[Interview] Gnash เปิดใจถึงความดังในไทย และชีวิตหลังเพลงฮิต! "i hate you i love you"

[Interview] Gnash เปิดใจถึงความดังในไทย และชีวิตหลังเพลงฮิต!  "i hate you i love you"
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่ปล่อยผลงานเพลงจาก EP อัลบั้ม u, me, us ที่มีเพลงฮิต "i hate you i love you" ออกมาจนดังไปทั่วโลกแล้ว ล่าสุด Gnash ศิลปินฝีมือดีก็ได้บินมาแสดงคอนเสิร์ต SOUNDBOX presents DNCE featuring Sekai no Owari and Gnash พร้อมขนเพลงฮิตมาโชว์สดๆให้แฟนเพลงได้ชมกันด้วย

 

และนอกจากจะมาแสดงคอนเสิร์ตแล้ว ทางต้นสังกัดของ หนุ่ม Gnash ก็เปิดโอกาสให้สื่อได้พูดคุยเกี่ยวกับผลงานเพลงของเขาอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนอกจากจะเล่าเรื่องงานเพลงแล้ว เขายังพูดถึงเรื่องราวชีวิตประจำวันอย่างเป็นกันเอง และถ่ายรูปกับสื่ออย่างเป็นกันเองสุดๆจนทำให้ทุกคนที่ได้เจอเขานั้นฟินไปตามๆกัน 

 

 

ก่อนหน้าที่คุณจะมาเป็นนักร้อง คุณเป็นดีเจตั้งแต่อายุ 13 ทำไมคุณถึงตัดสินใจลองเป็นดีเจตั้งแต่เด็ก

Gnash : ผมรักดนตรีมากครับ และอยากเเบ่งปันความรักทางดนตรีกับทุกคน อีกอย่างตอนเรียนผมเองเข้าสังคมไม่เก่ง ผมไม่กล้าไปเต้นกับผู้หญิงเท่าไหร่ ผมเลยเป็นดีเจเพราะผมจะได้ไม่ต้องไปเต้นกับใคร แต่ตอนแรกๆมันก็ยากครับ เพราะผมต้องฝึกเองจากการฟังวิทยุ และลองทำตามครับ

 

ชื่อเพลงของคุณมักจะสะกดด้วยตัวพิมพ์เล็กหมด ทำไมคุณตั้งชื่อเพลงด้วยตัวอักษรแบบนี้

Gnash : ผมชอบให้ชื่อเพลงมันบอกทุกอย่างครับ ที่มันเป็นตัวพิมพ์เล็กจริงๆผมไม่ได้คิดอะไรมาก ผมพิมพ์ชื่อเพลงออกไปเลยตรงๆ ไม่ได้คิดว่าต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่อะไร เป็นชื่อเพลงไปเลยตรงๆ การใช้ตัวอักษรแบบนี้ไม่มีอะไรแอบแฝงเลยครับ ผมคิดอะไรออกผมก็พิมพ์หรีอเขียนมันออกไปเลยแบบไม่ปรับแต่งครับ

 

ล่าสุดเพลง “i hate you i love you” ของคุณได้รับการเสนอชื่อเป็นเพลงอกหักแห่งปีด้วย คุณรู้สึกอย่างไร

Gnash : มันเจ๋งดีครับ คือเป็นรางวัลจากทาง Radio Disney มันเป็นการเสนอชื่อที่เจ๋งมาก แถมผมเองได้ของขวัญเป็นบัตรผ่านเข้า DisneyLand จากการเข้าชิงด้วย ดีมากเลยครับ

 

ตอนที่เพลง “i hate you i love you” กลายเป็นเพลงฮิต คุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น

Gnash : ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพลงฮิตจนกระทั่งวันที่มันดังมากจริงๆ มันก็เป็นอะไรที่เจ๋งมาก และผมรุ้สึกขอบคุณมากๆเลยครับ

 

ความดังของเพลง “i hate you i love you” ทำให้การทำงานคุณยากหรือง่ายขึ้นบ้างไหม

Gnash : มันก็มีหลายมุมครับ คือมีทั้งสิ่งที่ยากและง่าย มันก็คือชีวิตอะครับที่มีทั้งเรื่องง่ายและยาก เรื่องเงินและความสำเร็จก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เพราะสิ่งสำคัญก็คือความสุข ผมก็ยังเป็นคนเดิมเป็นตัวของตัวเอง ก็ยังเตือนตัวเองให้หาเวลาพักผ่อนบ้าง และพยายามจะอยู่กับคนที่รักเราและเรามีความสุขที่จะอยู่เคียงข้างเขาครับ

 

 

ความสำเร็จที่ผ่านมา ทำให้คุณรู้สึกกดดันบ้างไหม 

Gnash : ผมว่ามันไม่ได้กดดันนะครับ มันทำให้คนสนใจผมมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรอคอยมาตลอดชีวิต คือผมก็จะทำเพลงต่อไป ทำผลงานที่ทำให้คนมีความสุขมากขึ้น ถ้ามันไม่ฮิตก็ไม่เป็นไร เพราะผมก็ไม่ได้หวังเรื่องนี้มากตั้งแต่ตอนแรกแล้ว

 

นอกจากผลงานเพลงแล้ว ในช่อง YouTube ของคุณก็จะมีคลิปวีดีโอไดอารี่เกี่ยวกับชีวิตด้วย ทำไมคุณถึงทำคลิปเหล่านี้ออกมา 

Gnash : สำหรับผมความรู้สึกมันเป็นสิ่งสำคัญครับ ทุกคนมีมันแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะพูดถึงมัน ผมเลยอยากให้ทุกคนมีพื้นที่ในการแชร์ความรู้สึก คืออยากให้ทุกคนมาฟังเพลงและรู้สึกไปกับเพลง จะได้ปล่อยความรู้สึกไปกับเพลง ส่วนคลิปเรื่องความรู้สึกอันนี้ผมอยากให้คนคิดตาม เพราะอยากให้คนเห็นวิธีการแก้ปัญหาเมื่อเจอเรื่องราวต่างๆ อย่างเขาเห็นว่าผมแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ เขาอาจจะนึกวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตตัวเองได้เมื่อชมคลิปเหล่านี้ และมันทำให้คนได้รู้จักผมด้วย เพราะผมเองก็ไม่ใช้โซเชี่ยลมีเดียบ่อยมากนัก คลิปวีดีโอเหล่านี้ก็เหมือนพื้นที่ที่ทำให้ผมแสดงความคิดตัวเองออกไป และรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

 

คุณคิดว่ามันดีไหม ถ้าศิลปินจะออกมาพูดถึงเรื่องความรู้สึกเหมือนที่คุณทำ

Gnash : ผมว่ามันดีครับ เพราะเรื่องความคิดและจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ และเราก็เห็นมีเหตุการณ์เศร้าๆเกิดขึ้นบ่อยครั้งเกี่ยวกับนักดนตรีและศิลปินจากเรื่องราวในจิตใจ ผมเองจะเป็นคนที่มักจะระบายความรู้สึกออกมาผ่านคลิปและเรื่องราวต่างๆ และทีมงานผมเองก็สนับสนุนด้วยให้ผมแสดงความรู้สึก คือถ้าผมแสดงความรู้สึกออกไป คนก็จะได้ฟังกันเขาก็จะรู้สึกดี และผมเองก็รู้สึกดีตามไปด้วย มันเป็นวงเวียนที่ดีครับ

ผมเคยเขียนเรียงความสมัยเรียนวิทยาลัยเกี่ยวกับความสุข ผมมองว่าความสุขคิอการยิ้ม ซึ่งถ้าเราให้คนยิ้ม เราก็จะยิ้มตามไปด้วย ผมว่านั่นคือความสุขในความคิดผมครับ คือถึงแม้จะเป็นการยิ้มปลอมๆเวลาเราไปซื้อของและขอบคุณ คนที่เห็นรอยยิ้มเราก็จะมีความสุขและยิ้มกับเราครับ มันก็จะทำให้คนที่เห็นรอยยิ้มนั้นรวมถึงตัวเรามีความสุขไปตลอดทั้งวันครับ การทำเพลงของผมนั้นตั้งใจให้คนแสดงความรู้สึกออกมา และพูดคุยแชร์ความรู้สึกกันครับ

 

ล่าสุดคุณได้ปล่อยเพลง “something” และ “i could change your life” ทีมีฟีลสดใสต่างจากเพลงก่อนหน้านี้ ทำไมคุณถึงปล่อยสองเพลงนี้ในปีนี้

Gnash : ในช่วงนี้ผมเองก็มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นมากระหว่างการทัวร์และผมก็รู้สึกดีเกี่ยวกับชีวิต คือผมเองก็มีเพลงเศร้าๆอย่าง “lonely again” ที่จะลึกซึ้ง คือผมเองจะทำเพลงสองแบบอย่างเพลง “something” และ “i could change your life” ที่พูดถึงความสุข และเพลงอย่าง "i hate you i love you" ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เราอยากพูดออกไป

เวลาที่ผมเล่นเพลงเปิดเอ็มวีให้เพื่อนชม ถ้าเป็นเพลงฟีลกู้ดผมก็จะดูหน้าพวกเขา แต่ถ้าเพลงเศร้าผมจะไม่ดูฟีดแบ็คจากเพื่อนเลย ผมจะมองไปที่หน้าจอเพราะเนื้อเพลงมันเป็นเรื่องราวที่ส่วนตัวมาก ผมเองจะไม่ค่อยดูฟีดแบ็คเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนก็จะตีความเพลงแนวนี้ไปกันคนละแบบครับ มันเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ทำเพลงทั้งสองแนวออกมา เพราะมันทำให้ผมได้เห็นอะไรหลากหลายครับ

 

 

หลายๆคนชื่นชอบภาพและโลเคชั่นเอ็มวีคุณมาก คุณมีแพลนอยากทำเอ็มวีในไทยบ้างไหม

Gnash : อาจจะครับ ถ้าเรามาอยู่นานพอเก็บภาพอะไรไปบ้าง หรือถ้าเรามาทัวร์เอเชียอีกรอบ อย่างในเพลง "something" ตอนนั้นเราไปฮาวายก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์เหมือนกัน

 

ช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่ฟังเพลงของคุณในยูทูปมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก คุณรู้สึกอย่างไร 

Gnash : ว้าว! ผมว่ามันเจ๋งมากที่แฟนเพลงชาวไทยฟังเพลงผมมากขนาดนี้ ผมรู้สึกขอบคุณมากๆจริงๆ และอยากมาแสดงที่นี่บ่อยๆ ผมเห็นคนไทยหลายคนจาก Hashtag ชื่อผมในอินสตาแกรมตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้เช็คโทรศัพท์ ผมว่ามันเจ๋งจริงๆครับ

 

เวลาแฟนเพลงฟังผลงานคุณ คุณอยากให้พวกเขาจะได้อะไรกลับไปบ้าง

Gnash : ผมอยากให้พวกเขากล้าที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเอง และผมเองก็หวังว่าแฟนเพลงจะรู้สึกเหงาน้อยลงเมื่อได้ฟังเพลงของผม

 

 

 

คุณชอบอะไรมากที่สุด เวลาขึ้นแสดงคอนเสิร์ต 

Gnash : ผมชอบที่เห็นทุกคนร้องเพลงตามและร่วมสนุกไปกับโชว์ครับ คือการที่เราเห็นคนรู้สึกอินไปกับเพลง หลายคนไม่มีโอกาสจะได้ปล่อยความรู้สึกตรงนี้ออกมา ผมก็เลยทำให้โชว์ของผมเป็นที่ที่ทำให้ทุกคนได้แสดงความรู้สึกออกมา

 

คุณเองได้ร่วมงานกับศิลปินหลายคนมาก มีศิลปินคนไหนที่คุณไว้บ้างไหมว่าอยากทำงานกับเขาสักครั้ง 

Gnash : ผมอยากทำงานกับ Jack Johnson มากๆครับ และก็อยากร่วมงานกับ Kanye West แบบอยากเป็นเด็กฝีกงานของเขา ได้เรียนรู้จากเขา อยากทำงานกับคนที่ผมชื่นชอบและยกให้เป็นไอดอลครับ

 

วันนี้คุณเองก็ใส่เสื้อวง N Sync มาด้วย ทำไมคุณถึงเลือกใส่เสื้อตัวนี้

Gnash : มันเป็นเสื้อจากคลื่นวิทยุแห่งหนึ่งครับ และ N Sync ก็เป็นคอนเสิร์ตแรกที่ผมชมตอนเด็กๆ ตอนนั้นผมได้ดูคอนเสิร์ต N Sync, Aaron Carter, Backstreet Boy ส่วนเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อวินเทจที่ระลึกที่ผมได้มา จริงๆเสื้อตัวนี้ก็มีรูปวงอื่นๆด้วย คือผมรักวง N Sync มาก ผมชอบเพลง "Bye Bye Bye" ของพวกเขามากเลย ก็อยากร้องให้ทุกคนฟังนะครับ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเปียโนไว้ไล่โน้ต (หัวเราะ)

 

Gnash โชว์เสื้อ N Sync

 

หลายๆเพลงของคุณมาจากชีวิตจริงของคุณ มีเพลงของศิลปินคนอื่นบ้างไหม ที่คุณมองว่ามันคล้ายชีวิตคุณมาก

Gnash : ก็คงเป็นเพลงของ Jack Johnson ครับ ผมโตมากับเพลงของเขา เล่นกีต้าร์เพลงของเขา ผมเคยได้ยินเขาสัมภาษณ์ว่า แฟนเพลงของผมนั้นเติบโตไปพร้อมๆผมเลย แบบเพลง “Bubble Toes” และ “Taylor” ก็เป็นช่วงหนึ่งของเขา ส่วนเพลง "Banana Pancakes" ก็ออกมาในช่วงที่แฟนเพลงเขาเริ่มแต่งงาน และก็ทำเพลงเกี่ยวกับการสูญเสียคุณพ่อที่อารมณ์หนึ่ง ผมเองก็ตั้งใจอยากให้แฟนเพลงเติบโตไปกับผม ผมว่าเพลงของ Jack Johnson นั้นตรงกับชีวิตผมมาก เกือบทุกๆเพลงเลย และก็เพลงจากอัลบั้ม Give up ของวง Postal Service ผมว่ามันก็ตรงกับชีวิตผมมากเช่นกันครับ

 

สมัยก่อนคุณเคยบอกว่าคุณมักรู้อึดอัดเวลาออกสื่อ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปบ้างไหม 

Gnash : คือมันก็มีเหตุการณ์ที่ผมพูดอะไรออกไปและถูกบิดเบือน จนคนเข้าใจผิดครับ ก็เลยต้องระวัง แต่ตอนนี้ผมเองมาในที่ใหม่ที่คนไม่รู้จัก และทำตัวชิลล์ๆได้ คือเวลาสัมภาษณ์ผมชอบแบบนี้นะครับ ที่มานั่งคุยกันสบายๆ และเล่าเรื่องชีวิต แต่ที่ผมเคยเจอคือต้องสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสื่อหลายสิบที่ ตอบคำถามเดิมๆซํ้าๆ แต่ที่นี่มันสบายๆ และได้ยินคำถามใหม่ๆที่ไม่เคยได้ยิน มันทำให้ผมรู้สึกสบายๆ และอีกอย่างตอนนี้ผมเองก็โตขึ้น อะไรๆก็ง่ายขึ้นครับ

 

แฟนคลับของคุณมีชื่อว่า Dreamers ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

Gnash : มันเป็นชื่อที่พวกเขาเลือกกันครับ คือผมตั้งโพลให้พวกเขาโหวตกันก็เลยได้ชื่อนี้ออกมา เพราะผมมองว่าเพลงผมมันออกแนวชวนฝัน เลยใส่ชื่อนี้ไว้ และเขาก็เลือกชื่อนี้กันครับ

 

 

 

ถ้าคุณสามารถถามตัวเองได้หนึ่งคำถาม คุณจะถามอะไร 

Gnash : ผมคงถามตัวเองว่า “คุณรู้สึกอย่างไร” เพราะผมคงตอบว่าเหนื่อย แบบเพลียมากแทบไม่ได้นอนเลย คงอยากถามความรู้สึก คือผมเองดีใจที่ได้มาที่นี่ แต่ก็อยากกลับบ้านไปเจอครอบครัวเหมือนกัน เพราะพึ่งคุยกับพี่สาวมันเลยทำให้ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่และสุนัข แต่หลายๆครั้งพอกลับบ้าน บางทีผมเองก็อยากออกมาเดินทางอีก คือผมเหนื่อยแต่ก็รู้สึกสนุกกับการใช้ชีวิตครับ

 

เวลากลับบ้าน คุณชอบทำอะไรมากที่สุด 

Gnash : ชอบทำ Grill Cheeses ครับ ผมทำอาหารได้บ้าง แต่ก็ได้ไม่กี่อย่าง (หัวเราะ) ก็ชอบทุกอย่างที่มีชีสครับ แต่ตอนนี้ผมเองก็หยุดทานผลิตภัณท์จากนม ก็เลยหันมาทานชีสที่ไม่ได้ทำจากนมแทน มันเป็นผลิตภัณท์เจ๋งมากครับ

 

ในปัจจุบันนี้ชาวไทยรู้จักคุณจากเพลง “i hate you i love you” มีเพลงไหนที่คุณอยากให้ชาวไทยฟังไหม

Gnash : จริงๆมีหลายเพลงครับ คือเพลงของก็มีสองแบบที่แตกต่างอย่าง “something” ที่สนุกสนาน หรือเพลงอย่าง “i love you so much” ที่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่ผมรักที่สุดเพลงหนึ่งเลย คือมันต่างกันมากก็อยากให้ลองฟังกันดู เพลง “get well soon”, “you just can’t be replaced” ก็เป็นอีกสองเพลงที่ผมชอบครับ

คลิกฟังเพลงของ Gnash ได้ที่นี่

 

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกในการแสดงคอนเสิร์ตของหนุ่ม Gnash ในไทย แต่แฟนเพลงหลายคนนั้นก็ชื่นชมการแสดงของเขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงพักระหว่างคอนเสิร์ตนั้นแฟนเพลงหลายคนก็ได้พูดชื่นชมเขาเป็นจำนวนมาก โดยหลังจากทาง Sanook! Music จะนำเรื่องราวและผลงานใหม่ของเขามาให้ทุกคนได้ชมกันอีกแน่นอน

อ่านรีวิวคอนเสิร์ต DNCE featuring Sekai no Owari and Gnash ได้ที่นี่