ติดโซลาร์เซลล์เลือกสิทธิไหนดี? รัฐแจก 5 หมื่น VS ลดหย่อนภาษี 2 แสน คนรายได้เท่าไหร่ถึงคุ้ม

ติดโซลาร์เซลล์เลือกสิทธิไหนดี? รัฐแจก 5 หมื่น VS ลดหย่อนภาษี 2 แสน คนรายได้เท่าไหร่ถึงคุ้ม

ติดโซลาร์เซลล์เลือกสิทธิไหนดี? รัฐแจก 5 หมื่น VS ลดหย่อนภาษี 2 แสน คนรายได้เท่าไหร่ถึงคุ้ม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เทียบชัดๆ ติดโซลาร์เซลล์ รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท VS ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท แบบไหนคุ้มกว่า? 

ใครกำลังวางแผนติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้าน ต้องศึกษาสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้ดีก่อนตัดสินใจ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สนับสนุนค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์สูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์สูงสุด 200,000 บาท ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ทำให้หลายคนสงสัยว่า ควรเลือกสิทธิไหนถึงจะคุ้มค่ากว่ากัน

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ เงินสนับสนุน 50,000 บาท กับสิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ไม่สามารถใช้ซ้ำกันสำหรับการติดตั้งระบบเดียวกันภายใต้โครงการนี้ โดยทั้งสองมาตรการมีรูปแบบการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน และจำนวนเงินที่ประหยัดได้จริงก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรายได้ ฐานภาษี ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และคุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ

โซลาร์เซลล์ 50,000 บาท VS ลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ต่างกันอย่างไร?

แม้มาตรการทั้งสองจะมีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและช่วยลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนเหมือนกัน แต่รูปแบบการให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเงินสนับสนุน 50,000 บาทเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐโดยตรง ขณะที่สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาทเป็นการนำค่าใช้จ่ายมาหักออกจากเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

รายละเอียด เงินสนับสนุน 50,000 บาท ลดหย่อนภาษี 200,000 บาท
รูปแบบสิทธิ เงินสนับสนุนจากรัฐบาล สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้
วงเงินสูงสุด 50,000 บาท หักเงินได้สูงสุด 200,000 บาท
เงินที่ประหยัดได้จริง 50,000 บาท เมื่อได้รับสิทธิครบตามเงื่อนไข ขึ้นอยู่กับฐานภาษีและภาษีที่ต้องชำระจริง
ต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่ ไม่จำเป็น ต้องมีภาระภาษีจึงจะเกิดประโยชน์ทางการเงิน
ขนาดระบบ 5-10 kWp ไม่เกิน 10 kW ตามเงื่อนไขมาตรการ
ระยะเวลา ลงทะเบียน 27 ต.ค. 2569 - 31 ม.ค. 2570 ค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไขถึง 31 ธ.ค. 2571
เหมาะกับใคร ผู้ไม่เสียภาษีหรือผู้มีภาระภาษีต่ำถึงปานกลาง ผู้มีภาระภาษีสูงและใช้สิทธิได้เต็มจำนวน

ข้อแตกต่างสำคัญคือ เงินสนับสนุน 50,000 บาทเป็นจำนวนเงินที่ผู้ผ่านเงื่อนไขจะได้รับโดยตรง แต่การลดหย่อนภาษี 200,000 บาทไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะคืนเงินให้ 200,000 บาทเต็มจำนวน เพราะเป็นเพียงวงเงินค่าใช้จ่ายสูงสุดที่นำไปหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษีเท่านั้น

ทางเลือกที่ 1 รับเงินสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์ 50,000 บาท

โครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดกรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับประชาชนจำนวนไม่เกิน 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ให้เงินช่วยเหลือค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งรายละ 50,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้เงินส่วนตัวเพื่อติดตั้ง หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยกรณีใช้เงินส่วนตัว เมื่อดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบสำเร็จตามเงื่อนไข จะได้รับเงินสนับสนุนผ่าน PromptPay ส่วนกรณีใช้สินเชื่อ เงินสนับสนุนจะถูกโอนให้ธนาคารเพื่อลดภาระเงินกู้ของผู้เข้าร่วมโครงการ

คุณสมบัติผู้ขอรับเงินสนับสนุน 50,000 บาท

  • เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย
  • เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 สำหรับบ้านอยู่อาศัย
  • ชื่อผู้ขอรับสิทธิต้องตรงกับชื่อเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า
  • ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาดตั้งแต่ 5 kWp ถึง 10 kWp ต่อมิเตอร์
  • ติดตั้งผ่าน กฟน. กฟภ. หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า
  • ใช้สิทธิรับเงินสนับสนุนได้เพียง 1 ครั้งต่อรายตลอดโครงการ
  • ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งต้องมีวันที่ตั้งแต่เปิดลงทะเบียนโครงการเป็นต้นไป
  • ต้องไม่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 805 ซ้ำกับโครงการนี้
  • ยื่นคำขอเชื่อมต่อภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 และเชื่อมต่อสำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นระยะเวลา 20 ปี ผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวจึงควรคำนวณมูลค่าความช่วยเหลือค่าไฟที่อาจต้องสละสิทธิก่อนตัดสินใจ

ทางเลือกที่ 2 ลดหย่อนภาษีติดโซลาร์เซลล์ สูงสุด 200,000 บาท

อีกหนึ่งมาตรการคือการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์และติดตั้ง Solar Rooftop ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2569 โดยให้นำค่าใช้จ่ายจริงมาหักออกจากเงินได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

มาตรการนี้ครอบคลุมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือส่วนของอาคารที่เข้าเงื่อนไข และต้องเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟน. หรือ กฟภ. โดยสิทธิสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวในปีภาษีที่เชื่อมต่อระบบสำเร็จ และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขด้านเอกสารและการติดตั้งที่กรมสรรพากรกำหนด

คำนวณให้ดู ลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ได้เงินจริงเท่าไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อรัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท จะได้รับเงินคืนจากกรมสรรพากรเท่ากับจำนวนดังกล่าว แต่ความจริงจำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของแต่ละคน ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติว่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ด้วยค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข 200,000 บาท และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนเต็มจำนวนภายในฐานภาษีนั้น

ฐานภาษี ภาษีที่อาจประหยัดได้สูงสุด เทียบกับเงินสนับสนุน 50,000 บาท
0% 0 บาท เงินสนับสนุนคุ้มกว่า
5% 10,000 บาท เงินสนับสนุนคุ้มกว่า
10% 20,000 บาท เงินสนับสนุนคุ้มกว่า
15% 30,000 บาท เงินสนับสนุนคุ้มกว่า
20% 40,000 บาท เงินสนับสนุนคุ้มกว่า
25% 50,000 บาท ประหยัดได้เท่ากัน
30% 60,000 บาท ลดหย่อนภาษีอาจคุ้มกว่า
35% 70,000 บาท ลดหย่อนภาษีอาจคุ้มกว่า

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการคำนวณตัวอย่างโดยใช้สูตรค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ 200,000 บาท คูณด้วยอัตราภาษีแต่ละขั้น ไม่ใช่จำนวนเงินคืนที่ผู้เสียภาษีทุกคนจะได้รับจริง เพราะระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นอัตราก้าวหน้า หากการหักลดหย่อนทำให้เงินได้สุทธิลดลงไปอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่า ผลประหยัดภาษีจริงอาจน้อยกว่าตัวเลขในตาราง

ฐานภาษีเท่าไร เลือกรับเงิน 50,000 บาท หรือใช้สิทธิลดหย่อนภาษีดีกว่า?

กลุ่มที่ 1 ไม่เสียภาษี หรือฐานภาษี 5-15%

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรืออยู่ในฐานภาษี 5-15% การเลือกเงินสนับสนุนจากรัฐ 50,000 บาทมีแนวโน้มคุ้มค่ากว่า เพราะได้รับประโยชน์เป็นจำนวนเงินโดยตรง ขณะที่สิทธิลดหย่อนภาษีอาจช่วยประหยัดเงินได้เพียง 0-30,000 บาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไขครบ 200,000 บาทก็ตาม

กลุ่มที่ 2 ฐานภาษี 20-25%

สำหรับผู้เสียภาษีฐาน 20% หากใช้สิทธิได้เต็มจำนวนจะประหยัดภาษีสูงสุด 40,000 บาท จึงยังน้อยกว่าเงินสนับสนุน 50,000 บาท ส่วนผู้มีฐานภาษี 25% อาจประหยัดภาษีได้สูงสุด 50,000 บาท เท่ากับเงินสนับสนุนจากรัฐ แต่ต้องตรวจสอบว่าเงินได้สุทธิหลังใช้สิทธิยังอยู่ในฐานภาษีดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่

กลุ่มที่ 3 ฐานภาษี 30-35%

ผู้เสียภาษีฐาน 30-35% อาจได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีมากกว่าเงินสนับสนุน 50,000 บาท โดยหากใช้สิทธิได้เต็มจำนวนในฐานภาษีเดิม จะประหยัดภาษีได้ประมาณ 60,000-70,000 บาท อย่างไรก็ตาม ควรคำนวณจากเงินได้สุทธิจริงหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ เพื่อดูว่าประหยัดภาษีได้มากกว่าเงินสนับสนุนจริงหรือไม่

ตัวอย่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ 150,000 บาท เลือกสิทธิไหนคุ้มกว่า?

สมมติว่าบ้านหลังหนึ่งต้องการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ขนาด 5 kWp ในราคา 150,000 บาท และมีค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 3,000-5,000 บาท หากเลือกเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนและผ่านเงื่อนไขรับเงินสนับสนุน 50,000 บาท จะเหลือภาระค่าติดตั้งสุทธิ 100,000 บาท โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้น

แต่หากเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เจ้าของบ้านจะนำค่าใช้จ่ายจริง 150,000 บาทไปหักออกจากเงินได้ ไม่ใช่วงเงิน 200,000 บาทเต็มจำนวน เพราะมาตรการกำหนดให้ใช้สิทธิตามค่าใช้จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

ฐานภาษี ประหยัดภาษีสูงสุดจากค่าติดตั้ง 150,000 บาท
10% 15,000 บาท
15% 22,500 บาท
20% 30,000 บาท
25% 37,500 บาท
30% 45,000 บาท
35% 52,500 บาท

จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า หากค่าติดตั้งอยู่ที่ 150,000 บาท แม้ผู้เสียภาษีจะอยู่ในฐาน 30% ก็ยังประหยัดภาษีได้สูงสุดเพียง 45,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินอุดหนุน 50,000 บาท ส่วนฐาน 35% อาจประหยัดได้สูงสุด 52,500 บาท มากกว่าเงินอุดหนุนเพียง 2,500 บาท ทั้งนี้ ต้องมีภาระภาษีเพียงพอและสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวนตามสมมติฐาน

ติดโซลาร์เซลล์ราคา 150,000 บาท คืนทุนกี่ปี?

หากสมมติว่าระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 kWp สามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยเดือนละ 1,800-2,300 บาท และได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 50,000 บาท จะเหลือเงินลงทุนสุทธิ 100,000 บาท คิดเป็นระยะเวลาคืนทุนอย่างง่ายประมาณ 3.6-4.6 ปี จากการนำเงินลงทุนสุทธิหารด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ระยะเวลาคืนทุนที่รับประกันสำหรับบ้านทุกหลัง เพราะผลประหยัดค่าไฟขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดด ทิศทางหลังคา ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ และปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาและเปลี่ยนอุปกรณ์ในอนาคต

นอกจากนี้ ภายใต้โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ผู้เข้าร่วมที่มีไฟฟ้าส่วนเกินสามารถจำหน่ายให้การไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยตามเงื่อนไข โดยรายได้ส่วนนี้อาจช่วยลดระยะเวลาคืนทุนเพิ่มเติม แต่ต้องพิจารณาปริมาณไฟฟ้าที่ขายได้จริง และเงื่อนไขการชำระคืนสินเชื่อหากมีการกู้เงินมาติดตั้ง

อ่านเพิ่มเติม

สรุป ติดโซลาร์เซลล์รับเงิน 50,000 บาท หรือใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท แบบไหนคุ้มกว่า?

หากเปรียบเทียบสองมาตรการภายใต้เงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ครบ 200,000 บาท เงินสนับสนุน 50,000 บาทมีแนวโน้มเหมาะกับผู้ไม่เสียภาษีหรือผู้เสียภาษีฐานไม่เกิน 20% เพราะได้รับประโยชน์มากกว่าการลดหย่อนภาษี ส่วนผู้เสียภาษีฐาน 25% อาจได้รับประโยชน์ใกล้เคียงกัน ขณะที่ผู้เสียภาษีฐาน 30-35% อาจประหยัดภาษีได้มากกว่าเงินสนับสนุน หากมีภาระภาษีเพียงพอและใช้สิทธิได้เต็มจำนวน

อย่างไรก็ตาม หากค่าติดตั้งจริงต่ำกว่า 200,000 บาท จุดคุ้มค่าของทั้งสองมาตรการก็จะเปลี่ยนไป เช่น ค่าติดตั้ง 150,000 บาท ผู้เสียภาษีฐาน 30% จะประหยัดภาษีได้สูงสุด 45,000 บาท จึงยังน้อยกว่าเงินสนับสนุน 50,000 บาท

ดังนั้นก่อนติดตั้งโซลาร์เซลล์ควรคำนวณจากราคาติดตั้งจริง ฐานภาษี และข้อกำหนดของแต่ละโครงการ ไม่ควรตัดสินใจจากวงเงิน 200,000 บาทเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ได้หมายถึงจำนวนเงินที่จะได้รับคืนทั้งหมด

แหล่งอ้างอิง

  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) - เงื่อนไขโครงการโซลาร์ภาคประชาชน
  2. กรมประชาสัมพันธ์ - มติ ครม. โครงการโซลาร์ภาคประชาชน
  3. กรมสรรพากร - พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 พ.ศ. 2569
  4. กระทรวงพลังงาน - มาตรการภาษีติดตั้ง Solar Rooftop
  5. รัฐบาลไทย - เปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล