"จินยอง GOT7" กับแฟนมีตฯเดี่ยวครั้งแรกในไทย ที่ไกลแค่ไหนก็คือใกล้ ถ้าใช้ใจสัมผัส

"จินยอง GOT7" กับแฟนมีตฯเดี่ยวครั้งแรกในไทย ที่ไกลแค่ไหนก็คือใกล้ ถ้าใช้ใจสัมผัส
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

จบลงไปแล้วสำหรับงานแฟนมีตติ้งเดี่ยวครั้งแรกของไอดอลหนุ่ม พัค จินยอง แห่งวง GOT7 ซึ่งวันนี้เขามาในฐานะนักแสดงกับงาน "He is Psychometric Drama Fanmeeting in Bangkok" ที่ทางผู้จัดอย่าง RegiStar ต่อยอดจากกระแสความฮอตของซีรีส์ "He is Psychometric" พาหนุ่มจินยองมาเผยตัวตนในอีกบทบาทให้แฟนๆ ชาวไทยได้ฟินกัน ใครที่พลาดไป ก็ไม่ต้องเสียดาย วันนี้ทีมงาน Sanook! TV/Movie มีรีวิวมาเสิร์ฟให้แบบจุใจ

"จินยอง GOT7" ประเดิมบทพระเอก "He is Psychometric" ซีรีส์มาแรงตอนนี้!

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 ช่วงบ่ายแก่ๆ ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือการได้เจอ พัค จินยอง ขวัญใจ ทั้งในฐานะแฟนคลับวง GOT7 และแฟนซีรีส์ He is Psychometric ที่นับวันรอตั้งแต่ทราบประกาศจัดงานจากทาง RegiStar เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม พอมาถึงบริเวณจัดงานที่ฮอลล์ 2 ก็ได้พบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยืนต่อแถวถ่ายรูปกับแบ็คดรอป และแลกเปลี่ยนของที่ระลึกกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น พัด ถุงผ้า หรือ การ์ดรูปจินยอง เป็นอีกกิจกรรมน่ารักๆ ที่สร้างรอยยิ้มให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับ

19.00 น. เริ่มงานตามหมาย ไม่มีเหตุขัดข้องใดๆ ให้เสียอารมณ์ อุ่นสเตจด้วยภาพและเพลงจากซีรีส์ที่เปิดคลอๆ อยู่สักครู่ พระเอกของงาน พัค จินยอง ก็ปรากฏตัวบนเวทีในชุดสูทสีเทาพร้อมกับโชว์ร้องเพลงแบบตีหัวเข้าบ้านกับเพลงไทยสุดฮิตอย่าง "ไกลแค่ไหนคือใกล้" ของวง Getsunova ที่ฟังรื่นหูและชัดเป็นพิเศษ ลูกเอื้อนบางคำก็ชัดจนตกใจ ไทยสไตล์สุดๆ แต่ที่มากกว่าตกใจก็คงเป็นความประทับใจเพราะสิ่งนี้แสดงถึง "ความใส่ใจ" ที่เขามี ที่ไม่ว่าจะนั่งอยู่โซนไหน "ใกล้" หรือ "ไกล" ก็สามารถสัมผัสถึงมันได้

หลังเพลงจบแฟนๆ ก็เวลคัม จินยอง ทูไทยแลนด์อย่างเป็นทางการด้วยเสียงกรี๊ดกระหึ่มจาก 4,300 ที่นั่ง และเข้าสู่ช่วงแนะนำตัว โดยแฟนมีตครั้งนี้ได้ โบ ธนากร มารับหน้าที่พิธีกร และ ยู คอนยอง รับหน้าที่ล่ามแปลภาษาเกาหลี เรียกได้ว่าลืมเรื่องกำแพงอุปสรรคทางภาษาไปเลย เพราะเมื่อเริ่มงานทั้งสามคนก็พูดคุยรับส่งกันได้อย่างลื่นไหล โดยเฉพาะล่ามที่แปลได้สมูทสุดๆ นอกจากจะสื่อสารภาษาให้เราเข้าใจ ยังถอดอารมณ์ของจินยองออกมาในน้ำเสียงอย่างได้อรรถรสจริงๆ

คอร์เนอร์แรกเป็นช่วงที่หนุ่มจินยองได้เล่าถึงความรู้สึกที่ได้รับบทนำครั้งแรกในซีรีส์ทางโทรทัศน์ ว่ามีความกดดันอยู่พอสมควร แม้จะผ่านผลงานการแสดงมาแล้ว ทั้งบทพระเอกช่วงวัยเด็กในซีรีส์ดังอย่าง Legend of the Blue Sea และ My Love Eun Dong และแสดงนำในภาพยนตร์ A Stray Goat เพราะการรับบทนำเต็มตัวในซีรีส์เรื่องยาว 16 ตอน ที่ต้องถ่ายทำให้เสร็จในเวลา 3-4 เดือน ถือเป็นประสบการณ์การทำงานที่ท้าทาย โดยเขาได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่ายังมีหลายสิ่งที่ตัวเองต้องพัฒนาในฐานะนักแสดง

ก่อนจะปิดคอร์เนอร์นี้ไปด้วยข้อมูลเอ็กซ์คลูซีฟน่ารักๆ ให้แฟนๆ ได้เอาไปเติมในลิสต์ Jinyoung Facts เช่น มาไทยครั้งนี้สิ่งแรกที่ทำคือย้อมผมดำ อาหารที่ชอบและต้องกินทุกครั้งที่มาเยือนประเทศไทยคือ กะเพราหมูสับและต้มยำกุ้ง MC โบเลยแอบแซวว่า ทานเผ็ดได้แบบนี้ สเปกสาวๆ ต้องแบบเผ็ดร้อนหน่อยด้วยหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือ "ไม่ชอบเผ็ดครับ ชอบแบบน่ารักๆ" แฟนคลับจินยองไฮไลต์พาร์ตนี้ไว้ได้เลย

19.25 น. ก็ได้เวลาของคอร์เนอร์ที่สอง เป็นการพูดคุยถึงตัวซีรีส์แบบเข้มข้นมากขึ้น ทั้งในแง่ของการทำงานและการเตรียมตัวเพื่อรับบทนี้ เริ่มจากฉากแอคชั่นที่จินยองเล่าอย่างภูมิใจว่า ทักษะการเต้นที่ดีช่วยเขาได้มากในการแสดงฉากเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคล่องตัวหรือการจดจำคิวบู๊ต่างๆ อีกสิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญ คือการสื่อสารพูดคุยกับผู้กำกับให้มากๆ เพื่อให้ทำการแสดงออกมาได้ตามอย่างที่ผู้กำกับต้องการ เพราะเป็นบทบาทที่แปลกใหม่ และห่างไกลจากบุคลิกเขาพอสมควร และเมื่อถามว่าถ้าเจ้าตัวมีพลังเห็นเรื่องราวในอดีตได้จริงๆ แบบอีอัน อยากจะใช้ไหม จินยองก็ให้คำตอบว่าคงเลี่ยงไม่ใช้

"สำหรับผมอดีตไม่สำคัญ ผมคิดว่าปัจจุบันกับอนาคตต่างหากที่สำคัญ"

ถัดมาเป็นการคัดฉากเด็ดๆ จากในซีรีส์มาฉายให้ได้ดูกัน ไฮไลต์คือฉาก Bromance น่ารักๆ ชวนจิ้นของพระเอกกับพี่ชาย ในฐานะคนดูซีรีส์เรื่องนี้ บอกเลยว่าแอบเขินทุกครั้งที่ "อีอัน" และ "พี่ซองโม" อยู่ด้วยกัน เพราะมักจะมีโมเมนต์ให้ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจ โดยจินยองได้เล่าถึงการทำงานร่วมกับ คิมควอน (เปิดวาร์ป @ttmr_w) ผู้รับบท คังซองโม ว่าเป็นรุ่นพี่ที่คอยช่วยเหลือเขาในเรื่องการแสดง และตบท้ายสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า "พี่เขาเป็นคนดีครับ" นอกจากความประทับใจในตัวเพื่อนร่วมงานแล้ว จินยองยังบอกว่าซีรีส์ He is Psychometric เปรียบเสมือนครูของเขา ที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง

เวลาประมาณสองทุ่ม ก็เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ขึ้นมาร่วมเล่นเกมแบบใกล้ชิดกับจินยอง โดยงานนี้เขาต้องสวมบทบาทเป็น Acting Coach และตัดสินว่าคนไหนแสดงสีหน้าตามโจทย์ได้เป๊ะสุดๆ ผู้ชนะก็ได้เซลฟี่แบบฟินๆ ไปตามระเบียบ ความน่ารักของกิจกรรมนี้อยู่ตรงที่ จินยองจดจำชื่อผู้ร่วมเล่นเกมทั้ง 5 คนได้ (ใส่ใจเก่งอีกแล้ว) แต่ที่เรียกเสียงกรี๊ดกระหึ่มฮอลล์ ก็คงจะเป็นตอนที่ทีมงานจัดรูปฉากอาบน้ำโชว์ซิกซ์แพคแน่นๆ (ที่เจ้าตัวบรรจงปั้นมาเพื่อถ่ายฉากนี้โดยเฉพาะ) ขึ้นจอใหญ่ สาแก่ใจแฟนๆ แบบสุดๆ เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับเขินไม่น้อยเลยทีเดียว

ล่วงเลยมาถึงเวลา 20.30 ก็มาถึงช่วงสุดท้ายของงาน เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจ ทั้งการทำโปรเจกต์เซอร์ไพรส์จากแฟนๆ ที่มีการเปิดคลิปรวมผลงานตลอดเส้นทางการเป็นนักแสดงของเขาตั้งแต่จุดเริ่มต้นสมัยซีรีส์ Dream High 2 จนมาถึง He is Psychometric หลังชมคลิปเจ้าตัวก็ได้กล่าวขอบคุณแฟนๆ พร้อมเอ่ยว่า "ไม่คิดว่าจะมีแฟนมีตในฐานะนักแสดงเร็วขนาดนี้ และหวังว่าช่วงเวลา 2 ชั่วโมงที่ผมยืมคุณมาจะเป็นช่วงเวลาที่ดี" ก่อนจะร้องเพลง Solo ของตัวเองที่ชื่อว่า "The Day" ซึ่งยังไม่เคยร้องบนเวทีใดมาก่อน เป็นโชว์ส่งท้ายสุดพิเศษสำหรับแฟนมีตติ้งเดี่ยวครั้งแรกของเขา

หลังจากเดินออกจากฮอลล์มาก็พบว่าเป็นเวลาเกือบ 3 ทุ่มแล้ว ทำให้ยิ่งตระหนักว่าช่วงเวลา 2 ชั่วโมงแห่งความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว จินยองก็ยังคงเป็นจินยองที่ใส่ใจในรายละเอียดและตั้งใจกับทุกๆ เรื่องที่เขาทำ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของนักร้องหรือนักแสดง องค์ประกอบของมวลความสุขครั้งนี้ยังเกิดขึ้นจากภาพรวมของการจัดงานที่ทำออกมาได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่สถานที่จัดงานที่เดินทางสะดวก ความตรงต่อเวลา ส่วนในแง่ของโปรดักชั่น แสง สี เสียงบนสเตจ อาจจะไม่ได้หวือหวามากนักด้วยที่เป็นแฟนมีตแนวทอล์คโชว์

สิ่งที่แอบเสียดายคืออยากให้มีการเจาะลึกเกี่ยวกับซีรีส์มากขึ้น ยังมีอีกหลายอย่างที่เราประทับใจจากซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งซีนเด็ดต่างๆ นักแสดง และพล็อตเรื่อง ที่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากเท่าที่ควรด้วยเวลาที่จำกัด แต่แค่นี้ก็ดีต่อใจมากแล้วที่ทางทีมผู้จัดพาจินยองมาเปิดอีกมุมในฐานะนักแสดงให้เราได้สัมผัส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีเวนต์ดีๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกในเร็ววัน ตามสัญญาที่ พัค จินยอง ได้ให้ไว้ในช่วงสุดท้ายว่า...

 "ไทยอากาเซที่รัก แล้วผมจะกลับมาครับ"