วิจารณ์หนัง Love Rosie ชีวิตแบบโลกสวยงามตามประสาเด็กอมมือ

วิจารณ์หนัง Love Rosie ชีวิตแบบโลกสวยงามตามประสาเด็กอมมือ
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ Love Rosie ชีวิตแบบโลกสวยงามตามประสาเด็กอมมือ 

 

 

พล็อตเรื่องแนวกิ๊กกั๊กๆ แอบรักเพื่อนนั้นเรียกได้ว่ามีมานานนม อย่างน้อยก็นานพอๆที่คนดูหนังรักมาประมาณหนึ่งคงพอจะคาดเดาพล็อตเรื่องได้แล้ว อันที่จริงหนังอย่าง Love Rosie นั้นเริ่มด้วยสไตล์ “ทีเล่นทีจริง” ของสาวน้อยโรซี่ที่ดูไม่ค่อยจะแคร์เรื่องความรักเท่าไหร่ แถมเธอยังดูช่ำชองเรื่องเซกส์ เจนจัดลงสนามจนรู้แล้วว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปเธอจะจัดการกับมันอย่างไร 

แต่เหมือนความซวยจะมาเยือนโรซี่ (ลิลลี คอลลินส์) เมื่อบังเอิญคืนที่เธอออกเดทกับหนุ่มป๊อป ระหว่างที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่นั่นเอง ถุงยางก็ดันเข้าไปติดอยู่ในช่องคลอดของเธอจนต้องวิ่งโร่ไปหาหมอให้ทำการเอาออกโดยด่วน ขณะที่ อเล็กซ์(ลิลลี คอลลินส์) เพื่อนชายสุดซี้ที่รู้จักโรซี่มาตั้งแต่ยังเด็ก เขาก็กำลังพบรักกับหญิงสาวเพื่อนร่วมรุ่น ในค่ำคืนนั้นเองชีวิตของเพื่อนซี้ทั้งสองก็เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แผนการที่โรซี่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ต้องเป็นอันสะดุด ขณะที่อเล็กซ์ก็มีชีวิตที่กำลังไปได้สวย

 

 

เหตุการณ์หลังจากวันปาร์ตี้โรซี่ค้นพบว่าตัวเองตั้งท้อง และแน่นอนว่าเมื่อครอบครัวของเธอเป็นคริสต์ที่เคร่งศาสนามาก การทำแท้งจึงไม่ใช่ทางออก เธอตัดสินใจเก็บเด็กเอาไว้และอนาคตในการเรียนต่อและความฝันที่จะไปทำงานในเมืองใหญ่เพื่อเก็บเงินเอามาเปิดโรงแรมริมทะเลก็ดับวูบลง เธอต้องกลายเป็นซิงเกิ้ลมัมที่ต้องไปทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านโนโรงแรม ส่วนชายหนุ่มที่ซั่มเธอในคืนนั้นก็หายเข้ากลีบเมฆไป

 

เดี๋ยวก่อนถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะเริ่มงงๆว่านี่ตกลงมันเป็นหนังดราม่ารันทดชีวิต หรือเป็นหนังรักใสๆฟรุ้งฟริ้งกันแน่ วางใจได้เลยครับว่าตัวหนังดำเนินเรื่องราวแบบ “พาฝัน” ที่สุดเท่าที่ผู้กำกับอย่าง คริสเตียน ดิตเทอร์ จะสามารถนำพากลุ่มผู้ชมวัยรุ่นมองว่าเรื่องการเลี้ยงลูกเป็นทีนเอจมัมนั้นสบายและง่ายดายจนหนังในแนวทางเดียวกันอย่าง Juno นั้นกลายเป็นคัมภีร์การตั้งท้องในวัยเรียนไปเลย

 

 

เหตุการณ์ภายหลังจากโรซี่คลอดลูกนั้นแทบจะไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงสักเท่าไหร่ มันถูกปรุงแต่งให้ออกมาเพ้อฝันและหลุดลอยออกจากความเป็นจริงแทบกู่ไม่กลับ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูลูกของโรซี่ที่เหมือนเธอจะเลี้ยงลูกตัวเองประหนึ่งเลี้ยงลูกสุนัข และโชคดีเสียเหลือเกินที่ครอบครัวที่ดูขัดสนเรื่องเงิน จะมีเงินมาจุนเจือครอบครัวทั้งที่พ่อของโรซี่ก็เป็นแค่พนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม, แม่ของเธอเป็นแม่บ้านและตัวโรซี่เองก็เป็นแค่แม่บ้านในโรงแรม คำถามคือค่าครองชีวิตของพวกเขาแค่กินอยู่ก็น่าจะแทบไม่เหลืออะไรแล้ว ฉากพาฝันในตอนท้ายเรื่องยิ่งเป็นอะไรที่เรียกได้ว่า “จอมปลอม” ที่สุดเลยก็ว่าได้ 

 

แน่นอนเมื่อมันเป็นหนังโรแมนติกฟุ้งฝัน ความพยายามในการจับคู่ระหว่างพระเอกและนางเอกจึงถูกพัฒนาไปตามสูตรหนังรักโดยไม่สนใจเหตุผลและความรับผิดชอบในความเป็นมนุษย์สักประการ ทุกอย่างล้วนง่ายดายและคลี่คลายเพื่อให้ทุกอย่างจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งในตอนท้ายทุกอย่าง ตัวละคร “อื่น” ที่มีความสัมพันธ์กับคู่พระนางก็เหมือนหนังอยากจะโยนเข้ามา แล้วก็เขี่ยทิ้งลงถังขยะทันทีเมื่อหมดประโยชน์  (โดยเฉพาะตัวละครที่มามีความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอก)

สุดท้ายถึงหนังจะจบลงด้วยความผาสุกของคู่พระนาง แต่คนดูอย่างเรากลับไม่รู้สึกอินตามไปกับตัวละครเลยแม้แต่น้อย เพราะสุดท้ายเรายังมองว่าโรซี่ในวัยผู้ใหญ่(ที่มีลูก) ก็ยังดูไม่แตกต่างอะไรกับเด็กวัยรุ่นที่แก้ปัญหาเรื่องถุงยางติดอยู่ในช่องคลอดตัวเองด้วยการแหกปากผ่านโทรศัพท์ในลิฟต์เพื่อเรียกเพื่อนซี้มาพาเธอไปโรงพยาบาล และทำไมแพทย์สูตินารีถึงไม่แนะนำเรื่อง “ยาคุมฉุกเฉิน” ให้ตายเถอะ!!!! 

 

@พริตตี้ปลาสลิด

มอบให้ 1.5 คะแนนจาก 5 คะแนน