งเขาก็จะพาดหัวว่าเราเป็นนักแสดงก่อน ซึ่งผมเข้าใจนะ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของเรา แต่ก้าวต่อไปคือ เราอยากเป็น อัด ต้นหน วง mints อย่างเต็มตัว

อัด : ผมเชื่อว่ามันต้องใช้เวลา แล้วก็อย่างที่บอก ผมเชื่อว่าวันนี้เราเริ่มทำในสิ่งที่เราตั้งใจ เรามีความฝัน มี passion กับมัน ผมเชื่อว่าตราบใดที่เราไม่หยุด มันจะไปต่อได้ มันจะมีทางของมัน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Sanook! Music / What The Duck