The xx กับก้าวใหม่ที่เอนเตอร์เทนคนดูได้อยู่หมัดใน “The xx Live in Bangkok”

The xx กับก้าวใหม่ที่เอนเตอร์เทนคนดูได้อยู่หมัดใน “The xx Live in Bangkok”
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้จัดอย่าง VIJI CORP ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจว่า The xx กำลังจะเดินทางมาแสดงสดที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นได้แต่คิดว่า หากมีโอกาสจะต้องไปชมให้เป็นบุญตาสักครั้งในชีวิตให้ได้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากคนรอบตัวและแฟนเพลงทั่วโลกต่างยกย่องว่า โชว์ของวงดนตรีวงนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งความงดงาม ดำดิ่ง ราวกับต้องมนต์สะกดอยู่ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งพาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังสร้างความสนุกด้วยบีตอันเป็นเอกลักษณ์ และในที่สุด เราก็เดินทางมาถึง ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี สถานที่จัดงาน “The xx Live in Bangkok” ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นประมาณหนึ่ง

แต่ความตื่นเต้นดังกล่าวก็มาพร้อมกับความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับสถานที่จัดงาน เพราะอย่างที่หลายคนทราบ (และรู้สึกไม่ต่างกัน) ก็คือ ธันเดอร์โดม อาจไม่เหมาะกับการจัดคอนเสิร์ตสักเท่าไหร่ หรืออาจจะเรียกว่าเป็น ‘ที่ปราบเซียน’ ของเหล่าผู้จัดและศิลปินก็ว่าได้ โดยส่วนตัวผู้เขียนยังจดจำได้ดีเมื่อครั้งที่ Incubus เดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตเมื่อปี 2015 ที่กว่าซาวด์จะลงตัวก็ปาเข้าไปครึ่งโชว์แล้ว ซึ่งคงเกี่ยวเนื่องกับองค์ประกอบ มุม องศา วัสดุต่างๆ ที่เรามิอาจทราบถึงรายละเอียดเชิงลึกได้ เพียงแค่หวังไว้ในใจลึกๆ ว่า การมาของ The xx จะทำลายอาถรรพ์นี้ได้

โดยหลังจาก 3 สมาชิกจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่าง Romy Madley Croft (กีตาร์, ร้องนำ), Oliver Sim (เบส, ร้องนำ) และ Jamie Smith (ดีเจ) ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ที่ใช้ชื่อว่า I See You ออกมาเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาก็ตระเวนออกทัวร์ไปทั่วทุกสารทิศ ซึ่งต้นปีนี้ก็เป็นคิวของประเทศแถบย่านเอเชียรวมถึงประเทศไทยของเรา เกือบสองทุ่มเรามุ่งหน้าตรงเข้าไปในฮอลล์เพื่อจับจองสถานที่ยืน แต่เมื่อเหลียวมองไปยังด้านหลังบูธมิกซ์เสียงและระบบไลท์ติ้งก็พบอัฒจันทร์ที่พอมีที่นั่งเหลืออยู่ เราจึงตัดสินใจที่จะนั่งชมเพื่อดูโปรดักชั่นโดยรวมได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญเลือกนั่งในจุดที่ตรงกับคนทำซาวด์เป๊ะๆ

จากจำนวนผู้ชมที่ยังโหรงเหรงในตอนแรก กลับเต็มพื้นที่เมื่อถึงเวลาราวสองทุ่มครึ่ง เสียงกรี๊ดดังสนั่นเมื่อ 3 สมาชิกแห่ง The xx ก้าวขึ้นมาบนเวที Romy ประจำการทางฝั่งซ้าย (หากหันหน้าเข้าเวที) Oliver สะพายเบสตัวเก่งอยู่ฟากขวา ด้านบนตรงกลางคือ Jamie ผู้คุมจังหวะทั้งหมดทั้งมวล ยอมรับว่าวินาทีนั้นขนลุกเกรียว ด้วยองค์ประกอบการจัดวางตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 3 ที่ดูมีมิติสวยงามดั่งภาพวาด ไลท์ติ้งหม่นๆ ไม่สว่างจ้ามากนัก โน้ตกีตาร์ย้ำๆ จาก Romy ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเสียงเบสทิ้งยาวๆ ของ Oliver ตามมาด้วยลูปกลองเท่ๆ ที่ชวนโยกเอาการ นี่คือ Intro” แทร็คที่ The xx ใช้เป็นเพลงเปิดโชว์ที่สง่างามเอามากๆ

แต่ในขณะที่สัมผัสได้ถึงพลังงานอันเต็มเปี่ยมจากแทร็คดังกล่าว คิ้วเราก็ออกอาการขมวดเล็กๆ เพราะซาวด์เบสที่บวมจนพื้นสั่น คิดในใจว่า “เอาแล้ว ธันเดอร์โดมจะเล่นงาน The xx หรือเปล่าเนี่ย” (อันที่จริงไม่สุภาพขนาดนี้แต่ไม่สามารถเผยแพร่ได้) แต่ในอีกมุมก็พยายามคิดในแง่ดีว่า คงพยายามปรับจูนกันอยู่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสถานที่แห่งนี้


Oliver Sim

Crystalised” และ “Say Something Loving” คือ 2 บทเพลงต่อมาที่ The xx หยิบมาเล่น แน่นอนว่าแฟนเพลงชาวไทยร้องตามกันได้สนั่นฮอลล์ ภาพที่เราเคยเห็นแต่ในยูทูปปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว ลีลาการเยื้องย่างของ Oliver ที่ทุกคนคงจดจำกันได้ดี Jamie ที่ส่งออร่าออกมาแรงเหลือเกินเมื่ออยู่บนนั้น ส่วน Romy ที่แม้ภายนอกจะดูขี้อาย แต่เมื่อสะพายกีตาร์เธอก็โยกไม่สนใจใครเหมือนกัน ขยับจังหวะขึ้นมาเล็กน้อยกับ “Islands” ที่เล่นกับจังหวะของระบบแสงได้อย่างน่าสนใจ ในขณะที่ “Heart Skipped the Beat” ก็ยังคงรักษาจังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้า แต่กรู๊ฟของเพลงก็พอให้คนดูเคลื่อนไหวร่างกายได้เบาๆ


Romy Madley Croft

“ซาวด์ยังไม่ดีขึ้น” เราคิดในใจ ความบวมของเบสและย่านเสียงต่ำค่อนข้างกลบทุกสิ่งทุกอย่างบนเวที โดยเฉพาะบรรดาเครื่องเคาะของ Jamie ที่เราแทบไม่ได้ยิน เรายังคงลุ้นด้วยใจระทึก ณ จุดๆ เดิมกับเพลง Chained” ที่สัดส่วนดนตรีในช่วงแรกค่อนข้างมีความซับซ้อน แต่ The xx ทำออกมาได้เท่และลงตัวเหลือเกิน เช่นเดียวกับ “Dangerous” ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน ในขณะที่ “I Dare You” ก็ไม่ต้องสงสัย นี่คืออีกหนึ่งเพลงที่สะกดคนดูได้อย่างอยู่หมัด บีตเร่งเร้าในท่อนเวิร์ส สู่ความงดงามในท่อนฮุกกับเสียงประสานระหว่าง Romy และ Oliver รวมถึงซินธิไซเซอร์เข้ามาเสริมบรรยากาศความโรแมนติกได้ดีเหลือเกิน


Jamie Smith

เอาล่ะ! ถึงเวลาเดินสำรวจตามจุดต่างๆ แล้ว เพราะความบวมของซาวด์ยังคงเด่นชัด เราเลือกบริเวณด้านหน้าเยื้องไปทางซ้าย (หันหน้าเข้าเวที) Infinity” คือบทเพลงต่อมาที่ The xx หยิบมาเล่น บอกเลยว่าดีงามกว่าสตูดิโอเวอร์ชั่นหลายเท่าตัว และเมื่อเปลี่ยนจุดในการยืน ซาวด์เบสที่ค่อนข้างบวมอยู่ก่อนหน้านี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ต่อเนื่องด้วย A Violent Noise” ที่เรายกให้เป็น ‘The best’ ของโชว์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บีตอิเล็กทรอนิกส์เร้าอารมณ์ค่อยๆ พุ่งถึงขีดสุด ผสานกับความเกรี้ยวกราดของกีตาร์และเบสที่กระชากจังหวะได้มันในอารมณ์เสียเหลือเกิน

พาร์ตหลังของโชว์ซาวด์ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ที่น่าหงุดหงิดใจเมื่อเราเดินลงมาอยู่ด้านล่าง (หรือแม้แต่สแตนด์ยกระดับด้านข้าง) ก็คือ ‘เสียงสะท้อน’ ที่เกินจะรับไหว มันสะท้อนจนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเสียงที่แท้จริงเป็นเช่นไร โดยเฉพาะพาร์ตของ Jamie ที่เราต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวในการฟัง

แถมเมื่อลงมาข้างล่าง สมาธิเราก็กระเจิดกระเจิงจากเสียงพูดคุยที่รายล้อม พูดคุยกันเหมือนไม่ได้เจอกันมาสิบยี่สิบปี เฮฮาปาร์ตี้เหมือนมาดูคอนเสิร์ต EDM เรากลับมาโฟกัสบนเวทีอีกครั้งเมื่ออินโทรอีกหนึ่งเพลงฮิตอย่าง “Shelter” ดังขึ้น กับการเพิ่มความหนักหน่วงลงไปมากขึ้นจากเวอร์ชั่นที่เราฟังในซีดี ยิ่งเมื่อ Jamie สาดใส่บีตอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องก็ทำให้บรรยากาศยิ่งคึกคัก ทุกคนในฮอลล์เต้นรำโยกย้ายร่างกายกันอย่างสุดเหวี่ยง ก่อนจะตัดฉับเข้าสู่ On Hold” ที่ทุกคนรอคอย รวมถึงAngels” เพลงปิดโชว์ที่งดงามและหม่นเศร้าในคราเดียวกัน

จากที่ได้ยินมาว่า The xx เป็นวงที่มีเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่เท่ ดีพ ดิ่ง เมื่อคืนเรากลับได้เห็นอีกมุมหนึ่งของพวกเขาในการเป็นนักเอนเตอร์เทนคนดูอยู่พอประมาณ ทั้งการพูดทักทายแฟนเพลงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส การปล่อยให้ผู้ชมร้องตามในท่อนฮิตๆ ของเพลง มีเพลงหนึ่งในโชว์ที่ดูเหมือนว่าจะมีข้อผิดพลาด พวกเขาก็ขอเล่นใหม่ด้วยท่าทีที่ไม่หงุดหงิดแต่อย่างใด เรียกรอยยิ้มจากเหล่าสาวกได้ตลอดโชว์อย่างแท้จริง

มนต์เสน่ห์ของ The xx คงต้องยกให้การนำเสนอบทเพลงด้วยการสลับกันร้องของ Romy และ Oliver ในขณะที่พาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ของ Jamie ที่เราขอเรียกเขาว่าอัจฉริยะ ด้วยสไตล์อันโดดเด่นไม่ซ้ำใคร หาคนเลียนแบบได้ยาก รวมถึงเรื่องไดนามิกของเพลงที่เข้าขั้นเลอเลิศ หรือแม้แต่บางเพลงที่เรายังแอบนึกว่าพวกเขาใช้เมโทรนอมในการกำหนดจังหวะหรือไม่ ด้วยมูฟเม้นท์ที่สดเอามากๆ ตามอารมณ์และบรรยากาศของเพลงแท้ๆ แม้ว่าระบบเสียงของงานเมื่อคืนอาจจะเรียกได้ว่าไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เบสที่บวมจนพื้นสั่น ย่านแหลมแทบไม่มีบทบาทเด่น จนทำให้ความกลมกล่อมของตัวเพลงและโชว์ขาดหายไป ซึ่งเข้าใจว่าสถานที่จัดงานน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้กลุ่มแฟนเพลงที่อยู่ตามจุดอื่นที่เราไม่ได้เดินไปอาจได้ยินซาวด์ไปอีกแบบก็ได้ ส่วนสำหรับระบบแสงถือว่าดีงามอยู่ แม้ว่าภาพที่เราคิดไว้ก่อนไปชมจะเป็นอีกภาพหนึ่งที่ค่อนข้างดาร์กกว่านี้ก็ตาม

แต่อีกประเด็นที่ทำให้เสน่ห์ของ The xx Live in Bangkok” ลดน้อยถอยลงก็คือ “วัฒนธรรมการชมคอนเสิร์ตของคนไทย” อย่างแท้จริง The xx คือวงที่มีความละเมียดละไมซ่อนอยู่ภายใต้บรรยากาศของแต่ละบทเพลง แน่นอนว่าสิ่งที่ควรจะเป็นคือการตั้งใจรับฟังแมสเสจทั้งในด้านเนื้อหาและดนตรีที่ทางวงพยายามจะสื่อออกมา แต่สิ่งที่เรามองเห็นกลับเป็นการยืนพูดคุยกันแบบไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจผู้อื่น โดยเฉพาะเพลงช้าที่เต็มไปด้วยสเปซ ความนิ่งงันของเมโลดี้ น้ำเสียงของ Romy และ Oliver ทั้งหมดกลับถูกกลบด้วยเสียงคุยโม้โอ้อวดกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าอยากเปลี่ยนสถานที่ดื่มเหล้าและได้เช็กอินลงโซเชียลในคอนเสิร์ตเก๋ๆ เพียงเท่านั้น

มาถึงจุดนี้บอกตามตรงว่าเราแทบจะสิ้นหวังกับการเดินทางมาชมคอนเสิร์ตของคนไทย “บางกลุ่ม” เสียแล้ว อย่างกรณีที่ผู้เขียนพบเจอกับตัวเองก็คือเพลงสุดท้ายอย่าง “Angels” ซึ่งมีกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหลังคุยกันตลอดทั้งเพลง แต่เมื่อเพลงจบกลับปรบมือกรี๊ดกร๊าด เสมือนว่าประทับใจกับความหมายของเพลงที่วงนำเสนอออกมาเหลือเกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจและเศร้าใจยิ่งนัก

แม้ว่าความสมบูรณ์แบบจะไม่เกิดขึ้นกับ The xx Live in Bangkok” ทว่าสิ่งที่เราเห็นบนเวทีคือความสุขที่ 3 สมาชิกวง The xx ส่งต่อมายังผู้ชมทุกคนในฮอลล์ พวกเขาเต็มที่กับทุกเพลง ทุกเมโลดี้ ทุกตัวโน้ต ต้องยอมรับว่า The xx เติบโตขึ้นเรื่อยๆ บนถนนสายนี้ และมีแนวโน้มว่าจะก้าวเดินต่อไปด้วยความแข็งแกร่ง ในเส้นทางของพวกเขาเอง และหวังว่าสักวัน เราและแฟนเพลงชาวไทยจะได้พบกับพวกคุณอีกครั้ง… I’ll see you soon.

 

Story by: Chanon B.
Photos by: VIJI CORP