ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา

แชร์เรื่องนี้
เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร พระเอกรุ่นใหญ่ไม่สะท้าน หลังเมียเก่าโร่ร้องมูลนิธิปวีณา เผยตนพร้อมชี้แจง ย้ำอดทนเพื่อลูกและไม่คิดฟ้องกลับ ด้าน พิศมัย สังวริบุตร จูงลูกชายวัย 12 ขวบ โร่เข้าพบ ปวีณา แต่งานนี้ประธานมูลนิธิ ปวีณา หงสกุล ช่วยได้แค่เคลียร์เรื่องลูกเท่านั้น สำหรับกรณีที่เมียเก่าของพระเอกรุ่นใหญ่ เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร ได้ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท จนฝ่ายชายต้องออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงไปแล้ว เมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้วนั้น และได้ชี้แจงว่าตนได้เลิกรากับอดีตเมียเก่า นางพิศมัย สังวริบุตร มานานกว่า 6 ปี และคดียืดเยื้อมานาน แถมแฉเมียเก่าตามราวีกิ๊กใหม่ ทั้งขโมยของ, ทำลายรางวัลอันทรงคุณค่า และตีหัวว่าที่กิ๊กใหม่คือ ''นางชญาณิศวร์'' จนศาลสั่งจำคุกถึง 2 คดีด้วยกัน พร้อมกันนั้นได้ฝากบอกนางพิศมัยให้เลิกใช้นามสกุลสังวริบุตรของตนได้แล้ว ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดก็คลี่คลายเหมือนจะไปในทางที่ดี แต่ก็ยังคงไม่จบ และดูเหมือนว่าจะยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายเมียเก่าได้เดินทางมูลนิธิปวีณา เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม เพื่อร้องเรียนของความเป็นธรรม ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ซึ่งทางพระเอกรุ่นใหญ่ เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร และแฟนใหม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปบันทึกเทปรายการ ฟ้าเมืองไทย ของบริษัทอาร์เอส เวลา 09.30 น. ที่สตูดิโออาร์เอส ลาดพร้าว 1 ในช่วงเช้าของวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ทันทีที่พระเอกรุ่นใหญ่เดินทางมาถึง ก็พบว่ามีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ไร้เงาแฟนใหม่ที่บอกว่าจะเดินทางมาอัดรายการด้วย ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการอัดเทปรายการ ฟ้าเมืองไทย จบแล้ว กองทัพผู้สื่อข่าวจึงรีบรุดเข้าสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวดังกล่าวทันที โดย เอ๋-ไพโรจน์ เผยถึงเรื่องที่เมียเก่าจะเดินทางไปร้องเรียนที่มูลนิธิปวีณาว่าตนทราบข่าวแล้วว่าอดีตภรรยาจะเดินทางไปร้องเรียนต่อมูลนิธิปวีณา และคิดว่าทางมูลนิธิปวีณาคงไม่รับเรื่อง และยังมองไม่เห็นว่าจะไปร้องเรียนเรื่องอะไร และตอนนี้ตนอยู่ในฐานะที่ต้องคอยชี้แจงว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นไร ''ทราบครับ เพราะว่าทางมูลนิธิปวีนาเค้าก็จะโทร.มาคุย คือมูลนิธิปวีณาเค้าจะรับทำเรื่องให้ใครก็แล้วแต่เนี่ยก็มองดูความเหมาะสมด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่าย ว่าแต่ละฝ่ายว่ายังไง ถึงจะบอกว่าเค้าจะช่วยได้หรือไม่ได้คือไม่ได้หมายความว่าเค้าจะช่วยทุกคนหมด ซึ่งตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกว่าเค้าจะไปร้องเรียนเรื่องอะไร เพราะเท่าที่ผมรู้มาเนี่ย ทางมูลนิธิวีณาเค้ามีหน้าที่ช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนชรา ที่ถูกรังแก ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าการที่คนนึงฟ้องอีกคนนึง 47 ล้าน แล้วบอกว่าเค้าถูกรังแก ยังมองไม่ออก สำหรับผมตอนนี้คือผมอยู่ในฐานะคอยชี้แจง เรื่องราวต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นว่าผมตกเป็นจำเลย เพราะฉะนั้นคนที่เป็นจำเลยก็มีหน้าที่ชี้แจงว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง'' เมื่อถามว่าเมื่อทราบเรื่องแล้วได้มีโทร.มาพูดคุยหรือตกลงกันก่อนหน้านี้รึเปล่า เอ๋-ไพโรจน์ เผยว่า ''ไม่มีครับ คือว่าการที่เค้าจะโทร.มาข่มขู่คือผมต้องฟัง แต่ถ้าเค้าโทร.มาผมก็ฟังนะ เพราะว่าเราคุยกันมาตลอด ผมคิดว่าผมคงเป็นคนนึงในโลกนี้ที่รู้นิสัยเค้าดีกว่าคนอื่นๆ การที่พูดกันไม่รู้เรื่อง อธิบายอะไรก็ไม่ยอมรับความจริงต่างๆ เนี่ย มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมตัดใจแล้วว่าผมไม่พูดดีกว่า ซึ่งผมก็ไม่มีอะไรต้องกลัวครับ เค้ามาอย่างไร ผมก็ชี้แจงไปอย่างนั้น ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงอย่างเป็นหลักเป็นการแล้วว่าเรื่องของกฎหมาย หรือในเรื่องส่วนตัวมันเป็นยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผมย้ำอีกทีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ผมไม่ได้เป็นคนที่ทำให้มันเกิดขึ้น เค้าเป็นคนแสดงเจตนาที่จะไม่อยากอยู่กับผม เค้าเป็นคนฟ้องหย่าผม ซึ่งผมก็ยินดีที่จะหย่าทุกอย่าง แต่ถ้ามองในทางกลับกันแล้ว ถ้าผมบอกว่าไม่ยอมและทำร้ายร่างกาย ข่มขู่อะไรต่างๆ นานา ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น เค้าอยากหย่า ผมก็หย่าให้ แล้วผมก็ยังมองไม่ออกว่ามูลนิธิปวีณาจะไปรับเรื่องอะไร'' ทั้งนี้มีข่าวออกมาว่าแฟนใหม่จะเดินทางมาอัดรายการด้วย แต่ก็ไม่มานั้น เอ๋-ไพโรจน์ ชี้แจงว่า ''สำหรับวันนี้ที่คุณเอ๋หญิง แฟนใหม่ของผมที่ไม่ได้มาด้วยตามที่เป็นข่าวออกไปก่อนหน้านี้นั้น คือเค้าไม่ยอมออกอยู่แล้วตั้งแต่ไหนแต่ไร เค้าไม่อยากออกมาแสดงตัว เดี๋ยวคนจะมองว่าออกมาสร้างภาพ เรื่องกลัวโดนทำร้ายก็ไม่จริง สิ่งนึงคือเราพยายามหลีกเลี่ยง เดี๋ยวจะหาว่ามายั่วยุ อาจจะทำให้คนบางคนเข้าใจผิด'' จากกรณีที่เป็นฝ่ายโดนฟ้องอยู่ฝ่ายเดียวและก็ได้ชี้แจงไปแล้วนั้น แต่เรื่องก็ยังคงยืดเยื้อจนทำให้เสียชื่อเสียงนั้น แล้วอย่างนี้จะฟ้องกลับบ้างรึเปล่า ''ไม่หรอกครับ เราคงไม่ทำขนาดนั้น สิ่งที่ทำให้ผมพยายามอดกลั้นมาตลอดคือลูก ตลอดเวลาเค้าก็ด่าผมสาดเสียเทเสีย ผมก็อดกลั้นมาตลอด ผมไม่ตอบโต้ เพราะผมคิดว่าผมทำสิ่งที่ดีที่สุด'' มีผลกระทบในเรื่องงานบ้างรึเปล่าตั้งแต่มีข่าวมา ''เรื่องงานไม่มีผลกระทบครับ แต่ก็มีที่ถูกด่าฟรีในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่เป็นไร ก็ทำใจได้'' ด้วยคดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากหนังสืออาหารถนอมหัวใจ และนำรูปส่วนหนึ่งโพสต์ลง Hi5 นั้น คนอาจจะมองว่าโปรโมตหนังสือหรือเปล่านั้น เอ๋-ไพโรจน์ เผยว่า ''ไม่เกี่ยวครับ กับเรื่องหนังสือนี่ เรามีแผนที่จะโปรโมตอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะไปโปรโมตตรงไหน ด้วยวิธีไหน แต่สิ่งนึงที่ทำให้สินค้าขายได้เนี่ย มันอยู่ที่ตัวคุณภาพของมัน หนังสือที่ออกมาเราไม่ได้ทำเล่นๆ การที่มีคดีกันอยู่แล้วหยิบเอาหนังสือเรื่องนี้มาโปรโมตมันไม่ใช่ครับ ไหนๆ ถ้าคนจะคิดว่านี่เป็นการโปรโมตก็ดีไป เพราะเราต้องการโปรโมตอยู่แล้ว ผมไม่ได้ไปขายยาบ้าสักหน่อย'' เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวแล้วอยากให้เรื่องนี้มันจบลงอย่างไร เอ๋-ไพโรจน์ เผยส่งท้ายว่า ''ผมอยากให้มันจบๆ ไป หย่ากันไปแล้ว ต่างคนก็ต่างทำมาหากินกันไปครับ'' ในวันเดียวกันนี้ นางพิศมัย หรือ กชวัณณ์ สังวริบุตร และลูกชาย น้องพีค ระวิกร สังวริบุตร ได้เดินทางเข้าพบปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ย่านคลอง 7 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พร้อมกับนำเอกสารจำนวนหนึ่งมายืนยันเป็นหลักฐาน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีฟ้องหย่ากับ ไพโรจน์ สังวริบุตร โดยเธอได้เล่าถึงปัญหาในครอบครัวให้ปวีณาฟังทั้งหมดอย่างที่เคยเล่าให้กับสื่อฟังก่อนหน้านี้ พร้อมกับให้เหตุผลว่า เนื่องจากต้องต่อสู้ในชั้นศาลมากว่า 4 ปีแล้ว สูญเสียสภาพจิตใจและหมดค่าใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมาก จึงอยากจะให้ทางผู้ใหญ่ช่วยในปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุล ยืนยันว่าคงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายในส่วนของปัญหาการฟ้องร้องที่อยู่ในชั้นศาล แต่จะช่วยในส่วนของการเจรจาเรื่องการเลี้ยงดูบุตร โดยจะมีการคุยเป็นการส่วนตัวกับไพโรจน์ถึงเรื่องนี้ ''เรื่องของการฟ้องร้องเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราคงไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ แต่ทั้งนี้เราจะช่วยพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณไพโรจน์เรื่องลูก เพราะยังไงทั้งสองฝ่ายก็ยังเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กตลอดไป'' ปวีณากล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางพิศมัยถึงความต้องการในตอนนี้ว่ามีอะไรบ้าง อดีตภรรยาของไพโรจน์เผยทั้งน้ำตาว่า ทรัพย์สินที่เคยมีร่วมกันทั้งหมด (ที่ดินที่เชียงใหม่, รีสอร์ต จ.กาญจนบุรี, คอนโดฯ ซอยแบริ่ง ย่านสำโรง) ต้องแบ่งครึ่ง การเลี้ยงดูบุตรทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบในส่วนที่ควรรับผิดชอบ และสุดท้ายคือบุคคลที่สาม ทำอะไรแล้วให้ออกมารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ ''สำหรับพี่แล้วจริงๆ เงิน 47 ล้านนั้นไม่ได้จำเป็นเลย แค่อยากให้เขาออกมาขอโทษในสิ่งที่เขาทำอยู่ เราไม่ได้อยากได้เงิน 47 ล้าน อาชีพที่เราทำอยู่ในตอนนี้เราสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ ขอแค่มีกินมีใช้ก็มีความสุขแล้ว'' นางพิศมัย กล่าวทิ้งท้าย ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ ของ ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา

ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา
ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา
ไพโรจน์ ไม่สน! เมียเก่าร่ำไห้ฟ้อง ปวีณา