11 หนังห้ามพลาดแห่งปี 2007

11. SUNSHINE หลังจากที่ทำหนังเด็กแต่เนื้อหาไม่เด็กอย่าง Millions ออกมาในปี 2004 ผู้กำกับชาวอังกฤษ แดนนี่ บอยล์ ก็ไม่มีผลงานหนังใหม่ออกมาอีกเลย กระทั่งในที่สุด 3 ปีให้หลังถึงได้กลับมาทำหนังร่วมกับมือเขียนบทคู่บุญ อเล็กซ์ การ์แลนด์ อีกครั้งกับ Sunshine หนังแนวไซไฟ-ระทึกขวัญที่พาเราไปสู่อนาคตในอีก 50 ปี ข้างหน้า ซึ่งเป็นยุคที่ดวงอาทิตย์กำลังจะดับสูญ โลกมนุษย์ก็จะถึงจุดจบตามไปด้วย ทีมนักบินอวกาศฝีมือเยี่ยมที่สุดของโลกจึงได้รับภารกิจครั้งสำคัญนั่นคือการขึ้นยานอวกาศไปทำให้ดวงอาทิตย์กลับมาส่องแสงอีกครั้งให้ได้... หนังนำแสดงโดย คิลเลี่ยน เมอร์ฟี่ย์, โรส เบิร์น, มิเชลล์ โหย่ว, ฮิโรยูกิ ซานาดะ, คลิฟฟ์ เคอร์ติส ความน่าสนใจ : แม้เรื่องย่ออาจจะดูคุ้นๆ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็น แดนนี่ บอยล์ แล้วรับประกันได้เลยว่าหนังจะไม่ออกมาตลาดจ๋าแบบ Armageddon อย่างแน่นอน ผู้กำกับยังยืนยันมั่นเหมาะอีกว่า Sunshine เป็นหนังแนวจิตวิทยา-ระทึกขวัญมากกว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นตามพล็อตเรื่อง 10. SHREK THE THIRD หายหน้าหายตาไปนาน 3 ปี ในที่สุด เชร็ค เจ้ายักษ์ตัวเขียวอารมณ์ร้ายแต่ใจดี หวนกลับมาอีกครั้งกับ Shrek The Third ภาคนี้ได้ คริส มิลเลอร์ มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับแทน แอนดรูว์ จอห์นสัน ที่ขอออกจากโปรเจ็คท์นี้ไปกำกับหนังฟอร์มยักษ์เรื่อง The Chronicle of Narnia : Prince Caspian ที่มีกำหนดเข้าฉายในปี 2008 แทน ในภาคนี้ได้ทีมพากษ์ชุดเดิมและชุดใหม่ที่ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งสิ้น อาทิ ไมค์ ไมเยอร์, เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์, จอห์น คลีส, แอนโตนิโอ แบนเดอรัส, จัสติน ทิมเบอร์เลค ที่แท็คทีมมากับแฟนสาว คาเมรอน ดิแอซ และ รูเพิร์ต เอเวอร์เร็ทท์ โดยหนังเล่าเรื่องของเจ้า เชร็ค ที่จำต้องพรากจากบ้านเกิดพาเพื่อนซี้ เจ้าดองกี้ และเหมียวใส่บู๊ท เดินทางมายังดินแดนอันไกลโพ้นอีกครั้ง หลังจากได้รับข่าวว่ากษัตริย์ ฮาโรลด์ ผู้เป็นพ่อตาป่วยหนัก ภารกิจใหม่ของ เชร็ค ก็คือต้องพยายามผลักดันให้ อาร์ตี้ ได้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้อง เจ้าหญิงฟิโอน่า จากเจ้าชายเสน่ห์แรงที่คิดเข้ามาครอบครองดินแดนอันไกลโพ้น ความน่าสนใจ : Shrek 2 เป็นหนังอนิเมชั่นที่ทำรายได้เปิดตัวดีที่สุดตลอดกาล คาดว่าเราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอีกครั้งในภาคนี้ 9. ARTHUR AND THE INVISIBLES อีกหนึ่งผลงานการกำกับชิ้นเอกที่ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ลุค แบสซอง หยิบนิยายชื่อเดียวกันนี้ของตัวเองมากำกับ โดยใช้เวลาเกลาบทอะไรต่อมิอะไรนานหลายปี ถือเป็นหนังอนิเมชั่นแฟนตาซีเรื่องแรกในชีวิตการกำกับหนังของแบสซองอีกด้วย หนังได้ เฟร็ดดี้ ไฮมอร์ นักแสดงเด็กฝีมือดีที่ใครหลายคนรักจาก Finding Neverland มารับบทเป็น อาร์เธอร์ เด็กชายวัย 10 ขวบ ที่พยายามรักษาบ้านของคุณตาให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย ด้วยการเดินทางไปหาขุมทรัพย์ในดินแดนแห่ง Minimoys มนุษย์ตัวเล็กที่อยู่อาศัยกันอย่างสงบสุขท่ามกลางธรรมชาติ หนังมีความพิเศษตรงที่มีการใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบอนิเมชั่นผสมผสานกับคนแสดง ในส่วนนักแสดงสมทบแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น มีอา ฟาร์โรว์, มาดอนน่า, สนู๊ป ด็อก, เดวิด โบวี่, โรเบิร์ต เดอ นีโร - สี่คนหลังให้เสียงพากย์ ความน่าสนใจ : ทีมพากย์ชั้นยอด ส่วนจะถ่ายทอดความสนุกออกมาได้เหมือนในหนังสือหรือเปล่านั้น คงต้องติดตามกันต่อไป 8 . ZODIAC ปล่อยให้คอหนังรอชมหนังเรื่องใหม่มานานถึง 5 ปีเต็ม ในที่สุด เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับขวัญใจคอหนังระทึกขวัญ-หักมุม ที่เคยทำให้คนดูนั่งอ้าปากค้างมาแล้วกับ Seven, The Game, Fight Club ก็กลับมาอีกครั้งกับ Zodiac ซึ่งจริงๆ แล้วมีกำหนดลงโรงฉายในช่วงปลายปี 2006 แต่กลับถูกดองเอาไว้เสียเนิ่นนาน สำหรับใครที่ชอบ Seven เป็นพิเศษก็น่าจะคาดหวังกับ Zodiac ได้มากหน่อย เพราะฟินเชอร์กลับมาทำหนังฆาตกรรมอีกครั้งแล้วครับทั่น ( ส่วนจะหักมุมมากแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ) หนังดัดแปลงมาจากหนังสือขายดีของนักเขียน โรเบิร์ต เกรย์สมิธ เล่าเรื่องของฆาตกรโรคจิต 'จักรราศี' ที่เข่นฆ่าชีวิตผู้คนเป็นผักปลา ในเมืองซานฟรานซิสโกช่วงระหว่างทศวรรษที่ 60-70 ถ้าหากว่าพล็อตเรื่องยังไม่สร้างความบันเทิงใดๆ ได้ก็ขอให้ลองดูรายชื่อนักแสดงเสียก่อน เจค จิลเลนฮาล, มาร์ค รัฟฟาโล่, แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ด, โคลอี้ เซวิญญี่ แค่นี้ก็น่าจะเรียกคุณๆ เข้าโรงหนังได้ไม่ยากล่ะมั้ง ความน่าสนใจ : อยู่ตรงทีมนักแสดงและผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ เชื่อว่าหลายคนคงอยากดูแ ละคาดหวังให้หนังออกมาเป็นแบบ Seven อีกเป็นแน่ 7. RATATOUILLE แบรด เบิร์ต เป็นอนิเมเตอร์ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 1987 แต่ชื่อเสียงของเขากลับมาโด่งดังสะเทือนวงการเอาในปี 1999 ซึ่งเป็นปีที่เขากำกับ The Iron Giant อนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นบทหนังหรือวิธีการออกแบบงานสร้างที่สุดยอด จนกลายเป็นแบบเรียนจำเป็นในทุกสถาบันที่มีการเปิดสอนวิชาการทำหนังอนิเมชั่น ผลงานเรื่องล่าสุดที่ส่งให้เขากลายเป็นมือวางอันดับ 1 ของวงการคือ The Incredibles และคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้สำเร็จ ล่าสุดป๋าเบิร์ดกลับมาอีกครั้งกับ Ratatouille หนังการ์ตูนแนวสรรพสัตว์สุดน่ารักของค่าย Pixar ที่เล่าเรื่องของ เรมี่ หนูน้อยที่อาศัยอยู่ในภัตตาคารหรูในประเทศฝรั่งเศสอย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพราะชอบกินแต่ของดีๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขาอยากทำฝันที่วาดเอาไว้ว่าจะเป็นพ่อครัวมือหนึ่งให้สำเร็จให้ได้ ขณะเดียวกันครอบครัวก็เรียกร้องให้เรมี่กลับมากินอาหารตามกองขยะตามวิสัยหนูทั่วโลก? ตัวหนังได้ทีมพากย์ระดับซูเปอร์สตาร์มาร่วมงานเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เจนีน กาโรฟาโล่, แบรด การเร็ทท์, เอียน โฮล์ม, อดัม สก๊อตต์ ความน่าสนใจ : เพราะเป็นหนังอนิเมชั่นของ Pixar และกำกับโดย แบรด เบิร์ด น่ะสิ งานนี้รายได้ 200 ล้านเหรียญฯ เป็นอย่างต่ำล่ะมั้ง? 6. BEOWULF นี่คือหนึ่งในหนังที่น่าจับตาที่สุดในรอบปี 2007 ไม่ใช่เพราะชื่อหนังอันแปลกประหลาด ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ไม่ได้เป็นเพราะทีมนักแสดง อาทิ แอนโธนี่ ฮ็อปกิ้นส์, แองเจลิน่า โจลี่, แบรนดอน กลีสัน, จอห์น มัลโควิช, โรบิน ไร้ท์ เพนน์ ที่ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับสุดยอดของฮอลลีวู้ดทั้งสิ้น แต่อยู่ตรงที่ชื่อผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเม็คคิส ที่ไม่ได้กำกับหนังคนแสดงมาตั้งแต่ปี 2000 ( ไม่นับเรื่อง The Polar Express ที่เป็นหนังอนิแมชั่น ส่วนหนังเรื่องล่าสุดที่เขากำกับคือเรื่อง Cast Away ) Beowulf เป็นคำศัพท์โบราณ หมายถึง กษัตริย์ที่มักได้รับการกล่าวอ้างในกลอนโบราณในฟากฝั่งยุโรป โดยหนังพีเรียตเรื่องนี้เล่าเรื่องของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในแถบสแกนดิเวีย ที่กล้าหาญต่อสู้กับสัตว์ประหลาดแสนต่ำช้านาม เกรนเดล ที่อุกอาจเข้ามาทำลายบ้านเมืองจนได้รับชัยชนะ แต่แล้วแทนที่จะได้ฉลองชัยกษัตริย์พระองค์นี้กลับต้องพบกับมหาสงครามที่หนักกว่าเดิม เมื่อมารดาของเจ้าเกรนเดลแค้นที่ลูกถูกฆ่าลุกขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ เพื่อเช็คบิลล์มนุษย์ทุกคนบนโลก ความน่าสนใจ : โรเบิร์ต เซเม็คคิส กำกับหนังเอพิคเป็นครั้งแรก แถมพ่วงด้วยทีมนักแสดงอย่างที่เห็น แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว !! 5. HIS DARK MATERIALS : THE GOLDEN COMPASS หนังดัดแปลงมาจากนิยายไตรภาคแสนยิ่งใหญ่อลังการของเกาะอังกฤษ ผลงานโดยนักเขียน ฟิลิป พูลล์แมน ใช้ทุนสร้างไม่ต่ำกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเรื่องจริงไม่น่าเชื่อก็คือ คริส ไวซ์ ( About a Boy ) ที่ถนัดทำหนังสเกลเล็กๆ มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับ ( โดยในระหว่างถ่ายทำเขาขอออกจากตำแหน่งไปครั้งนึง เพราะรับมือกับการทำหนังฟอร์มยักษ์ไม่ได้ ) ส่วนหน้าที่การนำนิยายมาดัดแปลงเป็นบทหนังนั้นตกเป็นของ ทอม สต็อปพาร์ท ( Shakespeare in Love ) หนังเอพิค-แฟนตาซีในภาคนี้เล่าเรื่องของ ไลล่า เบลาคัว เด็กหญิงชาวอังกฤษที่บังเอิญได้ยินเสียงจากผงธุลีที่พร่ำบอกให้เธอรู้ว่าโลกกำลังจะถูกทำลายด้วยอำนาจชั่วร้าย หากมนุษย์และสัตว์ไม่ปรองดองกัน วันดีคืนดีเธอจำต้องเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือเพื่อตามหาเพื่อนที่ถูกลักพาตัว และในขณะเดียวกันก็ตามหาความลับเกี่ยวกับเสียงจากฝุ่นผงที่พูดกับเธอได้อีกด้วย หนังนำแสดงโดย นิโคล คิดแมน, เดเนี่ยล เคร็ก, เอวา กรีน, ดาโกต้า บลูส์ ริชาร์ดส์ ความน่าสนใจ : ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมามีหนังแนวแฟนตาซีเหนือจินตนาการเข้าฉายหลายเรื่องปี 2005 มี Narnia ปี 2006 มี Eragon ส่วนปี 2007 คงไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นเข้าตากรรมการเท่าเรื่องนีอีกแล้ว 4. GRIND HOUSE ความน่าสนใจของโปรเจ็คท์หนังเรื่องนี้เห็นจะหนีไม่พ้นการได้ เควนติน ตารันติโน่ และโรเบิร์ต โรดริเกวซ สองผู้กำกับที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและคลั่งไคล้หนังเกรดบีสุดหัวใจมาร่วมงานกัน จริงๆ แล้วจะว่ามาร่วมงานกันก็ไม่น่าจะถูก เพราะ Grind House เป็นเหมือนหนังทูอินวัน เพราะหนังเรื่องเดียวกันนี้ประกอบไปด้วยหนังสยองขวัญสติแตกสุดขั้วโลก 2 เรื่องที่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในแต่ละเรื่องนั้นทั้งตารันติโน่และโรดริเกวซจะแยกกันเขียนบทหนังในสไตล์ของตัวเอง โดยความพิเศษและทีเด็ดอยู่ตรงกลิ่นอายของหนังจะคละคลุ้งไปด้วยหนังเกรดบีจากยุค 70 และ 80 ล่อยละล่องอยู่เต็มไปหมด หนังตอนแรกที่มีชื่อว่า Death Proof จะเล่าเรื่องของ ไมค์ ( เคิร์ท รัสเซลล์ ) สตั้นท์แมนหนุ่มใหญ่ที่แอบสะกดรอยตามผู้หญิงคนหนึ่ง และจับหล่อนมาฆ่าอย่างสุดแสนหฤหรรษ์ในรถ ส่วนในตอนที่ 2 มีชื่อว่า Planet Terror จะเล่าเรื่องของนายอำเภอในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ต้องต่อกรกับเชื้อโรคร้ายชื่อ Sickos ที่กำลังทำให้ชาวบ้านกลายร่างเป็นซอมบี้ และไม่มีทีท่าว่าการระบาดจะยุติลงง่ายๆ ขณะที่เหตุการณ์กำลังเลยร้ายลงเรื่อยๆ จู่ๆ เชอร์รี่ ( โรส แม็คโกแวน ) สาวพิการขาปืนกล และแฟนหนุ่มที่คลั่งกังฟู ก็เดินทางมาถึงเมืองเพื่อพิฆาตเหล่าซอมบี้โดยเฉพาะ...บ้าได้ใจดีแท้ !! ความน่าสนใจ : กรุณากลับขึ้นไปอ่านข้างบนอีกครั้งหนึ่ง 3. PIRATES OF THE CARIBBEAN : AT WORLDS END คงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ สำหรับหนังโจรสลัดสุดมันที่ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะ จอห์นนี่ เด็ปป์ เรื่องนี้ในภาคที่แล้ว Dead Man's Chest ประสบความสำเร็จอย่างมโหฬาร ด้วยการกวาดเงินจากคอหนังทั่วโลกให้กับค่ายดิสนี่ย์-บัวนาวิสต้านับพันล้านเหรียญฯ จนกลายเป็นว่าที่หนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2006 ไปแล้ว กลับมาคราวนี้ดิสนี่ย์ก็เลยทุ่มทุนสร้างให้กับหนังโจรสลัดเรื่องนี้เป็นพิเศษ ด้วยการจ้าง โจวเหวินฟะ และ สเตลแลน สการ์การ์ด มาประชันบทบาทกับทีมนักแสดงชุดเดิมครบชุด ซึ่งผู้กำกับก็ยังคงเป็น กอร์ เวอร์บินสกี้ อยู่เหมือนเดิม ในภาค 3 นี้จะสานต่อเนื่องหาจากภาคที่แล้วที่ปล่อยปริศนาคาใจให้ผู้ชมได้งุนงงอยู่นานร่วมปี โดยหนังเล่าเรื่องการเดินทางของ กัปตันบาบอสซ่า, วิลล์ เทอร์เนอร์, อลิซาเบ็ธ สวอนน์ ที่ร่วมมือกันเดินทางไปยังสุดขอบโลกตามแผนที่ ก่อนจะได้พบกับศึกหนักที่สร้างความตื่นตะลึงและความลับที่หักมุมให้กับทุกคน รวมไปถึงผู้ชมทุกคน !! ความน่าสนใจ : ใครที่ได้ดูภาคที่แล้วคงอยากรู้ว่า กัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ จะรอดมาได้อย่างไรใช่หรือไม่? ภาคนี้มีคำตอบครบ...พร้อมเซอร์ไพร์ซที่รับประกันว่าต้องอึ้ง 2. SPIDER-MAN 3 การกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ของไอ้แมงมุมที่คอหนังทั่วโลกเฝ้ารอ กลับมาคราวนี้ค่อนข้างจะทำร้ายความรู้สึกของแฟนพันธุ์แท้ไอ้แมงมุมไม่น้อยเมื่อ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ถูกของเหลวสีดำเข้าเกาะกินร่างกายจนทำให้ตัวเองตกอยู่ในการครอบงำของอำนาจชั่วร้าย และความบ้าอำนาจเพราะฉะนั้นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของ Spider-Man ภาคนี้คงไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะมันคือตัวของไอ้แมงมุมเอง เราจะได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่กลายเป็นคนชั่วร้ายหรือไม่ และใครจะเป็นคนที่หยุดยั้งเขาไว้ได้ แมรี่ เจน วัตสัน หรือ? สงสัยคงต้องไปหาคำตอบเอาเองในโรงฯ แล้วล่ะ...ผู้กำกับ แซม ไรมี่ รับประกันความมันเหมือนเดิม ความน่าสนใจ : อันที่จริงแค่ชื่อหนังก็น่าสนใจอยู่แล้ว ซึ่งทุกภาคก็สามารถทำเงินถล่มทลายมหาศาล แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ พล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกับหนัง Star Wars ที่อนาคินถูกอำนาจมือเข้าครอบงำ ต้องไปดูกันว่าท้ายที่สุดแล้ว ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ จะกลายเป็นดาร์ธเวเดอร์หรือไม่? 1. HARRY POTTER AND THE ORDER OF THE PHOENIX นับจากวันแรกที่ Harry Potter and the Sorcerer's Stone เข้าฉายจวบจนถึงวันนี้ Harry Potter ได้สร้างมาถึงภาค 5 แล้ว ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่ารวมทั้ง 4 ภาคที่ผ่านมาทำเงินไปมากมายมหาศาลขนาดไหน ความพิเศษของหนังที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมสำหรับเด็กที่ขายดีที่สุดในโลกเรื่องนี้ อยู่ตรงตัวผู้กำกับที่มีการปรับเปลี่ยนมาตลอดหลังจาก 2 ภาคแรกจาก คริส โคลัมบัส มาเป็น อัลฟองโซ่ คัวรอง, ไมค์ นีเวลล์ และในภาคล่าสุดเป็นคิวของ เดวิด เยทส์ ผู้กำกับชาวอังกฤษที่ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นการกำกับทีวีซี่รี่ส์มารับทำหนังฟอร์มยักษ์เป็นครั้งแรกในชีวิต ส่วนทีมนักแสดงที่เป็นตัวละครหลักนั้นยังอยู่กันอย่างพร้อมหน้า อาทิ แดเนี่ยล แรดคลิฟฟ์, รูเพิร์ท กริ้นท์, เอ็มม่า วัตสัน, ร็อบบี้ โคลเทรน, อลัน ริคแมน, แม็กกี้ สมิธ, ไมเคิล แกมบอน ส่วนนักแสดงที่มารับบทเป็นตัวละครตัวใหม่นั้นก็คือ อิเมลด้า สตอนตั้น, เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ รวมถึงตัวละครในภาคก่อนๆ ที่กลับมาอีกครั้งเช่น แกร์รี่ โอลด์แมน และเอ็มม่า ธอมป์สัน ในภาคนี้ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ได้กลับไปยังโรงเรียนฮ็อคว็อทอีกครั้ง โดยภาคเรียนที่ 5 ถือเป็นปีที่ยุ่งยากอีกครั้งของเด็กชายผู้มีรอยสายฟ้าฟาดบนหน้าผาก แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ได้ก่อเรื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังจากที่เขาทะเลาะกับหมูน้อย ดัดลี่ย์ ในขณะที่ผู้คุมวิญญาณเดินมาถึงบ้านของพวกมักเกิ้ล แฮร์รี่ ตัดสินใจใช้เวทมนต์เพื่อจัดการผู้คุมวิญญาณในโลกมนุษย์เพื่อช่วยชีวิต ดัดลี่ย์ ผลจากการกระทำครั้งนี้ทำให้เขาถูกนำตัวไปสืบสวนที่กระทรวงเวทมนต์ เนื่องจากใช้เวทมนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต แฮร์รี่ รู้ข่าวว่า ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ กำลังจะฟื้นคืนชีพ แต่กระทรวงเวทมนต์ปิดข่าวเอาไว้เพราะกลัวว่า ดัมเบิ้ลดอร์ จะรวบรวมผู้มีอำนาจเวทมนต์มาต่อกร ทางกระทรวงจึงถอดยศถาบรรดาศักดิ์ของ ดัมเบิ้ลดอร์ เกือบหมด เหลือเพียงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนฮ็อคว็อทเท่านั้น ซึ่ง ดับเบิ้ลดอร์ ก็ได้ช่วยให้ แฮร์รี่ พ้นโทษกลับมาเรียนได้อีกครั้ง ในภาคนี้ แฮร์รี่ มีคู่ปรับคนใหม่คือ โดโรเรส อัมบริดจ์ อาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่ ที่กระทรวงเวทมนต์ส่งมาเพื่อเป็นแผนในการแทรกแซงการเรียนการสอนในโรงเรียนฮ็อคว็อท ในขณะเดียวกัน แฮร์รี่ ก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีภัยจากกลับมาอีกครั้งของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ไม่เพียงเท่านั้นหนุ่มน้อย แฮร์รี่ ก็ได้ช่วยเพื่อนนักเรียนด้วยการตั้งกลุ่มสนับสนุน ดัมเบิ้ลดอร์ เพื่อให้มาสอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ซึ่งทุกคนอาจจะได้ใช้ป้องกันตัวจากมนต์ดำลึกลับ ที่กำลังคืบคลานมาอย่างช้าๆ ความน่าสนใจ : ปัญหาในการนำเอาวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมอย่าง แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ มาทำเป็นหนัง ซึ่งมีให้เห็นอยู่ในทุกภาคก็คือ มีผู้กำกับเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถโชว์ฝีมือนำเอาประเด็นสำคัญในเรื่องราวที่ซับซ้อนออกมาตีแผ่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เนื่องจากในหนังสือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ นั้นตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่มีบทบาทเชื่อมโยงกัน ซึ่งหากนำเอาบทเหล่านั้นมาแบ่งสรรปันส่วนให้ตัวละครทุกตัวได้มีโอกาสโลดแล่นอยู่ในจอสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากเท่ากับในหนังสือ เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งไม่มีวันพอเป็นอันขาด คริส โคลัมบัส คือผู้กำกับที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สุด เพราะไม่สามารถนำเอาประเด็นสำคัญในหนังสือมาตีแผ่ในโลกเซลลูลอยด์ได้ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ 2 ภาคแรกจึงเหมือนกับกางหนังสืออ่านในห้องมืด ๆ ตรงกันข้ามกับ อัลฟองโซ่ คัวรอง ที่ได้ลดและเพิ่มบางอย่างเข้าไปในหนัง เพื่อรักษาประเด็นของหนังสือเอาไว้ และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาเอกลักษณ์งานกำกับของตัวเองเอาไว้ได้อีกด้วย Harry Potter and the Order of the Phoenix เป็นภาคที่มีความสลับซับซ้อนสูง และตัวละครเกือบทุกตัวค่อนข้างซีเรียสมากๆ ไม่เหมือนกับในภาคแรกๆ ที่ แฮร์รี่, เฮอร์ไมโอนี่, รอน วิสลี่ย์ อยู่ในวัยเด็ก ยังไม่มีพัฒนาการทางความคิดที่โตขึ้นมากขนาดนี้ ความท้าทายของผู้กำกับ เดวิด เยทส์ คือจะสานต่อพัฒนาการของตัวละครหลักจากภาคที่แล้ว มาเชื่อมไว้ในภาค 5 ได้อย่างไรให้แนบเนียนที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าในภาคนี้ แฮร์รี่ อายุ 15 ปีแล้ว และเริ่มมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนด้านงานสร้างดูๆ ไปแล้วค่อนข้างหายห่วง เพราะคงจะมีทีเด็ดไม่แพ้ 4 ภาคแรกอย่างแน่นอน ต้องติดตามชมกันต่อไปว่า Harry Potter and the Order of the Phoenix จะมีทีเด็ดสมกับเป็นหนังที่คอหนังและคอหนังสือเฝ้ารอมานาน 2 ปีเต็มหรือไม่? ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2549

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่