Child’s Play กำเนิดใหม่ของ "ชัคกี้" เพื่อนรักนักปาดคอ!

ก่อนตุ๊กตาแอนนาเบลจะกลายเป็นไอคอนของวัตถุขนหัวลุกในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้เธอมีรุ่นพี่ที่ดังมาก่อนอย่าง “ชัคกี้” จากหนังสยองขวัญเรื่อง Child’s Play ในปี 1988 ซึ่งผู้ให้กำเนิดมันก็คือ “ดอน แมนซินี่” กว่า 30 ปีที่ชัคกี้ได้รับการกล่าวถึง (และมีภาคต่อตามออกมาหลายภาค) วันนี้ Child’s Play ได้รับการยกเครื่องใหม่อีกครั้งในแบบที่เราอาจจะนึกไม่ถึง

จากแนวคิดของเด็กมหาวิทยาลัยสู่ผลงานระดับไอคอน
ดอน แมนซินี่ ในสมัยที่เขายังเป็นเด็กอยู่นั้น ดอนถูกพ่อของตัวเองใช้เป็นหนูทดลองยา! เพราะพ่อของเขาทำงานอยู่ในบริษัทยาแห่งหนึ่ง เวลาที่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนออกใหม่อาทิ ยาแก้ไอ หรือ ยานอนหลับ เขาก็จะถูกบังคับทาน เพราะพ่อของเขาบอกว่ามันมีประโยชน์สำหรับเด็ก!

เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ดอน แมนซินี่ ได้แนวคิดเรื่อง “การตลาดที่ส่งผลต่อเยาวชน” หลังจากที่เขาเห็นว่าตุ๊กตาหัวกะหล่ำปลีที่ถูกโฆษณาอย่างมากมายภายใต้ชื่อ Cabbage Patch ได้รับความนิยมแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เขานำความรู้สึกในวัยเด็ก มาหลอมรวมกับไอเดียในการสร้างตุ๊กตานักฆ่า ผลลัพธ์ที่ได้คือบทภาพยนตร์เรื่อง Child’s Play

เรื่องราวใน Child’s Play ของปี 1988 นั้นว่าด้วยชาร์ลส์ ลี เรย์ โจรและฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกนักสืบไมค์นอริสตามล่า เขาถูกยิงอาการบาดเจ็บสาหัสจึงหนีเข้าไปอยู่ในร้านขายของเล่น เมื่อชาร์ลรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะชะตาขาด เขาจึงร่ายคาถามนต์ดำเพื่อย้ายวิญญาณของตัวเองเข้าไปอยู่ในตุ๊กตา Good Guys และเป็นต้นกำเนิดของตุ๊กตาฆาตกรนามว่า “ชัคกี้”
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
เวอร์ชั่นปี 2019 ไม่มีวิญญาณ มีแค่จักรกล (อัจฉริยะ) วิปลาส
เซธ เกรแฮม สมิธ โปรดิวเซอร์ของ Child’s Play ปี 2019 เล่าว่าตอนที่หนังในเวอร์ชั่นปี 1988 ออกฉากนั้นเขามีอายุแค่ 12 ขวบ เขายังจำความน่าขนลุกของตุ๊กตาตัวนี้ได้ไม่ลืม จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับบรีฟว่า MGM และ Orion Pictures อยากจะปัดฝุ่น Child’s Play เอากลับมาทำใหม่ แต่ทีมงานรู้สึกว่าเขาไม่อยากจะรีเมคเรื่องราวมาจากเวอร์ชั่นเดิม เพราะมันได้กลายเป็นหนังคลาสสิกขึ้นหิ้ง และกลายเป็นตัวร้ายในความทรงจำของนักดูหนังไปแล้ว
หลังจากที่ระดมสมองกัน ทีมงานตื่นเต้นมากที่จะปลุกชัคกี้ขึ้นมาให้เป็นมากกว่าแค่ของเล่นสำหรับเด็ก แต่ยังเป็นเอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์อัจริยะคล้ายกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิ้ล และหนังก็โยนคำถามต่อว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อของเล่นเหล่านี้เกิดทำงานผิดพลาด
ความสนุกในการอัพเกรดชัคกี้ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ก็คือเขาจะมีวิธีในการฆ่าตัวละครในเรื่องเยอะขึ้น ประกอบกับความล้ำสมัยของชัคกี้ ทำให้มันสามารถเขาถึงแกดเจ็ตต่างๆและมองผ่านมัน ดังนั้นชัคกี้ จึงสามารถควบคุมอุณหภูมิของตัวบ้าน ยานพาหนะ หุ่นยนต์ เครื่องดูดฝุ่น หรืออะไรก็ตามที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดังกล่าว จะกลายมาเป็นอาวุธที่ฆ่าคุณให้ตายได้ทันที

การตามหาตัวผู้กำกับ
หลังจากที่ไทเลอร์ เบอร์ตัน สมิธ มือเขียนบทของ Child’s Play (2019) พัฒนาบทภาพยนตร์เสร็จภายในเวลา 6 สัปดาห์ ค่ายหนังก็ตัดสินใจเลือกผู้กำกับอย่าง ลาร์ส เคลฟเบิร์ก ซึ่งมีผลงานหนังสั้นเพียงเรื่องเดียวอย่าง Polaroid มากำกับ (และก่อนหน้านี้เขาก็ได้พัฒนาหนังสั้นของตัวเองให้กลายเป็นหนังเวอร์ชั่นยาวอย่าง Polaroid ที่เพิ่งเข้าฉายบ้านเราไปไม่นานนี้)
ความแตกต่างอย่างชัดเจนของชัคกี้ในเวอร์ชั่นนี้กับเวอร์ชั่นก่อน คือการเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เลือกจะเป็นตัวร้ายอย่างชัดเจน ซึ่งคนดูตอนที่พวกเขาชมภาพยนตร์ พวกเขาจะได้ทำความเข้าใจถึงเหตุผลและแรงจูงใจว่าทำไมมันถึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่เลวร้ายแบบนี้
หนังเวอร์ชั่นนี้จะกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างชัคกี้และแอนดี้ ซึ่งคุณเข้าใจจุดยืนของทั้งสองฝ่าย จนคนดูอาจจะเห็นใจตุ๊กตาฆาตกรตัวนี้ด้วยซ้ำ เขาต้องการทำในสิ่งที่เขาคิดว่ามันดี แต่การกระทำของเขาเป็นผลมาจากอิทธิพลของโลกภายนอก เขายังอ่อนต่อโลกมาก นี่แหละคือจุดเริ่มต้นด้านมืดของเขา
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
อย่าไว้ใจเทคโนโลยี
คนยุคปัจจุบันผูกชีวิตเอาไว้กับเทคโนโลยี ทุกอย่างอยู่กับระบบคลาวด์ ไม่ต่างอะไรจากที่มนุษย์ถูกครอบงำจากสิ่งของเครื่องใช้ของตัวเอง และไอเดียนี้นำไปสู่วิธีการปรับเปลี่ยน Child’s Play (2019) ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม บทภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นนี้จะทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากเอาใจช่วยชัคกี้ เนื่องจากเขาเป็นแค่เพียงสิ่งจองที่ถูกโปรแกรมทุกอย่างมาไว้หมดแล้ว ตุ๊กตาตัวนี้ถูกโปรแกรมมาให้เป็นเพื่อนแท้ของเด็กคนนี้ ถ้ามองมุมนั้นมันก็เหมือนหนังรัก ทว่าชัคกี้ก็มีหลายมุมและหลายอารมณ์เมื่อเขากำลังจะเริ่มเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่ากลัวเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามภายใต้มุมมองของตัวผู้กำกับอย่างลาร์ส เคลฟเบิร์ก ซึ่งอยากจะดีไซน์ให้โลกที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้คล้ายกับการมองผ่านมุมของเด็กผู้ชาย ที่มีกลิ่นอายของหนังยุค 80 แต่เล่าเรื่องร่วมสมัย และเหมือนการทำนายอนาคตไปพร้อมๆกัน
โทนสีในเรื่องจะมีความอบอุ่น บ้านของตัวละครที่แอนดี้และแคเรนย้ายเข้ามาในอพาร์ทเมนต์ จะให้ความรู้สึกโอ่โถง สบายแต่ก็มีความเก่าวินเทจเนื่องจากมันถูกสร้างมาเป็นเวลานาน ความเสื่อมโทรมของผนังและหลอดไฟ ทำให้สถานที่ในเรื่องเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี