(สัมภาษณ์) เพลงโปรดเพลงเก่าในโลกดนตรีใบใหม่ของ เชน ธนา

(สัมภาษณ์) เพลงโปรดเพลงเก่าในโลกดนตรีใบใหม่ของ เชน ธนา
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากมุ่งหน้าไปสายธุรกิจ และห่างหายไปจากวงการเพลงอยู่ 3 ปี ในที่สุด เชน ธนา ก็กลับมากับซิงเกิลใหม่ “ลืมไปหรือเปล่า” และ “ยอม” ที่จะว่าใหม่ก็ไม่ใหม่นัก เพราะเป็นผลงานคัฟเวอร์ที่คนไทยคุ้นหูกันมานานหลายปี แต่แม้ว่าจะเป็นเพลงคัฟเวอร์ การทำงานก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พวกเราคิด การกลับมาในครั้งนี้ของ เชน ธนา จะแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ อย่างไร เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง หนุ่มเชนเล่าให้ Sanook Music ฟังอย่างเป็นกันเอง พร้อมรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกได้ว่า แม้มันจะไม่ง่าย แต่เขาก็มีความสุขกับการทำเพลงให้แฟนๆ ได้ฟังในครั้งนี้มากจริงๆ

 

กลับมาทำเพลงใหม่ในรอบ 3 ปี

เชน ธนา : หลังจากที่ผมทำธุรกิจส่วนตัวมาสักพัก ก็เริ่มจัดสรรให้มีบอร์ดผู้บริหาร และทีมงานมาดูแลงานในส่วนต่างๆ ได้เรียบร้อยมากขึ้น เมื่องานเบาลง ไม่ต้องลงไปทำเองทุกอย่าง ผมเลยมีเวลาว่างมากขึ้น เริ่มทำงานอดิเรกอย่าง หัดถ่ายรูป ซื้อกล้องถ่ายรูป ต่อโมเดลต่างๆ นานา จนกระทั่งรู้สึกว่า มันว่างมากจริงๆ (หัวเราะ) เลยมีโอกาสได้ไปร่วมงานคอนเสิร์ต School Tour กับทาง BEC-Tero เด็กๆ หลายคนยังจำเราได้ ผู้ใหญ่เลยให้โอกาสเรา ชวนเรามาคุย และทำอัลบั้มใหม่ เป็นอัลบั้มพิเศษ เราก็รีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้

 

กลับเข้าห้องอัดอีกครั้ง เหมือนก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่

เชน ธนา : เกร็งมาก ตื่นเต้นมาก เหมือนตัวเองเป็น ‘เฉินหลง’ แล้วต้องกลับมาฟิต มาสู้ใหม่ ต้องมาวิดพื้น เข็นรถ ยกเหล็ก ฟิตร่างกายใหม่ (หัวเราะ) วันที่เข้าไปในห้องอัดวันแรกนี่ปวดหลังเลยนะ รู้สึกกดดัน มือชา เท้าชาไปหมด แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เราเริ่มปรับตัวได้ ก็รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกอีกใบหนึ่ง โลกใบเก่าที่เราอยู่มา 10 ปี เราร้องแต่เพลงแนวเดิมๆ มาตลอด แต่พอเรามาทำเพลงกับที่นี่ (BEC-Tero) สไตล์ของเพลงจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดูโตขึ้น เลยทำให้เรารู้สึกว่า จริงๆ แล้วยังเรียนรู้เรื่องการทำเพลงได้ไม่หมดเลย เราก็เลยตัดสินใจไปเรียนร้องเพลงเพิ่มกับครูก้อย เลยทำให้เรารู้ว่าช่วงเสียงของเราก็ยาวพอสมควร ยาวกว่าที่เราเคยร้องอยู่เป็นประจำ เทคนิคการร้องบางอย่างเราทำได้แต่เรายังไม่เคยได้ใช้ เรียนอยู่เกือบ 6 เดือน แล้วเข้าไปในห้องอัดอีกครั้ง หลังจากที่คราวที่แล้วเข้าไปแล้วปวดหลังมาก (หัวเราะ) สุดท้ายเลยได้เพลง “ลืมไปหรือเปล่า” และเพลง “ยอม” 2 เพลงแรกออกมา

 

chain_tana_3

 

ทำงานกับพี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ของวง Scrubb)

เชน ธนา : ดีมากกกก (ลากเสียงยาว) ผมเป็นแฟน Scrubb อยู่แล้ว พี่ฟั่นถือว่าเป็นสมาชิกวง Scrubb คนที่ 3 เขาเป็นคนที่ทำให้โลกแห่งการฟังเพลงของผมมีความสุข ผมว่าเขาเป็นบุคลากรที่อยู่เพื่อเสียงเพลงจริงๆ วิสัยทัศน์เขาก็ดี เขาจะหลับตาคิดแป๊บหนึ่ง เพื่อหาทำนองที่เหมาะกับเรา อย่างเพลง “ยอม” ถ้าไปแกะจริงๆ มันจะมีหลายจังหวะ ที่เปลี่ยนเพื่อให้มันคล้ายกับตัวผม ปรับเปลี่ยนทำนองให้เหมาะกับเรา ทำเพลงเก่าให้มีความเป็น ‘เชน ธนา’ อยู่ในนั้นได้ ซึ่งมันเป็นการทำเพลงที่ลึกซึ้งกว่าการทำงานที่ผ่านมาของผมมาก เพราะที่ผ่านมาเพลงแต่งเสร็จหมดแล้ว ค่อยเอามาสวมเป็นตัวเรา แต่สำหรับเพลงนี้มันทำขึ้นมาใหม่เพื่อเราโดยเฉพาะ ระหว่างที่ทำเพลงนี้ ร้องเพลงนี้เลยรู้สึกมีความสุข

 

ทำงานกับ BEC-Tero

เชน ธนา : ดีครับ รู้สึกถึงความเป็น international มากขึ้น  เหมือนเรียนแล้วได้ขึ้นมหาวิทยาลัย เราต้องดูแลตัวเอง รับผิดชอบตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่ารอให้คนมาคิดให้เราทุกอย่าง เหมือนมีส่วนร่วมในการทำเพลงมากขึ้น และเมื่อก่อนเราอาจจะคุ้นชินกับทีมงานเดิม โตมาด้วยกัน แต่พอมาเจอกับทีมงานใหม่ เราก็ต้องศึกษากันใหม่ ถ้าถามว่าชินไหม ก็ตอบว่ายังไม่ชินนะ ยังเกรงใจกันอยู่ แต่ผมก็พร้อมที่จะเรียนรู้กับทุกคนไปเรื่อยๆ

 

“ลืมไปหรือเปล่า” และ “ยอม” แทนความในใจจากเชน ธนา สู่แฟนเพลง

เชน ธนา : ทางค่ายเอาลิสต์เพลงเก่าๆ มาให้เราเลือกเป็นร้อยๆ เพลง สัญชาตญาณนักร้องจะสามารถเห็นชื่อเพลงปุ๊บ ท่อนฮุคจะอยู่ในหัวทุกเพลง เราก็นั่งไล่ดูชื่อเพลงไปเรื่อยๆ จนมาเจอเพลง “ลืมไปหรือเปล่า” ท่องฮุคลอยเข้ามาในหัวเลย แล้วเราก็นึกถึงช่วงเวลาที่เราร้องเพลงนี้ต่อหน้าแฟนคลับ มันเหมือนเราได้ถามเขาว่า ‘ยังรักเราเหมือนเดิมไหม เราหายไปตั้งนาน ไปรับผิดชอบตัวเอง ไปดูแลพ่อแม่ แต่วันนี้เรากลับมาร้องเพลงแล้วนะ’ เลยรู้สึกว่าเพลงนี้ความหมายดี เลยเอาเพลงนี้เป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วยเลย

สำหรับเพลง “ยอม” ความหมายก็เหมือนกัน ‘หยุดไม่ได้แล้ว ต้องยอมทำ’ มันมีเหมือนนัยที่ว่า การกลับมาของผมในครั้งนี้ มองอีกมุมหนึ่งมันก็เหมือนเราไม่ควรกลับมานะ (ยิ้ม) ไม่ได้ร้องเพลงมานาน กลับมาอีกทีอาจจะแป้กก็ได้ คนอาจจะถามว่ากลับมาทำไม ตอนที่เราหยุดร้องเพลงไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มันเหมือนเราอยู่ในจุดที่สูง ไปไหนก็มีแฟนคลับรายล้อม ทัวร์คอนเสิร์ตทีไรก็มีแต่เด็กมากันเต็มทุกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้มันก็ท้าทายตัวเอง จากที่คนแน่นๆ จะร้างเลยหรือเปล่า (หัวเราะ) เลยคิดว่าเพลงนี้ความหมายดี ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะสื่อ

 

เพลงเก่า เพื่อแฟนเพลง 2 เจเนอเรชั่น

เชน ธนา : เหตุผลที่เลือกเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ใหม่ เพราะการเลือกเพลงในยุคนั้นขึ้นมา มันสามารถดึงกลุ่มคนฟังในสมัยนั้นได้ แฟนคลับเราส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มคนฟังเพลงยุค ‘90s-2000s พอพวกเขาฟังเพลงนี้ก็จะร้องตามได้ทันที อีกนัยหนึ่งก็สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เคยฟังเพลงพวกนี้เลย เราคิดว่าเพลงความหมายมันดี เลยอยากให้แฟนเพลงใหม่ๆ ได้ฟังด้วย เลยทำให้ความพิเศษของเพลงเหล่านี้ คือคนทั้ง 2 กลุ่มสามารถฟังได้ทั้งคู่ เลยตอบโจทย์ในการทำงานเพลงของผมในครั้งนี้

 

เพลงใหม่ แต่งใหม่ เพื่อถ่ายทอดความเป็น ‘เชน ธนา’

เชน ธนา : นอกจากเพลงคัฟเวอร์แล้ว ยังมีเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นมาใหม่เลยด้วย ตามโปรเจกต์แล้วจะเป็นเพลงสุดท้ายเพลงที่ 6 หลังจากที่เราใช้ 5 เพลงเก่าเรียกแฟนเพลงให้รับทราบการกลับมาของเราแล้ว เราก็จะเปิดโอกาสให้กับเพลงใหม่ของตัวเองอีกที ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นแนวไหน เพราะส่วนใหญ่เพลงสมัยนี้มักจะเป็นแนวอกหัก ซึ่งเราก็คงไม่เหมาะ เพราะทุกวันนี้เราเหมือนเป็นมนุษย์ยิ้ม (หัวเราะ) เรามีแต่เรื่องดีๆ ชีวิตสดใสราบรื่น เราเลยพยายามหาเพลงในแง่บวก แต่ถ้าเพลงมันบวกมาก มันก็จะกลายเป็น ‘เพลงแฟนคลับ’ ซึ่งจริงๆ ผมมองว่าการทำเพลงที่ถ่ายทอดความเป็นตัวเองออกมามันยาก เลยอยากจะใช้เวลากับการทำเพลงนี้ให้มากอีกสักนิด อาจจะสนุก หรืออาจจะแหวกแนวไปเลยก็ได้

 chain_tana_5

 

แนะนำเพลงผ่านบันทึกสารคดี

เชน ธนา : สำหรับมิวสิควิดีโอเราจะทำเหมือนเป็น documentary (บันทึกสารคดี) จะมีช่วงพูด ช่วงโปรยก่อนเข้าเพลงว่า การกลับมาในครั้งนี้มันไม่ได้ง่าย เราไม่ได้เน้นเอ็มวีมากนัก เพราะผมมองว่าปัจจุบันคนก็ไม่ค่อยดูเอ็มวีกันเท่าไร เหมือนอยากฟังตัวเพลงกันมากกว่า แต่คอนเซ็ปต์ที่เกี่ยวกับดวงดาวที่เราใส่ไป เป็นเพราะว่าตอนที่ผมให้สัมภาษณ์ใน documentary จะมีประโยคที่ผมพูดว่า ‘ผมโดนมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป 3 ปี’ จริงๆ ก็คือช่วงที่ไปทำธุรกิจนั่นแหละ (หัวเราะ) แต่จู่ๆ ก็ถูกส่งกลับมาสู่โลกใบเดิมของผมอีกที ต้องกลับมาเตรียมร้องเพลง เตรียมขึ้นเวที เลยเป็นคอนเซ็ปต์ของเพลงแรกขึ้นมา

 

กระแสตอบรับจากแฟนเพลง

เชน ธนา : กระแสตอบรับก็ดีนะ เราเคยคิดเอาไว้เหมือนกันว่ามันอาจจะไม่ดีเลยก็ได้ แต่พอมาดูจริงๆ ก็ได้รับคอมเมนต์มาจากแฟนเพลงเก่าๆ ที่เคยห่างหายกันไปนานแล้ว เขาก็กลับมาฟังเพลงของเราอีกครั้ง เราก็ตามไปส่องเขานะ (Sanook Music : ส่องเฟซบุ๊กแฟนคลับเหรอ) ใช่ๆ ส่องแฟนคลับตัวเอง ว่างมาก (หัวเราะ) แต่ละคนโตขึ้นเยอะ บางคนก็แต่งงานมีลูก เลยรู้สึกอบอุ่นดี อยากจะกลับไปขึ้นคอนเสิร์ต ไปเจอพวกเขาเร็วๆ หลังจากเคลียร์งาน ไปฮันนีมูนที่ต่างประเทศปลายปีนี้ ก็คงจะเริ่มเตรียมรับงานคอนเสิร์ตปีหน้า จริงๆ ก็เริ่มมีงานเข้ามาแล้วแหละ แต่ยังไม่รู้ว่างานแรกจะเริ่มเมื่อไร

 chain_tana_6

 

วงการดนตรีสมัยยุค 2007 VS ยุค 2017

เชน ธนา : ถ้ามองในแง่ผู้บริโภค ผมมองว่ามันก็ดีนะ มันทำให้เราเป็นคนที่รักในเสียงเพลงจริงๆ เมื่อก่อนอาจจะมีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อยอดขาย ยอดซีดี แต่ปัจจุบันหลังจากเรื่องธุรกิจมันถูกดูดหายไปจากวงการเพลง วันนี้มันกลายเป็นศิลปินที่รักในดนตรีจริงๆ ที่จะแต่งเพลงออกมา ทำให้เราได้บริโภคเพลงที่ดีมีคุณภาพ และมีความหมายดีๆ มากขึ้น เทคนิคในการแต่งเพลงสมัยนี้ก็แพรวพราวมาก ผมฟังเพลงยุคนี้ก็ปวดหัวนะ (หัวเราะ) มันมีอินเนอร์มาก ใครที่ฟังเพลงสมัยก่อนบ่อยๆ จะพอเดาท่อนต่อไปได้ว่าจะร้องยังไง คีย์ไหน คอร์ดไหน แต่เด็กสมัยนี้จะร้องแบบหลุดแพทเทิร์นออกไป แต่มันก็แปลกใหม่ดี ทำให้เรายอมรับว่าในยุค 2010s เป็นต้นมา เทรนด์ของเพลงยุคนี้มันเป็นอย่างนี้จริงๆ เสียงสูง เสียงลม ไม่มีหลักการอะไรตายตัว ซึ่งจริงๆ มันก็เพราะดีนะ ทำให้เราได้สัมผัสอะไรใหม่ๆ เด็กสมัยนี้คงฟังแล้วเข้าใจแหละ แต่รุ่นผมนี่ยังพยายามจะกลับไป ‘90s อย่างเดียว (หัวเราะ)

แต่ในมุมมองของศิลปิน ผมมองว่าน้ำหล่อเลี้ยงให้กับบุคลากรในวงการดนตรีมันยากมากขึ้น การมาของ social ทำให้หลายๆ อย่างมันไม่ก่อให้เกิดรายได้ มันเลยต้องเป็นคนที่รักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเอง หรือนายทุนที่อาจจะต้องมาสนับสนุนศิลปินกันอีกที หลายๆ ค่ายเพลง แม้กระทั่งค่ายเก่าของผมยังต้องทำเอ็มวีกันเองเลยนะ เพลงหนึ่งก็ต้องเก็บ 4-5 แสน เลยเข้าใจว่าเพราะมันเป็นแบบนี้เลยอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าศิลปินคนไหนรอดมาได้ ก็แปลว่าเขารักในดนตรีจริงๆ ผู้บริโภคก็จะได้ผลประโยชน์ไป

 

ศิลปินเดี่ยว VS ศิลปินกลุ่ม (Nice 2 Meet U)

เชน ธนา : ตอนเป็นศิลปินกลุ่มสนุกกว่า ไม่เหงา แต่พอมาเป็นศิลปินเดี่ยวก็ต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องดูแลตัวเอง ตัดสินใจอะไรต่อมิอะไรเองด้วยตัวคนเดียวมากขึ้น แต่เราก็จัดสรรชีวิตของเราเองได้ง่ายขึ้นด้วย ตอนเป็นวงเราอาจจะต้องรอให้เพื่อนๆ พร้อม เราถึงจะไปต่อได้ แต่พอเป็นคนเดียวเราจะจัดสรรทุกอย่างเองได้ แต่นั่นก็หมายความว่าเราต้องแข็งแรงด้วย ถ้าเราอ่อนแอไม่มั่นคง เราก็อาจจะไม่รอด

แต่ถ้าจะถามถึงการกลับไปร่วมงานกับเพื่อนๆ ในวง Nice 2 Meet U อีกครั้ง ก็น่าจะยากมาก เว้นแต่ว่าค่ายเพลงเก่าจะขออนุญาตรวมตัว ทำโปรเจกต์อะไรกัน แต่ ณ ตอนนี้น่าจะยังไม่ถึงจุดนั้น สมาชิกแต่ละคนกระจัดกระจายหายกันไปหมดแล้ว น่าจะต้องเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ ผู้ใหญ่ให้ความร่วมมือ เป็นตัวการในการรวมพล แบบนั้นถึงจะเป็นไปได้

 

อัลบั้มเดี่ยว อัลบั้มเต็ม ครั้งแรกในชีวิต

เชน ธนา : ฝากอัลบั้มเดี่ยว อัลบั้มแรกในชีวิตของผมด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเขียนขอบคุณถึงทุกๆ คนหลังปกซีดีสักหน่อย (หัวเราะ) ยังไม่เคยเขียนคนเดียวเลย เขียนแต่ตอนทำเพลงกับวง กลางปีหน้าก็จะมีคอนเสิร์ตประมาณ 500 ที่นั่ง ถ้าคิดถึงกันก็อยากจะชวนให้มาพบมาเจอกันครับ