(รีวิว) Dream Theater กับดนตรีเหนือคำพูดและจินตนาการในคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด

(รีวิว) Dream Theater กับดนตรีเหนือคำพูดและจินตนาการในคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

ห่างหายไปนานถึง 5 ปี สำหรับคอนเสิร์ตในประเทศไทยของวงโปรเกรสซีฟร็อก Dream Theater และในปีนี้ โรงละครแห่งความฝันโรงนี้ก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 25 ปีของทัวร์ Images, Words & Beyond 25th Anniversary Tour  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การกลับมาของ Dream Theater และกระแสดนตรีแนวโปรเกรสซีฟร็อกในปี 1992

 

Images, Words & Beyond 25th Anniversary Tour เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเพลง "The Colonel" จาก Two Steps From Hell ก่อนจะพาแฟนเพลงเดินทางเข้าสู่องก์ 1 ของการแสดง ซึ่งล้วนแต่เป็นเพลงจากอัลบั้มในยุคหลังจาก Images & Words ไม่ว่าจะเป็นเพลง "The Dark Eternal Night" จากอัลบั้ม Systematic Chaos ที่พ่อมดคีย์บอร์ดอย่างจอร์แดน รูเดส งัด iPad มาโซโลอย่างเมามัน สมศักดิ์ศรีมือคีย์บอร์ดขั้นเทพ ที่หยิบจับอะไรก็เป็นเพลงได้หมด ตามด้วย "Hell's Kitchen" จาก Falling into Infinity และเพลงใหม่จากอัลบั้มล่าสุดอย่าง Astonishing ได้แก่ "The Gift of Music" และ "Our New World" รวมทั้ง "The Bigger Picture" จากอัลบั้ม Dream Theater และจบองก์แรกด้วย "Breaking All Illusions" จากอัลบั้ม A Dramatic Turn of Events

สำหรับไฮไลท์ขององก์นี้อยู่ที่จอห์น เมียง มือเบส ที่คัฟเวอร์เพลง "Portrait of Tracy" ผลงานเดี่ยวชุดแรกของจาโก พาสโตริอุส มือเบสแจ๊สชาวอเมริกัน และเซอร์ไพรส์ในเพลง "As I Am" จากอัลบั้ม Train of Thought ด้วยการเล่นเพลง "Enter Sandman" ของ Metallica เรียกเสียงเฮจากแฟนเพลงที่ตั้งหน้าตั้งตากระโดดกันสุดเหวี่ยง

 

หลังจากอุ่นเครื่องกันนาน 1 ชม. ในองก์แรก ก็ได้เวลาพักครึ่ง 20 นาที ก่อนที่ Dream Theater จะปลุกผู้ชมอีกครั้งเพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในองก์ที่ 2 หรือ Images & Words ด้วย Intro ชื่อว่า “Happy New Year 1992 - Intro Tape” ที่หยิบเอาบางส่วนของเพลงดังในปี 1992 เช่น เพลงเด่นของวงกรันจ์ในตำนานอย่าง Nirvana, Alice In Chains และ Pearl Jam เพื่อแสดงความเป็นมาของอัลบั้ม Images & Words ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเพลงดังเหล่านี้ แต่กลับมีความแตกต่าง และกลับมาโด่งดังอีกครั้งด้วยเพลง "Pull Me Under" ซึ่งส่งให้อัลบั้ม Images & Words กลายเป็น 1 ใน 100 สุดยอดอัลบั้มเมทัลร็อกตลอดกาลในที่สุด

 

สำหรับองก์ 2 นอกจากจะเล่นเพลงตามลำดับในอัลบั้ม Images & Words แล้ว เหล่าสมาชิกในวงยังผลัดเปลี่ยนกันโซโลในเพลงต่างๆ ทั้งการโซโลกีตาร์ของจอห์น เปตรุชชี ในเพลง "Take the Time" ซึ่งเจ้าตัวก็แอบเติมเพลง "Glasgow Kiss" ผลงานเดี่ยวของตัวเอง เป็นของแถมแบบเซอร์ไพรส์อีก 2 ท่อน ตามด้วยฝีมือโซโลกลองของไมค์ แมนจินี ในเพลง "Metropolis Pt. 1: The Miracle and the Sleeper" และการโซโลคีย์บอร์ดโดยจอร์แดน รูเดซ ในเพลงช้าที่มีซาวนด์ลึกลับน่าค้นหาอย่าง "Wait for Sleep" และต่อเนื่องเข้าสู่เพลงสุดท้ายของอัลบั้มคือ "Learning to Live"

 

สำหรับช่วงอังกอร์ตามธรรมเนียม ครั้งนี้ Dream Theater ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนาน เพราะหลังจากพักเบรกสักครู่ พวกเขาก็กลับมาพร้อมกับ "A Change of Seasons" ทั้ง 7 ซีน ความยาวราวครึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นเพลงที่ทางวงตั้งใจจะใส่ในอัลบั้ม Images & Words แต่กลับถูกปล่อยเป็น EP หรือ Extended Play แทน และเพลงนี้ก็ถือเป็นการปิดม่านของ Images, Words & Beyond 25th Anniversary Tour อย่างงดงาม

 

แม้ว่าโปรดักชันของคอนเสิร์ตจะไม่ได้เล่นใหญ่อลังการเหมือนคอนเสิร์ตของนักร้องรุ่นใหม่ แต่คุณภาพและความงามของเพลง จังหวะไฟสปอตไลท์ที่กลมกลืนไปกับเพลงอย่างลงตัว รวมทั้งความสามารถของทั้งวง ก็มากพอที่จะทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองที่น่าประทับใจครั้งหนึ่งของ Dream Theater นอกจากนี้ ความเป็นมืออาชีพของวงก็ถือว่าน่าชื่นชมมาก โดยเฉพาะความตรงเวลาตั้งแต่เริ่มเล่น พักครึ่ง ไปจนถึงตอนจบ

การกลับมาของ Dream Theater และอัลบั้ม Images & Words ในคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดนี้ ไม่ใช่แค่การกลับมาเล่นเพลงเก่า แต่เป็นการแสดงผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมที่เหนือจินตนาการและการอธิบายเป็นคำพูด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดอัลบั้ม Images & Words จึงสามารถเติบโตและฝ่ากระแสเพลงดังอื่นๆ ในยุคนั้นจนกลายเป็น 1 ใน 100 อัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลได้