เจาะลึก Train to busan: Peninsula ใครยังไม่ได้ดูก็อ่านได้

เจาะลึก Train to busan: Peninsula ใครยังไม่ได้ดูก็อ่านได้

เราไม่อาจจะปฏิเสธความสำเร็จในระดับโลกของ Train to busan ในปี 2016 เมื่อหนังสามารถกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ที่ไม่ว่าคนประเทศไหนชมแล้วก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระดับความคลั่งและบันเทิงชนิดเลือดสูบฉีดพล่านไปทั่วนั้นเป็นอย่างไร แม้ว่าช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ข่าวคราวของหนังภาคต่อถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ ซึ่งผู้ชมต่างก็คาดเดากันไปต่างๆนานาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อในหนังภาคนี้ จนกระทั่งปี 2020 Peninsula ชื่อภาคต่ออย่างเป็นทางการของ Train to busan ก็พร้อมจะกลับมาสร้างความระทึกอีกครั้ง

 

ดินแดนแห่งความตาย

หลังจากที่เชื้อไวรัสมรณะได้ระบาดไปทั่วคาบสมุทรเกาหลีจนแทบไม่เหลือผู้รอดชีวิต ตอนนี้จองซอก (คังดงวอน) เกือบจะหนีออกจากเกาหลีใต้ไม่พ้น ขณะที่เขาใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายในฮ่องกง เขาได้รับข้อเสนอให้กลับมาเหยียบคาบสมุทรเกาหลีที่ตอนนี้กลายเป็นเขตกักกันเชื้ออีกครั้ง ซึ่งเขาได้รับภารกิจคือการไปกู้ซากรถบรรทุกที่จอดทิ้งอยู่ในกลางกรุงโซลกลับมาให้ได้ในเวลาที่จำกัด แต่แผนกลับล้มเหลวเมื่อกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า หน่วยพิเศษที่ 631 เข้าจู่โจมทีมของจองซอกขณะเดียวกับที่กำลังรับมือฝูงซอมบี้คลั่ง

 

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย มินจอง (อีจองฮยอน) และครอบครัวช่วยชีวิตเขาไว้ ทำให้ความหวังสุุดท้ายที่เขาจะหนีไปจากคาบสมุทรแห่งนี้ยังคงอยู่ชายที่เป็นความหวังของมนุษยชาติอาสาพาผู้รอดชีวิตยืนหยัดฝ่าวิกฤต การต่อสู้ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตเริ่มต้นอีกครั้ง

 

 

ภาคที่ 2 ของ Train to busan แต่เป็นภาคที่ 3 ของจักรวาลนี้!

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์ก่อนหน้าในหนัง Train to busan นั้นจริงๆแล้วมีแอนิเมชั่นเรื่องยาวอย่าง Seoul Station ซึ่งเล่าเรื่องราวของเฮซอนที่หนีออกจากบ้านและมาทำอาชีพเป็นผู้หญิงขายบริการอยู่แถวใจกลางกรุงโซล เธอใช้ชีวิตอยู่กับแฟนแมงดาผู้เกาะเฮซอนกินไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อตะวันตกดินความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น ชายแก่จรจัดได้กลายร่างเป็นซอมบี้และออกกัดคนไปทั่ว จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง บัดนี้เชื้อได้ระบาดไปทั่วเมืองผู้คนเริ่มกลายร่างเป็นซอมบี้ไล่กัดกินกันเองทำให้ผู้ที่เหลือรอดต่างพยายามกระเสือกกระสนในการเอาชีวิตรอด

ความแตกต่างระหว่าง Seoul Station กับ Train to busan นั้น คือเรื่องหลังจะอัดแน่นไปด้วยฉากแอ็คชั่นโครมคราม เน้นความใหญ่โตของเหตุการณ์ ในขณะที่ Seoul Station พูดถึงการเอาชีวิตรอดของชนชั้นล่างที่ต้องปากกัดตีนถีบและดูอับจนหนทางในการเอาชีวิตรอดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความสนุกของเรื่องแรกอาจจะดูเป็นรองเรื่องหลังก็ตาม แต่ในเชิงประเด็นทางสังคมแล้ว Seoul Station สะท้อนประเด็นชนชั้นของสังคมเกาหลีออกมาได้น่าสนใจทีเดียว

กลับมาที่ Train to busan หลังจากที่ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ ตัวหนังสามารถกวาดรายได้กว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มันขึ้นทำเนียบภาพยนตร์เกาหลีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล โดยตัวผู้กำกับอย่างยอนซังโฮ ตั้งใจจะสานต่อจักรวาลนี้ให้กว้างมากขึ้นเมื่อเขาเริ่มจินตนาการภาพว่าประเทศเกาหลีจะเป็นอย่างไรภายหลังจากการระบาดของไวรัสซอมบี้ “เราอ่านสิ่งที่แฟนๆ คุยกับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังเหตุการณ์ใน Train to busan เราคิดว่ามันยังมีเรื่องมากพอให้เล่า มอบมุมมองใหม่ในขณะเดียวกับขยายจักรวาลเพิ่มเติม” ถ้า Train to busan เป็นหนังซอมบี้กระแสหลักเรื่องแรกของเกาหลี Peninsula จะเป็นภาพยนตร์ว่าด้วยโลกหลังการล่มสลายเรื่องแรก Peninsula จะมอบบรรยากาศที่ไม่เหมือนหนังเรื่องไหน และพร้อมจะทำให้ผู้ชมต้องอ้าปากค้าง

แม้ว่าจะเพิ่งเปิดตัวต่อสาธารณชน แต่ Peninsula ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ประจำปี 2020 Peninsula เป็นหนังเกาหลีภาคต่อในจักรวาลเดียวกันกับภาคก่อนหน้าเรื่องแรกที่ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาล โดยนี่ถือเป็นครั้งที่สามที่ยอนซังโฮผู้กำกับถูกเชิญให้นำผลงานไปฉายที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ “ยอนซังโฮเป็นตัวแทนผู้กำกับเกาหลีรุ่นใหม่ ถัดจาก พัคชานอุค และ บงจุนโฮ” เธียร์รี่ เฟรอโม ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกผลงานของเทศกาลหนังเมืองคานส์กล่าว “Peninsula เป็นภาคต่อที่สนุกไม่แพ้ภาคแรก”

 

จับตาฉากเด่น ขับรถไล่ล่าความยาวกว่า 20 นาที!

ทีมเบื้องหลังที่เคยเนรมิต Train to busan ให้กลายเป็นปรากฏการณ์ โคจรกลับมาร่วมงานกับยอนซังโฮอีกครั้ง ก่อนที่โลกจะรู้จัก Train to busan หนังซอมบี้ไม่เคยเป็นหนังในกระแสหลักในเกาหลี แต่พอหนังเรื่องนี้เข้าฉาย มันทำให้ผู้ชมกว่าสิบล้านคนทั่วประเทศเทใจให้ ในภาคต่อนี้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อพัฒนางานภาพให้อลังการขึ้นไปอีกระดับ

สำหรับ Peninsula นั้นใหญ่กว่าทั้งสเกลการเล่าเรื่องและงานภาพ เพราะเรื่องราวใน Train to busan นั่นเกิดขึ้นแต่ในรถไฟ  Peninsula เล่าเรื่องผ่านสถานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ย่านธุรกิจกรุงโซล ฐานทัพลับ และอีกมากมาย “เราไม่อยากทำอะไรที่จำเจ เราต้องการมอบสิ่งใหม่ๆ ให้ผู้ชม” คิมยอนโฮ โปรดิวเซอร์กล่าว นั่นหมายความว่าทีมงานต้องรับมือกับความท้าทายครั้งใหม่ นับตั้งแต่การถ่าย, การออกแบบงานสร้าง, เทคนิคพิเศษ, คิวแอ็คชั่น และ ซีจี ทีมงานมากประสบการณ์เหล่านี้ทำงานกันเคียงบ่าเคียงไหล่นานนับปีก่อนจะเริ่มถ่ายทำ ยอนซังโฮทุ่มสุดตัวเพื่อสร้างฉากที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่ทางด่วนร้างที่เต็มไปด้วยซากรถ, เมืองร้างที่ต้นไม้ปกคลุม, ซากเรือที่จอดนิ่งบนชายฝั่ง ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความสมจริงให้กับโลก 4 ปีหลังการระบาด “ผมคิดว่ามันน่าสนุกดีที่ได้เปลี่ยนภาพที่พวกเราคุ้นตาเป็นซากปรักหักพัง”

แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือบรรดาฝูงซอมบี้ ซอมบี้ในภาคนี้มีสัมผัสต่อแสงและเสียงไวกว่าเดิม ผู้ออกแบบการเคลื่อนไหว จอนยอง กล่าว “เพื่อให้มันเจ๋งกว่า Train to busan ผมอยากให้ซอมบี้มันดูก้าวร้าวกว่าเดิม” ผู้ดูแลงานสตันท์ฮอมยองแฮงกล่าว “เราอยากใช้ฉากเป็นส่วนหนึ่งของงานแอ็คชั่น เปิดมิติใหม่ใหักับฝูงซอมบี้”