“อั๊ต อัษฎา” จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลังกับยุคสมัยการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปด้วย JOOX

“อั๊ต อัษฎา” จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลังกับยุคสมัยการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปด้วย JOOX
Sanook!-Music

สนับสนุนเนื้อหา

หนุ่มอารมณ์ดีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยวัยเพียง 16 ปี หลายๆคนจะรู้จักเขาจากการเป็นนายแบบ นักแสดง พิธีกร และวีเจให้กับช่อง MTV จนกระทั่งผันตัวมาทำเบื้องหลังบริษัทที่เกี่ยวช่วยดูแลบริหารศิลปินที่ประเทศสิงคโปร์ ไปกลับเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยและรับงานบ้างเป็นครั้งคราว รวมแล้วใช้ชีวิตอยู่ที่สิงคโปร์นานถึงสิบกว่าปี


จนถึงจุดหนึ่งเขาตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยแบบถาวร เพราะคิดถึงในการใช้ชีวิตในประเทศไทย เพื่อใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย และผันตัวมาทำเบื้องหลังบริษัทผลิตรายการ งานที่ค่อนข้างลงตัวสำหรับเขา จนกระทั่ง ณ ตอนนี้เขานั่งแท่นบริหาร เป็น Creative Head ในแพลตฟอร์มของ JOOX ซึ่งแอปพลิเคชั่นเพลงที่เป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย “อั๊ต อัษฎา พานิชกุล” ในวัย 43 ปีมุมมองความคิดในเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน และความรัก เขาเปลี่ยนไปเช่นไร เรามีคำตอบให้ในบทสัมภาษณ์นี้

 

ตอนนี้คุณทำงานอะไรในเมืองไทย
ตอนนี้ผมมาทำงานให้กับ เทนเซ็นต์ (ไทยแลนด์) ประมาณ 9 เดือนแล้ว ทำงานในส่วนของแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า JOOX ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นเพลงที่เป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย ในขณะที่เพิ่งเปิดตัวไปแค่ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ในส่วนที่พี่มาทำคือส่วนของวีดีโอแพลตฟอร์มเป็นฟีเจอร์น้องใหม่ ที่สามารถจะเข้าไปดูวีดีโอคอนเทนต์ต่างๆ ได้ และผมทำหน้าที่เป็น Creative Head ในแพลตฟอร์มของ JOOX ในส่วนของรายการ JOOX V Station ครับ

การทำงานตรงนี้มีความยากและท้าทายอย่างไรสำหรับคุณ
สำหรับผม ความท้าทายที่ว่ามันค่อนข้างมีเลเยอร์พอสมควร เพราะว่ามันจะเหมือน MTV และ Channel V ในสมัยก่อน เป็นช่องเพลง และช่องเพลงที่เราติดตาม ก็มีพวกรายการ มี VJ แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่คนสมัยนี้จะค่อนข้างชอบอะไรรวดเร็วทันใจ ช่องเพลงก็จะไม่ค่อยมีคนติดตามเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่เราต้องการสร้างในฟีเจอร์อันใหม่ขึ้น เป็นคอมมูนิตี้ของเพลงที่มาอยู่ในแอปพลิเคชั่น โดยที่เราจะเอากลิ่นอายของการรายงานอันดับเพลง มีการรีเควสต์ มีการนำศิลปินมาออกในรายการ มาเพอร์ฟอร์ม หรือว่ารวมถึงไลฟ์สตรีมคอนเสิร์ต คือเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นคอมมูนิตี้ของเพลงกับคนที่รักเพลงแล้วก็หลากหลายแนวเพลงมาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว คือในฟีเจอร์น้องใหม่ตัวนี้ มันมีความยากตรงที่ต้องหาความผสมผสานของกลิ่นอายที่เป็นเสน่ห์ของช่องเพลง มาผสมกับเนเจอร์ของคนยุคใหม่ที่ค่อนข้างจะทำอะไรทันใจ ความที่ทำอะไรทันใจมันก็ต้องมาลิงค์กับคอนเทนต์ที่เราสร้าง ก็ต้องมีไลฟ์สตรีมบ้าง แล้วก็สร้างคอนเทนต์ที่เราสามารถที่จะอินเตอร์แอคทีฟกับคนที่เป็นผู้บริโภคของ JOOX ได้ จะมีพิธีกร 4 คนที่จะดำเนินรายการ แต่ความยากลำบากมันก็แฝงความสุข เพราะว่ามันเป็นสายงานที่เราถนัด จากที่อยู่ในวงการเพลงมานาน

คุณคิดว่าจะทำอย่างไรให้แอปพลิเคชั่น JOOX ครองอันดับ 1 ของคนฟังเพลงไปตลอด
ในความคิดของผมคือมันเป็นหลายส่วน หลายฝ่ายต้องเป็นทีมเวิร์ค เพราะว่าอย่าง JOOX เองจะค่อนข้างมีหลายแผนก ความครองอันดับ 1 มันอยู่ที่เราต้องเข้าใจผู้บริโภคของเรา เข้าใจที่จะต้องทำอะไรใหม่ๆ มีอะไรเพิ่มเติมให้เขาได้มีส่วนร่วมกับเรา อย่างเช่น การรวมเพลงทุกแบบ ทุกวัย ฟรีด้วย มีคอนเทนต์ มีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้ผู้บริโภคเรื่อยๆ การครองอันดับ 1 มันก็อยู่ที่จะเข้าใจคอมมูนิตี้ของเรา ผู้ฟังของเรา และผู้ที่ติดตามเรา

การทำงานระหว่างในต่างประเทศกับประเทศไทยคุณคิดว่ามันแตกต่างกันอย่างไร
ถ้าคุณสัมภาษณ์ผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมจะรู้สึกว่าความแตกต่างช่องว่างมันชัดมาก แต่พอมาถึงทุกวันนี้คือช่องว่างมันจะแคบลง บ้านเราค่อนข้างรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น เจเนอเรชันใหม่ของเราก็ทันสมัยมาก สามารถที่จะเสพข้อมูลอย่างทันใจเข้าใจโลกอย่างใกล้ชิด เมื่อ 10-20 ปีที่แล้วจะรู้สึกว่าห่างไกล และความห่างไกลมันจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการทำงานด้วย การทำงานก็จะแตกต่างเหมือนกับคนไทยก็จะทำงานแบบพี่น้องสบายๆ ชิลล์ นับจากเจเนอเรชันที่ผ่านมา แล้วเรามาอยู่ในเจเนอเรชันนี้ เหมือนกันเราก็เป็นศูนย์กลางของโปรดักชั่นต่างๆ เราก็จะต้องทำงานให้มันอยู่ในกรอบแบบฝรั่งด้วย ทุกวันนี้ความแตกต่างก็จะแคบลง ความแตกต่างมันมีอยู่แล้วแต่ก็อาจจะไม่ได้ชัดเหมือนเมื่อก่อน

ในการรับงานของคุณแต่ละชิ้น มีปัจจัยอย่างไรบ้าง
ปัจจัยในการรับงานที่เป็นหน้ากล้อง พิธีกร หรือสายงานแสดง ก็คงจะเป็นอยู่ที่ตัวงานว่างานน่าสนใจมากแค่ไหน ต้องใช้เวลาเยอะไหม หลักๆ ก็คือความน่าสนใจของงานครับ

ผู้ชายในวัย 40 คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า วัยนี้เป็นการเริ่มต้นของการทำงาน สำหรับคุณเองคิดแบบนั้นไหม
ผมไม่ได้คิดว่าการทำงานมันอยู่ตามวัย ตามประสบการณ์ โดยส่วนตัวถ้าวัดจากประสบการณ์ของตัวเองก็จะรู้สึกว่ามันจะมาถึงจุดหนึ่งที่มันถึงเวลาที่อยากจะโฟกัสในด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า พอเข้าสู่อายุ 40 ก็จะมีความรักที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ที่จะจัดการดูแลใช้ประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการบริหารงาน ผลิตงานอะไรแบบนี้ จะรู้สึกว่ามันจะเป็นสเต็ปของมัน แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะอยู่ที่ตัวเลข


ในเรื่องของการทำงาน มุมมองการทำงานในวัย 43 ปี เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
การทำงานมันก็เป็นเหมือนสะสมชั่วโมง ประสบการณ์ทำให้เราเห็นอะไรบ้างอย่างล่วงหน้า ด้วยเรื่องของความที่เราใจเย็นมันจะทำให้เราค่อนข้างแก้ปัญหาได้ดีกว่าปกติ ถ้าในวัยที่อายุน้อยเราก็จะแก้ปัญหาได้ไม่เนียน พอเรามีประสบการณ์มากขึ้นก็จะมีวิธีที่จะเข้าใจมัน มีวิธีที่จะเจรจา มีความลงตัวกับคนรอบข้าง

ในฐานะที่คุณทำงานมาแล้วหลากหลาย มีประสบการณ์ ถ้าจะบอกกับเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นทำงาน เขาจะต้องมีวิธีการยังไงในการดำเนินงานแบบไหนให้ประสบความสำเร็จ
แนะนำน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในวงการนี้ หรืออยากที่จะเข้ามา สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ที่มาและที่ไป บางทีการที่เราก้าวเข้ามาอยู่เราไม่ได้มองที่มาที่เคยเกิดขึ้น เราจะมองแค่ ณ ปัจจุบัน และเดินหน้า แต่ว่าความสมบรูณ์แบบ คือเป็นการเข้าใจ past เข้าใจ present และเข้าใจ future คำว่า past หมายถึงเมื่อสมัยที่ผมเข้าวงการใหม่ๆ ผมก็จะค่อนข้างเคารพคนที่มาก่อน และก็เรียนรู้จากประสบการณ์เขา การที่เราได้ความรู้จากผู้อาวุโสถือว่าเป็นกำไรมาก ปัจจุบันคือการเข้าใจปัจจุบันแล้วก็บวกกับการที่เราจะก้าวไปข้างหน้า ผมรู้สึกว่าหลายๆ ครั้งคนที่เข้ามาในวงการเขาจะลืม เพราะเข้ามาเร็วก็อาจจะไม่ได้มอง หรือเขาอาจจะไม่รู้ แต่ผมว่าการที่เข้าใจว่าเราเข้ามายังไงจะทำให้เราสมบรูณ์แบบ นี่คือหมายถึงงานทุกๆ ด้านนะ เพราะการที่เราได้มีโอกาส มันมาจากทีมเวิร์คคนที่อยู่รอบๆ ข้างเรา ที่ทำให้เรามีโอกาส การก้าวมามันไม่ใช่เราคนเดียว เราแค่เป็นหนึ่งในส่วนที่ทำให้เราได้มีโอกาส

ตอนนี้คุณยังโสดอยู่หรือเปล่า
มีโสดบ้าง ไม่โสดบ้าง (หัวเราะ) คือตอนนี้ก็เหมือนกับว่าไม่ได้คบใครเป็นจริงเป็นจังครับ (ยิ้ม)

สำหรับเรื่องความรักมีอิทธิพลในการทำงานของคุณไหม
ไม่ค่อยมี แต่ถ้าอยู่ในช่วงวัยรุ่นก็อาจจะมีเล็กน้อย แต่ว่าเพื่อนๆ รอบข้างจะค่อนข้างเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องความรักมาก ไม่อยากใช้คำว่าเห็นแก่ตัว แต่จะเป็นคนที่ใช้ชีวิตโดยยึดตัวเองเป็นหลัก คืออาจจะงานก่อนแล้วก็ค่อยเป็นความรัก ค่อยครอบครัว คือถ้ามีปัญหาในเรื่องของความรักก็จะไม่ค่อยเป๋ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับงาน

 


ถ้าเปรียบช่วงที่คุณเป็นวัยรุ่นกับปัจจุบัน มุมมองความรักของคุณเปลี่ยนไปไหม
เปลี่ยนไปสิ มันเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์ มันน่าจะมีความนิ่งลงนะ มีความเข้าใจในเรื่องของความรัก เพราะความรักในช่วงอายุ 20-30 มันอาจจะมีความร้อนแรงกว่า มีความไม่เข้าใจกัน พอมาถึงอีกสเต็ปนึงเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว มันเข้าใจแล้ว มันเก็ตแล้ว ก็จะมีความเย็นลง


ครอบครัวของคุณ รวมทั้งตัวคุณเองเป็นคนที่หน้าเด็ก มีวิธีการดูแลตัวเองอย่างไร
น่าจะเป็นในเรื่องของกรรมพันธุ์นะ เพราะว่าพ่อกับแม่ก็จะดูอ่อนกว่าอายุจริง คงจะบวกกับผมรู้สึกว่าความสำคัญมันอยู่ในเรื่องของจิตใจ และอยู่ที่ความพอดีของชีวิต จริงๆ ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะงดอะไร เพราะชีวิตเราควรจะมีครบทุกรสชาติ มีเที่ยวบ้าง สนุกบ้าง เฮฮา สังสรรค์บ้าง มีเวลากับตัวเองบ้าง พยายามที่จะกินแบบเฮลตี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เฮลตี้แบบคือกินอะไรไม่ได้เลย การออกกำลังก็มีไปปั่นจักรยานบ้างเพื่อให้มันกระฉับกระเฉง แต่ก็ไม่ได้เคร่งมาก