วิจารณ์หนัง THE GREEN INFERNO กว่าวัยรุ่นจะรู้เดียงสา

วิจารณ์หนัง THE GREEN INFERNO กว่าวัยรุ่นจะรู้เดียงสา
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้กำกับอย่างอีไล ร็อธประกาศออกตัวตั้งแต่แรกว่า The Green Inferno นั้นเป็นหนังที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อคาราวะหนังอย่าง Cannibal Holocaust หรือในชื่อที่คนไทยคุ้นหูกันในชื่อ “เปรตเดินดินกินเนื้อคน” บอกเล่าเรื่องราวของการค้นพบเทปวิดีโอถ่ายทำสารคดีที่ทีมงานได้หายตัวไปอย่างลึกลับในป่าเอมะซอน

เมื่อเทปวิดีโอถูกนำมาเปิดเล่นก็พบว่าบรรดาทีมงานนั้นถูกชนเผ่ากินเนื้อมนุษย์จับไปกิน ซึ่งหลังจากที่หนังออกฉายในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ชมหลายคนหลงเชื่อไปว่ามันคือเรื่องจริง แถมตัวผู้กำกับของเรื่องอย่าง บรั๊กเกอโร่ ดีโอดาโต้ โดนตำรวจจับกุมในข้อหาทำหนังแนวทรมานคน และถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นคนฆาตกรรมนักแสดง กว่าจะเคลียร์คดีความได้ก็ใช้เวลาร่วมสิบปี กลายเป็นหนังคัลท์ในตำนานไปแล้ว (ซึ่งถ้าหากหยิบกลับมาดูในปัจจุบันจะเห็นได้ถึงความไม่เนียนของฉากฆาตกรรมทั้งหลาย) 

กลับมาที่หนังอย่าง The Green Inferno ซึ่งหน้าหนังของมันอาจจะดูเป็นหนังแนวสยองขวัญระทึกขวัญที่บรรดาวัยรุ่นโง่ๆ จะต้องดาหน้ากันไปตายในป่าที่มีชนเผ่ากินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร แต่เอาเข้าจริงแล้วตัวหนังเองมีความ “ยั่วล้อ” ขนบของหนังแนวนี้ซ้อนทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง 

หนังเปิดเรื่องมาที่จัสติน (โลเรนซ่า อิซโซ่) นักศึกษาน้องใหม่ไฟแรงที่ดูเหมือนตัวเธอจะให้ความสนใจกับเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่น้อย เธอได้ยินกลุ่มประท้วงที่กำลังจะเคลื่อนไหวต่อต้านการรุกล้ำทำลายป่าและขับไล่ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อนำพื้นที่ไปขุดหาทรัพยากรใต้ดินในเปรู ทำให้เธอเริ่มสนใจการเป็นนักปฏิวัติทางสังคม ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะที่เธอเป็นถึงลูกสาวของเจ้าหน้าที่ใน UN (องค์การสหประชาชาติ) แล้วยิ่งทำให้เลือดของนักสังคมสงเคราะห์พลุ่งพล่าน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มีอเลซานโดร (เอเรียล เอวี่) เป็นแกนนำ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของพ่อและรูมเมทของเธอเองที่มองว่า “เด็กไร้ประสบการณ์” อย่างจัสตินตัดสินใจ “ผิด” 

แน่นอนว่าการตัดสินใจผิดของจัสตินในความรู้สึกของผู้ชมอาจจะหมายถึงการที่เธอกำลังเดินหน้าที่เสี่ยงอันตรายในประเทศโลกที่สามที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและวัฒนธรรมที่เธอไม่รู้จัก แต่ ณ ที่นั่นเองทำให้จัสตินก็ตาสว่างเช่นเดียวกันที่เธอค้นพบความจริงที่ว่าแท้ที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวทางสังคมบางเรื่องเป็นแค่เพียงการจัดฉากและในยุคปัจจุบันมันก็เป็นแค่ “ไวรอล” ที่เป็นกระแสวูบวาบและก็จางหายไปก่อนที่เรื่องใหม่ๆจะตามมา และนั่นเองทำให้ประสบการณ์สอนเธอ 

แต่การตัดสินใจ “พลาด” ประการถัดมาก็คือเครื่องที่จะนำเธอกลับไปสู่ชีวิตแบบเดิมๆเกิดอุบัติเหตุและตกลงกลางป่าลึก ก่อนที่บรรดาชนเผ่าล่าเนื้อมนุษย์จะจับเธอและเพื่อนๆไปที่เผ่าและเชือดพวกเขากินเป็นอาหารทีละคน ซึ่งในบรรดาฉากแล่เนื้อเถือหนังนั้น หนังก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ดูโหดร้ายป่าเถื่อนหรือดูวิกลจริต (ถ้าอยากดูความวิกลจริตแนะนำ HOSTEL ผลงานเรื่องเก่าอีไล ร็อธ) แต่มันดูเป็นฉากโหดร้ายที่ดูน่าขัน เพราะมันดูปลอมอย่างจงใจ ฉากคนป่ารุมฉีกเนื้อและมีเด็กในเผ่าขโมยขาแล้ววิ่งหน้ายิ้มออกมาเป็นต้น 

45 นาทีสุดท้ายของหนังคือฉากที่ขายช่วงเวลาการเอาตัวรอดของตัวละครซึ่งเอาเข้าจริงหนังก็เหมือน “จงใจ” เช็ตตัวละครกลุ่มนี้ออกมาให้ดู “ไม่น่าเอาใจช่วย” ให้พวกเขามีชีวิตรอด เพราะทักษะในการเอาตัวรอดของพวกเขาก็เห็นได้ชัดว่าต่ำมาก สอดรับกับแนวคิดของเจเนอเรชั่น Y ที่ไม่ค่อยมีความอดทนและเน้นอยากจะถึงเป้าหมายนั่นคือการทำตัวเป็นคน “รักสิ่งแวดล้อม” แต่ปราศจากการยั้งคิดที่ถี่ถ้วนและ “ทำการบ้าน” กับสิ่งที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ นั่นทำให้พวกเขาเอาชีวิตไม่รอดและตายอย่างอเนจอนาถกันไปทีละคน 

The Green Inferno อาจจะไม่ใช่หนังที่สนุกในฐานะหนังสยองขวัญเลือดสาด แต่ในมุมมองของผู้เขียนกลับมองว่ามันสนุกในฐานะหนังจิกกัดแนวคิดของคนยุคปัจจุบันและตั้งใจจะยั่วล้อความรู้สึกของคนดู ไม่ปราศจากความเคร่งขรึมจริงจังตั้งแต่ฉากที่นางเอกของเรื่องเกิดพุทธิปัญญาจากการเข้าเรียนวิชาสตรีศึกษาแล้วพบว่า “การขลิบอวัยวะเพศหญิง” เป็นเรื่องที่เธอต้องการเป็นนักปฏิวัติทางสังคมแล้ว! 

โถ จัสติน เธอมันช่างไร้เดียงสาจริงๆ 

@พริตตี้ปลาสลิด 

3.5 คะแนนจาก 5 คะแนน