โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ กับชีวิต 15 ปีในวงการเพลง! ที่เหมือนกับการชกมวย

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ กับชีวิต 15 ปีในวงการเพลง! ที่เหมือนกับการชกมวย
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่เปิดตัวในฐานะสมาชิกวง B5 ไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว นักร้องนักดนตรีมากความสามารถอย่าง โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้ทำผลงานเพลงเดี่ยวออกมามากมายและได้มีโอกาสลุยตลาดเพลงต่างประเทศ รวมถึงได้เริ่มบทบาทนักแสดงและพิธีกรอีกด้วย 

และนอกจากบทบาทใหม่ๆแล้ว เขาก็ยังคงทำอัลบั้มเพลงใหม่และได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่อย่างเพลง "เวลาของเรา" ออกมาให้แฟนเพลงได้ชมกันด้วย และเขาก็ได้มาเยี่ยมทีมงาน Sanook! Music เพื่อเล่าถึงผลงานเพลงใหม่และอัพเดทเรื่องการกลับมาทำงานเพลงหลังห่างหายไประยะหนึ่งด้วย 

 คลิกชมคลิปร้องเพลง เวลาของเรา - โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ได้ที่นี่

 

กลับมาคราวนี้คุณมากับเพลง "เวลาของเรา" เพลงนี้มีที่มาอย่างไร

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ 5 จากอัลบั้มใหม่ ก็เป็นเพลงที่ผมรักที่สุด เป็นเพลงแรกที่ผมทำเสร็จของอัลบั้มชุดนี้ เสร็จก่อนเพลง สักวันคงได้เจอ ที่ปล่อยออกมา เพลงนี้มันพูดถึงการได้อยู่กับคนที่อยากอยู่ด้วย คือโลกเดี๋ยวนี้เวลาและทุกอย่างไปเร็ว เวลาอยู่นิ่งๆบางทีก็แทบไม่มี บางทีขอเวลานิดหน่อยก็ไม่ได้ แต่ก็จะมีความขี้เล่นว่าการอยู่ด้วยกัน จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้ชวนคิดลึกนิดหน่อย เป็นเพลงรักแง่บวกที่มีเนื้อหากรุ้มกริ่มนิดหน่อยที่ผมไม่เคยมี ปกติจะเป็นเพลงเรียบร้อยหน่อยๆแต่อันนี้เจ้าเล่ห์นิดหน่อย

 

ตั้งใจแต่งเพลงนี้ใครหรือเปล่า

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ไม่มีครับ ผมว่ามันเป็นเพลงของทุกคน ผมรู้สึกว่าเพลงนี้ขี้เล่นมากที่สุดที่เคยทำ ส่วนใหญ่ที่เคยทำมันจะรักเลยตรงๆ แต่เพลงนี้กรุ้มกริ่มนิดหน่อย แบบอยู่กับเราไม่มีอะไรหรอกนะ (หัวเราะ)

 

ทำไมถึงใช้เวลานานกว่าจะปล่อยเพลงนี้ออกมา

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ด้วยความที่การวางเพลงโปรโมตมันมีหลายรูปแบบ มันจะแตกต่างกัน บางเพลงก็มีหน้าที่ของมัน อย่างเพลงนี้ก็มาเป็นเพลงที่ 5 เพราะมันเป็นตัวผมชัดเจน เพลงก่อนหน้านี้อย่าง รักจริงๆ ปรากฏการณ์ สักวันคงได้พบเจอ ก็จะมีเปียโน แต่ไม่ชัดเจน  อย่างเพลง รักเธอ จะมีเปียโนทั้งเพลง ส่วนเพลงนี้จะเป็นเปียโนชัดเจนทั้งเพลงเลยครับ

 

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณเปลี่ยนแนวในช่วงแรกที่ทำอัลบั้มนี้

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : คือด้วยที่สีมันชัดมาก คนก็รู้เลยว่าเพลงของเราจะมีไลน์แบบไหน ดนตรีขึ้นตรงไหน เราเลยมองว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นเปียโนตลอดอย่างเพลง ปรากฏการณ์ หรือเพลง สักวันคงได้พบเจอ ที่มีเปียโนช่วงแรกๆ แล้วกลายเป็นดนตรีจากวงแทน มันไม่จำเป็นว่าเปียโนต้องเด่นตลอดครับ

 

 

กลับมาคราวนี้ คุณได้แสดงมิวสิควีดีโอเพลงเองด้วย ทำไมถึงตัดสินใจแสดงเอง

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : อยู่ในวงการหลายปีขอเล่นเองบ้างครับ (หัวเราะ) คือปีที่แล้วเล่นเอ็มวีเพลง ปรากฏการณ์ เล่นละครเวที ก็สนุกดีเพราะคนไม่เคยเห็นเราแบบนี้ คือสมัยก่อนเราเล่นดนตรีอย่างเดียวเพราะอยากให้ภาพนักดนตรีมันชัด แต่ตอนนี้มันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว คือไม่ต้องอยู่กับเปียโนคนก็รู้ว่าเป็นนักเปียโนแล้ว ก็เลยทำให้เราสามารถลองทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง แบบไปแสดงไปเป็นพิธีกร แต่จุดยืนหลักก็เป็นนักดนตรีครับ

 

เรื่องราวในเอ็มวีนี้พูดถึงอะไร

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ก็เป็นชีวิตคนทำงานที่ไม่มีเวลาให้คนรัก แต่ก็จะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆน้อยๆที่ทำให้กัน เป็นเรื่องน่ารักของคู่รัก ก็มีบทที่เป็นผมนักดนตรี และ หนุ่มชื่อโตมรเฉิ่มๆ ที่มีแฟนเป็นสาวเปรี้ยวที่หลายคนไม่รู้ว่าคบกันได้อย่างไร แต่โตมรก็จะเป็นหนุ่มที่รักจริง ก็พอถอดแว่นก็กลายเป็นตัวโต๋นักดนตรี เหมือน คลาร์ก เค้นท์ ซุปเปอร์แมนที่ถอดแว่นอะครับ (หัวเราะ) ตอนแรกๆเคยคิดว่าการเล่นเอ็มวีเป็นเรื่องยาก แต่พอเริ่มเล่นไปก็เริ่มมั่นใจและสบายใจขึ้นเรื่อยๆครับ ก็สนุกดีครับ ส่วนน้องแพทนางเอกก็เป็นคนตลกก็ช่วยผมได้เยอะมากครับตอนแสดง

 

กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : เขาก็ชอบเพลงชอบดนตรีกันครับ เขาไม่เคยเห็นผมเล่นแบบนี้ คนก็บอกว่าเหมือนดูหนังสั้นและดูโอปป้ามาก ทั้งๆที่ไม่อยากให้คนคิดแบบนั้น (หัวเราะ) คนชอบกันครับ และก็มีการได้ผู้กำกับที่เคยทำหนัง GDH มาทำ สีและโทนก็วัยรุ่นมาก ที่เราเองก็ไม่ทันเพราะเราไม่ใช่คนทำหนัง มันก็ดูวัยรุ่นครับทั้งแสงและสีครับ

คลิกฟังเพลง เวลาของเรา ได้ที่นี่

 

อัลบั้มเต็มจะออกมาให้แฟนๆได้ชมเมื่อไหร่

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ก็น่าจะต้นปีหน้าครับ และมีเพลงออกมาอีกสักซิงเกิ้ลครับ

 

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ โต๋ ตัดสินใจลองเปลี่ยนการทำงาน อย่างเช่นแนวเพลงใหม่ๆ  ในอัลบั้มนี้

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ทุกอัลบั้มที่ทำออกมาเป็นการจดบันทึกของศิลปิน ในแต่ละช่วงชีวิตครับ เหมือนการทำไดอารี่ว่าตอนนั้นทำอะไรคิดอะไร อัลบั้มนี้ก็อยากลองก้าวออกมาจากโซนปลอดภัย สมัยก่อน เราเล่นเปียโนตลอดเวลา  พอเรากล้าเดินออกมาจากโซนปลอดภัยก็ได้ทำอะไรเยอะ อย่างที่เคยมีเปียโนอย่างเดียวก็มีเปลี่ยนแปลง จากที่เคยแต่งคนเดียวก็มีคนอื่นมาร่วมงานด้วย เป็นโปรดิวเซอร์ต่างประเทศเลยมีดนตรีใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ และลุคใหม่ คือเราหลุดมาจากคอมฟอร์ตโซน แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ครับ

 

ในฐานะที่ทำเพลงเองตลอด การทำงานเพลงสมัยก่อนกับตอนนี้ต่างกันมากไหม

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : มันก็เป็นการเดินทางที่ต่างกัน อย่างสมัยนี้คิดอย่างไร อย่างฟุตบอลการเล่นหลายปีก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้อาจเปลี่ยนก็ได้ เราก็ต้องตามเทรนด์และดูว่าเราทำอะไรได้ที่สามารถรักษาสมดุลตัวเอง อย่างสมัยก่อนการทำงานเดินสายวิทยุเยอะมาก เดี๋ยวนี้มี Live มี Streaming มีเว็บและวิทยุ คือเยอะไปหมด การฟังเพลงก็เปลี่ยน เราก็ต้องหาจุดยืนชัดเจนเพราะมันไม่แมสแล้วเพราะเพลงมีหลายแนว ตลาดก็ถูกแบ่งออกไป เดี๋ยวนี้คำว่าอินดี้ไม่มีแล้วเพราะอินดี้ดังกว่าแมสก็มี เพลงแมสที่อินดี้จ๋าๆก็มี คือเดาไม่ถูกเลย

ผมว่าคนทำเพลงก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด และปักธงว่าดินแดนของเราในวงการอยู่ที่ไหน เพราะตอนนี้เพลงเยอะมากศิลปินเยอะมาก สไตล์เราต้องชัด เพราะคนเก่งเยอะมาก คือคนถามว่าการแต่งเพลงฮิตต้องทำอย่างไร มันเป็นอะไรที่ตอบยากมาก เพราะถ้าผมทำได้ผมคงทำเพลงดังทุกเพลงไปแล้วครับ บางทีนักแต่งเพลงที่เก่งก็ทำเพลงฮิตไม่ได้ เหมือนการแทงม้าที่บางทีวิ่งเข้าเส้นชัยเราก็คุมปัจจัยไม่ได้

สมัยก่อนคือเคยทุ่มสุดตัวเรื่องเพลงที่ทำออกมา แต่ตอนนี้  15 ปีในวงการเพลงมันทำให้เรารู้ว่าการทุ่มสุดตัวที่เพลงเพลงเดียวมันไม่ใช่แล้ว  มันไม่ใช่การพนันที่ทุ่มหมดหน้าตัก คือเราต้องทำเหมือนนักมวย คือชกไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะมีหมัดที่โดน เราก็จะชกไปเรื่อยมันก็จะมีหมัดใหญ่ที่ส่งผลกระเทือนสุดๆ แต่ก็ไม่ควรอยู่เฉยๆเพื่อรอความสำเร็จเพราะมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนของ โต๋ ก็คือการทำเพลงแนวแง่บวกตลอด ทำไมถึงเลือกทำแต่เพลงแนวนี้

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : มันเป็นเรื่องราวที่เราอินอะครับ ผมค่อนข้างมองโลกแง่บวก มองทุกอย่างบวก คือชอบฟังเพลงเศร้าแต่มันไม่อิน เราก็มีเพลงเศร้าแต่มันก็เศร้าในแบบของเรา จะไม่เจ็บปวดฟูมฟาย แต่จะเป็นแนวคิดถึงและหมดหวังเล็กน้อย อย่างเพลง "สักวันคงได้พบเจอ" นี่เป็นเพลงเศร้านะครับ เป็นเพลงของคนที่ไม่มีแฟนแต่ความหวังว่าจะได้เจอ เป็นการปลอบตัวเอง ตอนทำอัลบั้มนี้ก็คุยนานมากเป็นปีกับพี่ โป โปษยานนท์ โปรดิวเซอร์ ว่าเราเศร้าได้แค่ไหน คือเราเศร้าฟูมฟายไม่ได้ คือมีอารมณ์คิดถึง อารมณ์เธอไม่อยู่แล้ว แต่จะไม่แบบ “เธอทำร้ายฉัน ฉันต้องเอาคืน”

คือในตลาดที่การทำเพลงอกหักแล้วมันดัง แต่ถ้ามันไม่ใช่เรามันก็ไม่ควรทำ คือเราปักธง คือหลายคนอาจจะบอกว่าคนทำเพลงอกหักกันเยอะ ทำแล้วดังหมด แต่ถ้าเราเขาทำกันเยอะแล้ว เราอยู่ในจุดที่ทำเพลงแง่บวกคนเดียว แล้วปล่อยให้คนอื่นอีกร้อยคนทำเพลงแบบนั้นไปดีกว่าไหม

คอนเซ็ปต์ของผมในอัลบั้มนี้ก็เป็นการฟีลกู้ด แต่ก็เข้าใจโลกมากขึ้น อาจจะมีลดความมุ๊งมิ๊งจากเพลงรักเธอที่ร้องว่า  “อ่านปากของฉันนะ ว่ารักเธอ” คือมันข้ามมาเป็นเพลง "สักวันคงได้พบเจอ" และมาเพลงบอกรักเลยแบบเพลง “รักจริงๆ” และมาเพลง "เวลาของเรา" ที่ขอให้เขาอยู่กับเรานานๆนะ คือเอาเรื่องที่มันเป็นวุฒิภาวะมากขึ้นมาเล่า แต่ก็ยังอยู่ในร่มของคำว่าฟีลกู้ดครับ

 

ปีนี้คุณได้ร่วมงานกับศิลปินต่างชาติอย่าง DVICIO และการทำเพลงจีนด้วย รู้สึกอย่างไรที่ได้ทำกับศิลปินต่างชาติ

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ก็เป็นโอกาสที่ดีครับ ทำงานกับ DVICIO ก็สนุก ทำเพลงจีนก็เพิ่งกลับมามันก็เป็นความฝันที่เราได้ทำมัน การได้ทำอะไรแบบนี้มันดีเพราะคนไทยมีศักยภาพ แต่เราเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว จากศิลปินต่างชาติ เราก็ควรนำอะไรออกไปให้คนได้ฟังเราบ้าง การได้ไปจีนก็ได้ก้าวออกไปทำอะไรเรื่อยๆ เดี๋ยวจะมีเพลงอื่นๆ และได้ออกไปเรื่อยๆ หลายคนถามมานานตั้งแต่ตอนไปไต้หวันแล้วว่าเมื่อไหร่จะทำออกมา วันนี้ก็ได้ทำจริงๆ ก็เหมือนเป็นศิลปินใหม่อีกครั้ง

 

การทำงานเพลงต่างประเทศ มีความท้าทายอย่างไรบ้าง

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ :  การไปทำงานที่นั่นก็เหนื่อยๆเหงาๆหน่อย สิ่งแวดล้อมก็แปลกใหม่ แนะนำตัวเองใหม่เป็นภาษาจีน การทำงานก็ไม่อุ่นใจเหมือนไทยเพราะทุกคนรู้จักเราหมด การทำงานก็จะลุ้นหน่อยๆ แต่ถ้าเราไม่ก้าวออกไปเราก็จะไม่โต การก้าวไปมันก็ยากอยู่แล้ว มันก็สนุกดีครับ ฟีดแบ็กคนจีนก็ดีมาก ฟังสัมภาษณ์รู้เรื่องทีมงานก็ชมว่าเราภาษาได้ร้องเพลงได้ คือมันยังไม่สมบูรณ์แบบแต่เราก็ตั้งใจและเรียนมา

มันก็ดีครับเพราะทำให้เราได้เผยแพร่ผลงานออกไปให้คนรู้จัก คือไม่ใช่เรารอให้ศิลปินต่างชาติเข้ามาอย่างเดียว จนวงการเพลงไทยค่อยๆหายไป ผมก็อยากให้ทุกค่ายทุกศิลปินลองออกไปกันบ้าง คือมันอาจจะยากแต่มันก็ต้องมีคนทำ เพราะไม่งั้นเราอยู่แคบๆและมีคนเข้ามา อีกอย่างตอนนี้โลกมันแคบเพราะโซเชี่ยล ก็อยากให้ทำกันไปเถอะครับเพราะอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าศิลปินไทยครับ

 

 

คุณเองเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่เล่นเปียโนหลายๆคนในไทยเลย มีคำแนะนำให้คนที่อยากเรียนเปียโนไหม

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ :  คือสำหรับคนที่เล่นดนตรีและเล่นกีฬาคือตั้งใจและมีวินัย มันเป็นวิธีเดียว คือทุกอย่างเร็วหมด มาเร็วไปเร็ว คือขึ้นมายาก และจะอยู่ต่อยาก ต้องซ้อมให้หนักและมีวินัย และก็ต้องพัฒนาและใช้เวลา บางคนฝึกตลอดชีวิตกว่าจะถึงจุดที่เก่งจริงๆและก็ต้องออกไปใช้ชีวิต คือหลายคนมองว่ามันยาก แต่จริงๆมันเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่งั้นมันก็เหมือนการเล่นมาริโอ้ที่วนเรื่อยๆ ในด่านง่าย เล่นแต่อะไรที่เดิมๆมันก็ไม่สนุกครับ

 

นอกจากงานเพลงแล้ว โต๋ก็เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของหลายๆคนด้วย รู้สึกอย่างไรที่ตัวเองเป็นไอดอลของหลายๆคน

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : ก็รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่หลายคนให้เราเป็นไอดอล ที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา คือผมก็เป็นตัวเอง พ่อแม่สอนมา แต่ก็อยากให้น้องๆไม่ต้องยึดผมเป็นต้นแบบมากเกินไป ก็ทำสิ่งที่ตั้งใจให้ดี ที่เราอยากทำ ถ้าเหมือนกันไปหมดมันก็ไม่ดี คืออยากให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เวลาคนมาทักผมเรื่องนี้มันก็ทำให้เราดีใจว่าคนมองเราด้านอื่น เพราะนอกจากการเล่นดนตรีแล้ว เราก็เล่นกีฬาแต่คนไม่มอง ก็รู้สึกดีใจที่เห็นคนว่าเรามีมุมแบบนี้ด้วย คือผมเป็นคนธรรมดาที่มีหลายมุม ความสำเร็จเรามันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ แต่วันหนึ่งเขาก็ต้องสร้างชีวิตและความสำเร็จของตัวเองครับ และเป็นแรงบันดาลใจคนรุ่นหลังต่อไป

 

หลังจากอัลบั้มนี้ออกมา คุณจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ให้ติดตามไหม

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ : คงเป็นปีหน้าครับ เพราะตอนนี้รออัลบั้มเปิดตัว เพราะมีอีกหลายเพลงให้ฟังเลยอยากเก็บเพลงไปก่อน เพราะหายไปนาน และเดี๋ยวมีเพลงจีนอีก ปีหน้าน่าจะได้ชมกัน เพราะทุกคนถามมาผมเองก็อยากเล่นด้วยเพราะหายไปนาน ปีหน้าน่าจะได้เจอกันแน่นอนครับ

และนอกจากเพลง "เวลาของเรา" แล้ว โต๋เองก็มีผลงานเพลง "รอยยิ้มของวันพรุ่งนี้" ที่เขามาพร้อมเพลงฟีลกู้ดที่หลายคนชื่นชอบอีกซิงเกิ้ลด้วย ซึ่งแฟนๆสามารถฟังเพลงนี้และซิงเกิ้ลอื่นๆของ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ได้ที่ JOOX และ Sanook! Music เลยครับ