10 บทเพลงฉลองการมาเยือนไทยอีกครั้งของ Dream Theater

10 บทเพลงฉลองการมาเยือนไทยอีกครั้งของ Dream Theater
Beartai

สนับสนุนเนื้อหา

เหล่าสาวกได้มีเฮ เมื่อวงโปรเกรสซีฟเมทัลชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา  Dream Theater มีกำหนดการมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ในเมืองไทยอีกครั้งเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 25 ปี ของอัลบั้มยอดนิยมตลอดกาลของพวกเขา Images & Words ในวันพุธที่ 27 กันยายน 2560 เวลา 20.00 น. ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้ใช้ชื่อว่า DREAM THEATER Images, Words & Beyond 25th Anniversary Tour Live in Bangkok

 

โดยในครั้งนี้เป็นการเยือนไทยครั้งที่   4  ของทางวง  ซึ่งก่อนหน้านี้ทางวงได้เคยมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราแล้ว 3 ครั้ง

ครั้งแรกในปี 2006

ครั้งที่ 2 ในปี 2008

และ ครั้งล่าสุดในปี 2012 

ทั้ง 3 ครั้งจัดขึ้นโดย PMG (Prart Music Group)  แต่ครั้งล่าสุดนี้จะจัดขึ้นโดย IME Thailand

 

Dream Theater เป็นวงดนตรีที่มีมีความล้ำและเปี่ยมไปด้วยจิตนาการ โดยสมาชิกวงแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือในเครื่องดนตรีนั้นๆ พวกเขาจำกัดความงานดนตรีของพวกเขาว่าเป็น Progressive Metal  ตัวเพลงของพวกเขาถึงแม้จะมีความซับซ้อนแต่เมื่อเราได้ฟังมันกลับฟังได้ง่ายและมีความสวยงามทั้งในท่วงทำนองและเนื้อร้อง

จากซ้ายไปขวา จอร์แดน รูเดสส์ (Jordan Rudess) : พรมคีย์บอร์ด, จอห์น เมียง (John Myung) ตะปบเบส , เจมส์ ลาบรี (James LaBrie) : แหกปากร้องนำ,ไมค์ แมนกินี (Mike Mangini) : กระหน่ำกลองและ จอห์น เพทรุคชี่ (John Petrucci) : ขยี้สายกีตาร์

 

 

และ มือกลองคนเก่าที่ใครๆหลายยังคงคิดถึงอยู่เสมอ ไมค์ พอร์ทนอย” (Mike Portnoy)

วันนี้ What The Fact เลยขอเสนอ 10 บทเพลงของ Dream Theater เพื่อเป็นการฉลองการมาเยือนไทยในครั้งนี้ เหล่าสาวกของวงก็สำเริงอารมณ์ไปกับบทเพลงเหล่านี้พร้อมๆกันเลยนะครับ ส่วนใครที่ยังไม่รู้จักพวกเขาก็ทำความรู้จักผ่านบทเพลงเหล่านี้ได้เลยครับ

 

 

Another Day

1

บทเพลงฮิตจากอัลบั้มที่สองของวง Images and Words ในปี 1992 เพลงนี้เป็นบทเพลงพาวเวอร์ บัลลาดที่เขียนโดย พี่จอห์น เพทรุคชี่  ที่เขียนขึ้นเพื่อพ่อของเขาที่กำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง โดยจอห์นต้องการบอกกับพ่อของเขาว่าให้เข้มแข็งและยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้ายนี้

Live another day

Climb a little higher

Find another reason to stay

 

จงอยู่ต่อไปอีกวัน

ปีนป่ายให้สูงขึ้นอีก

จงหาเหตุผลอื่นเพื่ออยู่ต่อไป

 

You won’t find it here

Look another way

You won’t find it here

So die another day

 

ถ้าคุณไม่พบมันที่นี่

จงมองหาทางอื่น

ถ้าคุณไม่พบมันที่นี่

ก็จงตายในวันต่อไป

(หมายถึง ไม่ใช่ในวันนี้นั่นเอง คือให้อยู่ต่อไปนั่นเอง)

 

เพลงนี้เนื้อหาคมคาย ท่วงทำนองสวยงามไพเราะน่าฟัง เหมาะกับที่จะแนะนำให้เพื่อนๆฟังเป็นเพลงแรกเลยครับ

 

 

Pull Me Under

2

เพลงนี้ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของวงเลย  เป็นเพลงที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ Dream Theatre เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มสุดคลาสสิคของวง Images and Words (1992) มันเป็นเพลงที่มีริฟฟ์กีตาร์อันหนักหน่วงผสมผสานไปกับไลน์ดนตรีที่ซับซ้อนซึ่งแสดงออกถึงความเป็นโปรเกรสซีฟเมทัลของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

 

Metropolis, Pt. 1: The Miracle and the Sleeper

3

ถ้า Pull Me Under คือเพลงฮิตที่คนรู้จักมากที่สุด เพลงนี้ที่มาจากอัลบั้มเดียวกันคือ Images and Words (1992) ก็คงเป็นเพลงที่คนกล่าวขวัญกันมากที่สุด ตลอดความยาว 9 นาทีกว่าของเพลงมันอัดแน่นไปด้วยท่อนริฟฟ์เท่ๆอันหนักหน่วงที่ผสมผสานไปกับไลน์ดนตรีที่เกิดจากผู้เล่นที่มีฝีมือขั้นพระกาฬโดยในเพลงนี้แต่ละคนจะได้โชว์ฝีมือของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทมโป time signature และคีย์เพลงอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน เรื่องหลับเอาไว้ตอนอื่น ขอฟังให้จบกันก่อนเพราะมันสุดมาก !!!

 

 

A Change of Seasons

4

มันคือมหากาพย์แห่งบทเพลง ด้วยความยาวกว่า 23 นาที !!! ของ  A Change of Seasons บทเพลงเปิดอัลบั้มจาก EP ในปี 1995 A Change of Seasons บทเพลงนี้ดำเนินไปเหมือนกับฤดูกาลที่มันเปลี่ยนหมุนเวียนไป โดยธีมของเพลงจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลทั้ง 4 ในเพลงนี้จึงมีหลากหลายรสชาติทั้งนุ่มนวลแบบดาร์คๆและหนักหน่วงดุดันท่ามกลาง time signature ที่เปลี่ยนแปรไป  ส่วนเนื้อร้องของเพลงนี้เขียนโดย ไมค์ พอทนอย อดีตมือกลองของวงที่เขียนขึ้นจากความรู้สึกที่มีต่อการจากไปของคุณแม่ของเขา และการสูญเสียต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต โดยไมค์มองทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเปรียบดั่งวัฏจักรแห่งฤดูกาลที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป

The clock on the wall ticking away

“Seize the Day,” I heard him say

“Life will not always be this way

Look around, hear the sounds

Cherish your life while you’re still around”

 

นาฬิกาบนผนังส่งเสียงดัง

“จงฉวยวันเวลาเอาไว้” ฉันได้ยินมันบอกเช่นนั้น

“ชีวิตจะไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไป 

จงมองไปรอบๆ สดับฟังเสียงต่างๆ

จงเชิดชูชีวิตของคุณในขณะที่คุณยังมีมันอยู่”

เนื้อเพลงจากท่อนที่ 3 ของเพลง “Carpe diem – Seize the day” (ทำให้นึกถึงคำของครูคีทติ้งในหนังเรื่อง Dead Poet Society เลย)

ท้ายสุดบทเพลงกลับมาจบที่การบรรเลงกีตาร์อะคูสติคของจอห์น เพทรุคชี่ อีกครั้งเป็นการบรรจบครบวงรอบแห่งฤดูกาล

 

 

Lie

 5

เพลงนี้อยู่ในแทร็คที่ 8 ของอัลบั้ม Awake ในปี 1994 ความพิเศษของมันคือ มันเป็นเพลงที่ต่อจากเพลง The Mirror ซึ่งคอร์ดจบของ The Mirror กับคอร์ดขึ้นของ Lie เป็นอันเดียวกัน มันเลยเชื่อมต่อกันอย่างแนบสนิทจนราวกับว่าสองเพลงนี้เป็นเพลงเดียวกัน เพลงนี้แต่งโดย เควิน มัวร์ มือคีย์บอร์ดคนเก่าของวง เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองหนักหน่วงและมืดหม่น มีความเป็นเฮฟวี่เมทัลอย่างชัดเจน เหมาะกับสายดาร์คยิ่งนัก

 

 

Misunderstood

6

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม Six Degrees of Inner Turbulence ในปี 2002  เสน่ห์ของเพลงนี้คือการเรียบเรียงท่อนเพลงให้มีสีสันที่แตกต่างกันไปทำให้เวลาเกือบ 10 นาทีของเพลงผ่านไปได้อย่างเพลิดเพลิน เพลงเปิดท่อนแรกด้วยเสียงกีตาร์สวยๆช้าๆที่เดินไปบนทางเดินคอร์ดที่สวยงาม จากนั้น เจมส์ ลาบรี ก็เข้าท่อนร้องด้วยเนื้อหาเพลงที่สื่อถึงความโดดเดี่ยวและแปลกแยก ก่อนที่ในช่วงที่สองของเพลงสมาชิกวงจะช่วยกันเข้ามาใส่เต็มที่เพิ่มความหนักหน่วงให้กับบทเพลงก่อนจะจบไปด้วยเอาท์โทรที่ชวนปวดกะโหลกยิ่ง

Waiting

In the calm of desolation

Wanting to break

From this circle of confusion

Sleeping

In the depths of isolation

Trying to wake

From this daydream of illusion

 

รอคอย

ในความเงียบงันแห่งความโดดเดี่ยว

อยากที่จะทลายวังวนแห่งความสับสน

หลับใหล

ในห้วงลึกแห่งความเปลี่ยวเหงา

พยายามจะตื่นจากฝันกลางวันแห่งมายา

 

 

Peruvian Skies

7 

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม Falling into Infinity ในปี 1997 ตัวเพลงเปิดมาด้วยเสียงกีตาร์ของจอห์น เพทรุคชี่ อารมณ์เพลงในช่วงแรกจะมาช้าๆ หน่วงๆดาร์คๆหน่อย ก่อนที่จะมาพีคในช่วงโซโล่ที่พี่จอห์นใส่ยับเลย หลังจากนั้นเพลงก็เข้าสู่โหดเดือดจนจบเพลง สะใจจริงๆ

 

 

As I Am

asiam

เพลงนี้มาจากสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 7 ของวง Train of Thought (2003) เป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตของวง ที่วงพักจะนำมาเล่นสดเสมอ เนื่องจากเป็นเพลงที่มีความลงตัวระหว่างความดุเดือด กับความสวยงามของท่วงทำนอง ที่เราสามารถฟังและโยกตามได้จนจบเพลง ส่วนเนื้อหาของเพลงนี้ก็คมคายใช้ได้เลย มันเป็นเพลงที่ปลุกพลังในตัวและบอกให้เรายืนหยัดเพื่อตัวเอง ดังชื่อเพลงก็คือ “As I Am – อย่างที่ฉันเป็น” นั่นเอง เพลงนี้พี่จอห์น เพทรุคชี่ มือกีตาร์ของวงเป็นคนเขียนเนื้อเองเลย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากความรู้สึกกดดันที่มีเวลามีใครมาบอกว่าพวกเขาควรทำเพลงอย่างไร ซึ่งจอห์นคิดว่าถ้าจะชอบเพลงของเขาก็ควรชอบในแบบที่เขาเป็น เขาจะไม่เปลี่ยนเพื่อเอาใจใครทั้งนั้น

To those who understand, I extend my hand

To the doubtful I demand, take me as I am

Not under your command, I know where I stand

I won’t change to fit your plan, take me as I am

As I am

 

สำหรับผู้ที่เข้าใจ ฉันจะยื่นมือไป

สำหรับผู้ที่ยังสงสัย จงยอมรับฉันแบบที่ฉันเป็น

จะไม่ยอมอยู่ภายใต้คำบงการของใคร ฉันรู้ว่าฉันยืนอยู่ตรงจุดไหน

ฉันจะไม่เปลี่ยนเพื่อรับกับแผนของใคร จงยอมรับฉันอย่างที่ฉันเป็น อย่างที่ฉันเป็น

 

 

The Answer Lies Within

9

เป็นบทเพลงที่ 2 จากอัลบั้ม  Octavarium (2005) เป็นอัลบั้มที่ทางวงมาเล่นคอนเสิร์ตเมืองไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนั้นก็นำเอาบทเพลงจากอัลบั้มนี้มาเล่นเพียบเลย ซึ่งเพลง The Answer Lies Within นี้ถึงแม้ไม่ใช่เพลงดังของวง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเพลงนี้มาก และเชื่อว่าแฟนเพลงชาวไทยหรือคนที่ยังไม่รู้จักพวกเขาจะชอบ หนึ่งเลยคือมันเป็นเพลงที่ไม่หนักจนเกินไป คนที่อาจไม่ชอบฟังเมทัลก็สามารถชอบเพลงนี้ได้ สองท่วงทำนองของเพลงมันช่วงสวยงาม เป็นเพลงช้าที่ไพเราะมากๆเลย สุดท้ายคือ เนื้อหาของเพลง เพลงของ Dream Theater ที่เป็นเพลงช้ามักมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งกินใจเพลงนี้ก็เช่นกัน

Life is short, so learn from your mistakes

And stand behind the choices that you made

Face each day with both eyes open wide

And try to give, don’t keep it all inside

 

ชีวิตนั้นแสนนั้นนัก จงเรียนรู้จากความผิดพลาด

และจงยืนหยัดอยู่เบื้องหลังเส้นทางที่เราเลือก

เผชิญกับทุกวันด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

และพยายามเป็นผู้ให้ อย่าเก็บทุกสิ่งเอาไว้ภายใน

 

Don’t let the day go by

Don’t let it end

Don’t let a day go by, in doubt

The answer lies within

 

อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไป

อย่าปล่อยให้มันจบๆไปอย่างนั้น

อย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงไป ในความสงสัย

คำตอบนั้นอยู่ภายในนั่นเอง

 

 

Spirit Carries On

9

เพลงนี้อยู่ในแทร็คก่อนสุดท้ายของคอนเซ็ปท์อัลบั้ม Metropolis Part 2: Scenes From A Memory (1999)

ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด การฆาตกรรม การสะกดจิตและความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นงานเพลงที่ล้ำลึกมาก โดยใน Spirit Carries On หลักใหญ่ใจความของมันคือการสื่อถึงความเชื่อที่ว่าจิตวิญญาณของเราจะยังดำรงอยู่ต่อไปแม้ความตายจะมาเยือนเราแล้ว มันเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านเท่านั้นไม่ได้เป็นจุดจบ

If I die tomorrow

I`d be alright

Because I believe

That after we`re gone

The spirit carries on

 

หากฉันตายในวันพรุ่ง

ฉันจะไม่เป็นไร

เพราะฉันเชื่อว่า

หลังจากที่เราได้จากไปแล้ว

จิตวิญญาณของเราจะดำรงอยู่ต่อไป

เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของใครหลายๆคนรวมถึงผมด้วย เพราะผมว่ามันเป็นเพลงที่ลึกซึ้งแต่ว่าสามารถเสพย์รับมันได้ง่าย ด้วยเนื้อเพลงถ่ายทอดความเชื่อเรื่องความตาย จิตวิญญาณซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งแต่ใช้ภาษาง่ายๆถ้อยคำง่ายๆ เช่น

Where did we come from?

Why are we here?

Where do we go when we die?

 

เรามาจากไหน

เรามาทำอะไรที่นี่

เราจะไปแห่งหนใดเมื่อเราตายไปแล้ว

เป็นการตั้งคำถามที่ เราเองก็คงเคยถามแบบนี้เช่นกัน

และที่สำคัญคือท่วงทำนองของเพลงเพราะมาก เป็นเพลงช้าที่มีความละมุน แต่ก็หนักแน่นสมเป็นวงโปรเกรสซีฟร็อค ควรฟังยิ่งนักครับเพลงนี้ สุดๆจริงๆ 

 

 

และนี่ก็คือบทเพลงจากวงโปรเกรสซีฟเมทัลระดับโลกวงนี้ Dream Theater  ที่มีตั้งแต่เพลงอันหนักหน่วงดุดัน ยันเพลงช้างดงามลุ่มลึก ซึ่งถือว่าน้อยวงนักจริงๆครับที่จะทำเพลงได้ครบเครื่องขนาดนี้  หากใครที่ฟังบทเพลงของพวกเขาแล้วชื่นชอบ และไม่อยากพลาดคอนเสิร์ตของพวกเขา วันนี้ (5 สิงหาคม) ขายบัตรเป็นวันแรกนะครับ

ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปซื้อหาจับจองกันได้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขาครับ