(รีวิว) เสพย์สุ้มเสียงจากเชียงใหม่ใน “Minimal Life in Bangkok 2018”

(รีวิว) เสพย์สุ้มเสียงจากเชียงใหม่ใน “Minimal Life in Bangkok 2018”
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

“ประเทศไทยไม่เคยไร้วงดนตรีดีๆ จากเชียงใหม่” นี่คือคำกล่าวที่ไม่เกินจริงแต่อย่างใด

เพราะที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ได้ผลิตศิลปินฝีมือเยี่ยมมาประดับวงการเพลงบ้านเรามากมาย ที่คุ้นเคยกันดีก็มีทั้ง Polycat, ETC., 60 Miles, Mild, Nap A Lean, จุ๋ยส์ จุ๋ยส์ หรือแม้แต่วงในยุคก่อนที่หายหน้าหายตาไปนานอย่าง Acappella7 หรือ Hum ก็มีถิ่นกำเนิดจากจังหวัดดังกล่าวเช่นกัน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวงดนตรีที่เรากล่าวถึงข้างต้นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในตลาดเพลงกระแสหลัก หรือหากเป็นศิลปินอินดี้ก็ค่อนข้างมีคนรู้จักในวงกว้าง ทว่าในซอกหลืบแห่งท่วงทำนอง ก็ยังมีกลุ่มคนดนตรี หรืออาจจะใช้คำว่า “ค่ายเพลง” จากจังหวัดเชียงใหม่ที่ตั้งอกตั้งใจทำเพลงนอกกระแสอย่างเต็มตัวในนาม Minimal Records

กว่า 10 ปีที่ชาวมินิมอลยืนหยัดทำเพลงในสไตล์ที่พวกเขาหลงรัก หลากหลาย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในวงกว้างอย่างที่หลายคนทราบ แต่ระยะเวลาก็เป็นสุดยอดเครื่องพิสูจน์ว่า พื้นที่ของพวกเขายังคงมีอยู่ และค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย

และเนื่องในโอกาสอันประจวบเหมาะ แก๊ง Minimal Records จำนวน 7 วงดนตรี จึงชักชวนกันเดินทางด้วยรถทัวร์จำนวน 2 คัน มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของประเทศไทยอย่าง กรุงเทพมหานคร เพื่อถ่ายทอดสุ้มเสียงอันแสนมีเสน่ห์ที่หลายคนเรียกกันจนติดปากว่า “เชียงใหม่ซาวด์” ให้ชาวกรุงเทพฯ ได้เสพย์กันอย่างเต็มอิ่ม กับคอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า Minimal Life in Bangkok 2018 ซึ่งจัดโดย ฤทธิ์เฮด นั่นเอง

แม้ว่าค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ณ Voice Space ถ.วิภาวดีรังสิต อาจจะมีบรรยากาศไม่คึกคักนักเมื่อเทียบกับงานคอนเสิร์ตก่อนๆ ที่เคยใช้สถานที่แห่งนี้จัดแสดง แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ฮอลล์ กลับพบกับความรู้สึกบางอย่างที่อาจจะใช้ตัวอักษรอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก มันอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้ที่มาชมคอนเสิร์ต คำกล่าวทักทายต่างๆ นานาที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกในทันทีว่า คืนนี้ต้อง “ม่วนใจ๋” เป็นแน่แท้

7 ศิลปินที่เดินทางมาแสดงสดในงานนี้ มีถึง 6 วงที่ผู้เขียนไม่เคยดูพวกเขาเล่นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น VEGA, อินธนูและพู่ถุงเท้า, มัชฌิมา, The Bandit Boy, Migrate to the Ocean และ สภาพสุภาพ มีเพียง Solitude Is Bliss เพียงวงเดียวเท่านั้นที่เราเคยลิ้มรสความมันกับพวกเขามาหลายครั้งหลายคราแล้ว เอาเป็นว่า ไล่เรียงกันไปทีละวงเลยก็แล้วกัน

VEGA

VEGA

น้องใหม่ล่าสุดของค่าย Minimal Records โชว์ดี แทบไม่มีอาการตื่นเวทีให้เห็น ซาวด์ไซคิเดลิกร็อคที่ไม่หนักมาก ผสมผสานกับซินธ์ลอยๆ ถือเป็นการวอร์มเครื่องของเหล่าผู้ชมได้เป็นอย่างดี เพลงที่คุ้นหูกันพอควรอย่าง “ระบำ” และ “เคมี” ชวนให้ผู้คนด้านล่างที่อาจยังมีไม่มากนักขยับร่างกายตามกันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และหากเก็บประสบการณ์การเล่นสดไปเรื่อยๆ VEGA ถือเป็นวงที่น่าจับตาเลยล่ะ

อินธนูและพู่ถุงเท้า

 

อินธนูและพู่ถุงเท้า

วงดนตรีที่มีอายุกว่า 7 ปีแล้ว ความเจนจัดบนเวทีไม่ต้องพูดถึง เอาอยู่ตั้งแต่เพลงแรกยันจบโชว์ รวมถึงความหนักแน่นจากซาวด์อินดี้ร็อคในแบบฉบับของพวกเขาก็ค่อยๆ ไต่ระดับเพิ่มมากขึ้น ที่ชอบมากๆ คือการที่บนเวทีมีมือกีตาร์ถึง 3 คน ซึ่งซาวด์ที่ออกมานั้นน่าฟัง ไม่ล้น ไม่ขาด เราได้ฟังหลายๆ แทร็คที่น่าสนใจอย่าง “ย้อนเวลา”, “รู้อยู่” รวมถึงปิดท้ายด้วย “คนที่ลืมทุกอย่าง” ที่คนฟังร้องตามกันสนั่นฮอลล์เลยทีเดียว

มัชฌิมา

 

มัชฌิมา

เพิ่มความร้อนระอุให้กับงาน Minimal Life in Bangkok 2018 ด้วยวง มัชฌิมา (Mat Chi Maa) กับดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคที่ให้กลิ่นอายกรันจ์ เมทัล โกธิค อีกทั้งเสียงร้องของนักร้องนำอย่าง โอชิน-สาริสา ธรรมลังกา นั้นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ทั้งแหบ แผดสูง เสียงที่เปล่งออกมาจากจิตวิญญาณราวกับบทสวด (จนบางทีนึกถึง อรอรีย์ เวอร์ชั่นดาร์กกว่า) กับบทเพลงอย่าง “ความรัก ความรู้ ความตาย”, “ใบไม้วิเศษ”, “ไม่มีวันธรรมดา” ที่ทำเอาหลายคนตกอยู่ในภวังค์แห่งความหม่นมืดไปชั่วขณะ

The Bandit Boy

 

The Bandit Boy & นะ Polycat

และแล้วสังเวียนอีโมก็ปะทุความมันขึ้น 4 หนุ่ม The Bandit Boy มาพร้อมเสียงว้ากสูงแหลม สะใจดีแท้ เป็นวงที่โดดเด้งออกมาจากเพื่อนร่วมค่ายอยู่พอสมควร แม้ว่าช่วงแรกจะออกอาการตื่นเต้นกันพอสมควร แต่พอผ่านไปสักพัก พร้อมกับแต่ละเพลงที่ค่อยๆ จบลงไปอย่าง “สิ่งเลวร้าย”, “หมื่นล้านคำคม”, “ย้อนเวลา”, “รางวัล” พวกเขาก็เริ่มเข้าที่ จนท้ายที่สุด นุ๊ก-ปิติพงษ์ จิตร์ภักดี นักร้องนำของวงก็ขอลงมามอชพิทกับเหล่าสาวกด้านล่าง เรียกได้ว่าถ้าเล่นกลางแจ้งก็มีฝุ่นตลบกันบ้างล่ะ

Migrate to the Ocean

 

Migrate to the Ocean & ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า

พี่ใหญ่ของค่ายที่มาพร้อมความลุ่มลึกในด้านเนื้อหา แต่พาร์ตดนตรีที่พวกเขาให้คำนิยามว่า “คอมเมดี้ ร็อค” สาดความอัลเทอร์เนทีฟแบบเต็มขั้น ยิ่งลีลาบนเวทีของฟร้อนต์แมนอย่าง ปรัชญา คัมภิรานนท์ ยิ่งทำให้โชว์ของวงดนตรีวงนี้กะพริบตาไม่ได้แม้สักวินาทีเดียว “ไฟ”, “อีกา”, “อากาศยาน”, “เหตุผลที่ทุกคนสวดมนต์” ทำให้เหล่าสาวกได้ฟินกันถ้วนหน้า เพราะเอาเข้าจริงแทบจะหาโอกาสชม Migrate to the Ocean เล่นสดได้ไม่ง่ายนัก

สภาพสุภาพ

สภาพสุภาพ

อีกหนึ่งวงอินดี้ที่มาแรงทีเดียว แม้ว่าดีกรีความแรงของซาวด์จะไม่หนักเท่าวงก่อนๆ หน้า ทว่า สภาพสุภาพ ก็จัดเต็มบรรยากาศที่ทำให้คนฟังอินไปตามบทเพลงของพวกเขาได้ กับกลิ่นอายของดนตรีโพสต์ร็อคที่เจือจางอยู่ ไม่ว่าจะเป็น “จม”, “ภาพสะท้อน”, “ร่องรอยที่ล่องลอย” หรือแม้แต่เพลงปิดโชว์อย่าง “เราเอง” ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟของพวกเขามีความละเมียดละไม และดูเหมือนว่าจะมีเสียงชื่นชมกับประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นที่ต่อยอดไปสู่การแสดงสดที่แข็งแกร่งขึ้นนั่นเอง

Solitude Is Bliss

 

Solitude Is Bliss & ปุ้ย Bomb at Track

คงไม่ต้องสาธยายให้มากความสำหรับวงนี้ นี่คือวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของค่าย Minimal Records มวลพลังงานบนเวที รวมถึงอารมณ์ที่สื่อลงมาถึงคนดูนั้นจับต้องได้หมดเลย พวกเขานำเพลงที่คุ้นหูกันดีมาเล่นให้ฟังอย่างต่อเนื่องทั้ง “Rich Man’s War Poor Man’s Blood”, “สตรี”, “กระดาษ”, “Don’t Expect Me” หรือแม้แต่เพลงพิเศษอย่าง “ห้องสุดท้าย” ที่คัฟเวอร์เพลงของ เอ้-รงค์ สุภารัตน์ ซึ่งเป็นชาวเหนือเช่นกัน, เพลงใหม่ที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อนที่มีชื่อว่า “เพียงสิ่งเดียว” ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลงดัง “Vintage Pic” ที่เสียงร้องตามจากคนดูกระหึ่ม Voice Space เลยทีเดียว

 

(กลาง) สุเมธ ยอดแก้ว หัวเรือใหญ่ค่าย Minimal Records

สิ่งที่ชอบมากๆ ในคอนเสิร์ต Minimal Life in Bangkok ก็คือ “ความสดใหม่” ของกลุ่มคนดนตรีจากเชียงใหม่กลุ่มนี้ ทุกสุ้มเสียงเราสัมผัสได้ถึงความรักที่มีต่อเสียงดนตรี ในแนวทางของแต่ละวง ไม่ต้องอิงกระแส ไม่ต้องตามตลาด เพียงทำในสิ่งที่พวกเขาหลงใหล และที่สำคัญ มีคนที่ชื่นชอบในสิ่งที่วงดนตรีเหล่านี้สร้างสรรค์ออกมาไม่น้อย

โปรดักชั่นก็ดีงามไม่น้อยไปกว่ากัน การเลื่อนเวทีมาอยู่กลางฮอลล์ ทิ้งสเปซด้านหลังไว้เล่นกับระบบแสงได้อย่างน่าทึ่งแม้จะเป็นงานสเกลกลางๆ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก สิ่งนี้เราขอปรบมือให้ดังๆ กับไอเดียสุดสร้างสรรค์นี้ ส่วนในด้านระบบเสียงก็เข้าขั้นดี แม้จะมีบางช่วงที่เสียงเบสค่อนข้างบวม แต่เข้าใจว่าเนื่องด้วยปัจจัยของพื้นที่อาจส่งผลกับประเด็นนี้ก็เป็นได้

 

Solitude Is Bliss & พัด Zweed n' Roll

อีกหนึ่งอย่างที่สร้างความประทับใจได้สุดๆ ก็คือเหล่าบรรดาตัวละคร “ลับ” เชิญ (ทั้งที่มีและไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคเหนือ) ที่สร้างเซอร์ไพรส์ได้มากทีเดียว ทั้ง มีน-ปารินทร์ โฆรวิส นักร้องนำวง Moving and Cut ที่มาเป็นแขกรับเชิญให้วงอินธนูและพู่ถุงเท้า, นะ-รัตน จันทร์ประสิทธ์ แห่งวง Polycat กับคอสตูมชาวเขา และการขึ้นมาแผดเสียงแห่งชาวร็อคกับ The Bandit Boy, ตุล ไวฑูรเกียรติ มาร่ายกวีบทเวทีในเพลง “อีกา” ของ Migrate to the Ocean ได้อย่างสะอารมณ์ รวมถึง ปิ๊ก เจ้าของเพจ ภาพละเพลง ที่มาร่วมทฟีทเจอริ่งในเพลง “คนนอก” และ เจน-เจนศักดิ์ดา จาระณะ นักร้องนำวง Electric Neon Lamp ซึ่งขึ้นมาแจมเพลง “เหตุผลที่คนสวดมนต์” ด้วยการยืนพนมมือเพียงอย่างเดียว!, มือเบสจาก Polycat อย่าง เพียว วาตานาเบะ ก็ขึ้นมาร่วมเล่นดนตรีกับเพื่อนสมัยประถมอย่างวง สภาพสุภาพ ปิดท้ายด้วย พัด-สุทธิภัทร สุทธิวาณิช นักร้องนำวง Zweed N’ Roll กับการแจมเพลง “Lost in Jane” ของ Solitude Is Bliss ได้ไพเราะเอามากๆ, ปุ้ย-ปราชญานนท์ ยุ้งกลาง มือกีตาร์วง Bomb at Track ก็ขอเปลี่ยนบทบาทมาร้องเพลงสุดเศร้าอย่าง 4.00 A.M. ก่อนที่เพื่อนซี้อย่าง เต้-วงศกร เตมายัง จะขึ้นมาเดือดกับการที่ Solitude Is Bliss คัฟเวอร์เพลง “อำนาจเจริญ” ของ Bomb at Track อีกด้วย

 

Solitude Is Bliss & เต้ และ ปุ้ย Bomb at Track

ทว่าสิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมในรายละเอียดก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการตรวจตราความปลอดภัยก่อนเข้างานที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือการตรวจกระเป๋าใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนมองว่าจุดนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับการจัดคอนเสิร์ตสักหนึ่งงานเลยทีเดียว

แต่ท้ายที่สุดแล้ว Minimal Life in Bangkok 2018 ก็ได้เปิดโลกทัศน์ในจักรวาลแห่งดนตรีว่า ยังมีศิลปินอีกมากมายที่รอคอยโอกาสและพื้นที่ในการแสดงฝีมือ ไม่แน่ว่าเมื่อดูจบ คุณอาจตัดสินใจก้าวเข้าไปเป็นแฟนเพลงของพวกเขาในทันทีเลยก็ได้

และที่สำคัญ “ประเทศไทยไม่เคยไร้วงดนตรีดีๆ จากเชียงใหม่” มันคือเรื่องจริง

 

Story & photos by: Chanon B.