เปิดใจคุณพ่อ "ศรัณยู-ศุภรา วงษ์กระจ่าง" ยอมให้ลูกลองทุกอย่างยกเว้นเรื่อง "ขับรถ"

เปิดใจคุณพ่อ "ศรัณยู-ศุภรา วงษ์กระจ่าง" ยอมให้ลูกลองทุกอย่างยกเว้นเรื่อง "ขับรถ"
Hello Magazine

สนับสนุนเนื้อหา

ในบรรดาคนบันเทิง ดูเหมือนว่าครอบครัววงษ์กระจ่างเป็นครอบครัวที่มักจะถูกพูดถึงว่า นอกจากจะหน้าตาดีกันทุกคนแล้ว ไล่เรียงมาตั้งแต่ 'คุณพ่อตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง' ศิลปินนักแสดงและผู้กำกับอิสระที่กำลังจะมีผลงานกำกับละครเรื่อง ปาฎิหาริย์กาลเวลา ทางช่อง PPTVและ 'คุณแม่เปิ้ล-หัถยา วงศ์กระจ่าง' ดีเจคนดังแห่งคลื่น 88.5 เรื่อยมาจนถึงสองสาวคู่แฝด 'น้องหนุน-ศุภรา และน้องหนัง-ศีตลา' ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นสาวสวยสะพรั่ง ทั้งสี่ชีวิตนี้ยังมีประวัติการเรียนที่น่าสนใจ คุณตั้วเองก็จบสถาปัตย์ จุฬาฯ คุณเปิ้ลจบจากอังกฤษ และเผลอไม่ทันไรทั้งน้องหนุนและน้องหนังก็ใกล้จะเรียนจบปริญญาตรีกันในเร็ววันนี้อยู่แล้ว

น้องหนุนนั้นกำลังจะขึ้นปี 4 ทางด้านวิชาการแสดงขับร้อง วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนน้องหนังขณะนี้ก็ใกล้จบจากEwha Womans University ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากน้องหนังยังคงอยู่เกาหลี เราจึงนัดพบคุณตั้วและน้องหนุนที่นี่ เพื่อจะพูดคุยประสาพ่อ-ลูก ซึ่งทั้งคู่เพิ่งกลับจากเกาะสมุย แต่โดยมากครอบครัวนี้มักจะไปเที่ยวเคาท์ดาวน์ในช่วงวันหยุดปีใหม่ และในวันเกิดลูกแฝดอยู่แล้ว

“เดี๋ยวนี้พอลูกๆ โตขึ้น เขาเรียนสูงขึ้น มีภารกิจส่วนตัวมากขึ้น ทำให้เหลือเวลาเที่ยวกับครอบครัวแค่ไม่กี่วัน เมื่อก่อนเราจะไปทะเลช่วงปีใหม่และวันเกิดหนุนหนัง แต่พอเขาโตขึ้นก็เบื่อทะเล บางทีก็เลยจะพาหนุนไปหาหนังที่ต่างประเทศบ้าง อเมริกาบ้าง บางทีก็ฮ่องกง แต่หลังๆ มานี้เขาชอบญี่ปุ่นทั้งคู่ อย่างปีใหม่เราจะรู้กันว่าต้องเคานต์ดาวน์ด้วยกัน นี่ก็แพลนว่าจะไปญี่ปุ่นกันอีกครั้ง” คุณพ่อสุดหล่อกล่าว


ให้ลูกสุขกับชีวิต 
คุณพ่อตั้วบอกเราว่า สิ่งที่เขาเน้นเสมอมาตลอดชั่วชีวิตที่มีลูก ก็คือการให้ลูกได้มีความสุขกับชีวิต ไม่เร่งรัดลูกในเรื่องการเรียน “ตอนเขายังเด็กเราเลยพยายามให้เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ให้มากที่สุด จะได้เลือกว่าชอบอะไร เพราะเขาผ่านมาหมดแล้ว พอเขาโตขึ้นถึงค่อยแยกแยะเองว่า อันไหนชอบไม่ชอบ”

“ตอนเด็กๆ ช่วงหลังเลิกเรียนกับเสาร์อาทิตย์ หนุนกับหนังจำได้ว่าไม่เคยอยู่บ้านเลยค่ะ” น้องหนุนช่วยเสริม “เรียนเยอะมากจริงๆ จนบางทีหนูก็ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่เปียโน ไวโอลิน กลอง ขับร้อง ยิมนาสติก บัลเลต์ ว่ายน้ำ ไอซ์สเกต ขี่ม้า วาดรูป เทนนิส แล้วก็เหมือนเป็นพื้นฐานด้วยมั้งคะ เพราะเราเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด เหมือนเราเท้าบิดเข้าในทั้งคู่ ต้องใส่รองเท้าดัดเท้า หมอแนะนำว่าให้เรียนบัลเลต์จะได้ดีขึ้น ก็เรียนเอาจริงเอาจังมาก จนอีกไม่นานจะได้ใบประกาศนียบัตรแล้วกลับเลิกกะทันหัน เพราะเราดันติดลมกับการเล่นเทนนิส”

“แต่พอเขาต้องไปแข่ง ปรากฏว่าลูกผมไม่สนุกกับการฝึกให้มีวิญญาณเพชรฆาต ต้องทำคะแนนเพื่อเอาชนะเอาเสียเลย ลูกผมกลับสงสารคู่ต่อสู้ เขาก็เริ่มกดดันไม่อยากเล่นแล้ว หนุนก็เลยหันมาเอาดีทางดนตรีและการเต้น หลังจบจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดีในช่วง Gap Year เขาก็ไปเทคคอร์สการเต้นที่นิวยอร์กอยู่ 6 เดือน ตอนแรกคิดว่าจะเอาจริงทางด้านนั้นแล้ว เพราะเขาชอบมาก แต่พอจบกลับมาบอกว่าไม่ใช่ ผมก็เลยพยายามคุยกับเขาว่าเปียโนไหม ที่บ้านก็มี ลองเล่นดูไหม ก็พบว่าเขามีความสุขกับตรงนี้ ก็เลยหาว่าที่ไหนเหมาะกับตัวเขา ก็ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยรังสิตมีหลักสูตรที่เขาต้องการทางด้าน Theatre Performance ซึ่งมีทั้งการแสดง ดนตรี ละครเวทีที่เป็นมิวสิคัล แล้วเขาก็เลือกเอกขับร้อง"

“ส่วนน้องหนังคุณย่าคุณยายอยากให้ลองเข้าจุฬาฯ ก็เลยไปสอบติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แต่เรียนได้ปีหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ชอบ เขาก็เตรียมการว่าจะไปจีน แต่ระหว่างนั้นเขาไปเจอ Ewha Womans University ที่โซล ก็ไปหาข้อมูลเอง แล้วสมัครไป ทางมหาวิทยาลัยตอบรับ ก็เลยไปเกาหลี”

แฝดสองต้องเบิ้ล
ประสาคุณพ่อมือใหม่ การเลี้ยงลูกเพียงแค่คนเดียวก็นับว่าสาหัสสากรรจ์พอสมควรแล้ว เพราะทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอะเจอ ไหนจะต้องคอยระแวดระวังเวลาอุ้มด้วยกลัวจะหล่นมือ ไหนจะการรับมือเวลาลูกร้องไห้ อีกทั้งยังต้องคอยดูแลให้ลูกเติบโตเป็นอย่างดี แล้วกับการเลี้ยงลูกแฝดสำหรับคุณตั้วที่ทุกอย่างต้องคูณสอง เขาต้องเหนื่อยหนักขนาดไหน 

“เหนื่อยตรงที่ทุกอย่างต้องเบิ้ล บางทีโชคดีหน่อยเขาหลับพร้อมกัน แต่บางทีคนหนึ่งหลับ อีกคนตื่นร้องไห้ คนนี้ไม่ยอมหลับ ต้องคอยอุ้มอีกคน มีอยู่วันหนึ่งผมเลยใช้วิธีขับรถ รู้สึกจะเป็นน้องหนุนนะ เขาไม่หลับผมก็เลยขับรถพาเขาวนเพื่อให้เขาหลับสบายในรถ ความยากลำบากจะเป็นแบบนี้ พอผ่านมาได้ก็ดีที่เขาเกิดพร้อมกันจะได้มีเพื่อน ซึ่งถ้าไม่ใช่ลูกแฝด ผมก็ต้องมีคนที่สองอีกไม่ห่างเกินปีอยู่ดี เพื่อให้เขามีเพื่อน”

 

หลังจากสนุกกับการเลี้ยงลูกแฝดสาวแล้ว คุณพ่อตั้วเคยคิดจะมี ลูกชายอีกสักคนไหม เพื่อให้เป็นบัดดี้ของพ่อ “ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมีลูกสาวหรือลูกชาย แค่รู้ว่าเป็นลูกแฝดก็พอแล้ว เพราะการเลี้ยงเด็กสองคนในเวลาเดียวกันก็หนักหนาเอาการอยู่ ผมกับเปิ้ลก็เลยคิดว่าเราเลี้ยงหนุนหนังให้ดีดีกว่า เกรงว่าถ้ามีอีกคนเดี๋ยวเราเลี้ยงเขาได้ไม่ดีพอ แล้วจะกลายเป็นปัญหา ซึ่งตอนนั้นก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่าให้มีอีกสักคน...เชื่อพี่ ซึ่งผมกับเปิ้ลก็ไม่เคยเชื่อ

“เพิ่งมาปีสองปีนี้เองที่เริ่มคิดว่าเราน่าจะมีลูกอีกคน เพราะหนุนหนังก็โตแล้ว และเราพร้อมที่จะดูแล
เด็กอ่อนได้อีก แต่มันก็ช้าไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ได้คิดว่าเสียดาย เพราะฉะนั้นถามว่าคิดอยากมีลูกชายไหม ไม่ได้คิด แต่คิดว่าถ้ามีลูกอีกสักคนก็ไม่เลวแค่นั้นเอง”

สำหรับความเชื่อว่าฝาแฝดนั้นมีความรู้สึกผูกพัน แม้กายจะห่าง แต่เมื่อใดที่คนหนึ่งกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ อีกคนจะรู้สึกด้วย น้องหนุนบอกเราทันทีว่า “หนูว่าจริงนะคะ แต่ไม่รู้ว่าฝาแฝดคู่อื่นเป็นหรือเปล่า อย่างเราสองคนเคยเรียนห้องเดียวกัน แล้วอยู่ดีๆ ก็ยกมือขออนุญาตครูไปเข้าห้องน้ำพร้อมกัน เพื่อนในห้องก็ขำ จะรู้สึกแบบนี้พร้อมกันบ่อย เช่น หิว เศร้า แต่มาจากสาเหตุคนละเรื่อง แต่มันจะประจวบเหมาะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอะไรแบบนี้ค่ะ ก็ยังคุยขำๆ กันเลยว่า ที่เขาบอกว่าผูกพันกันน่าจะจริง แต่ตอนนี้หนังไปเรียนเกาหลีก็เลยไม่ค่อยได้ไถ่ถามว่าตอนนี้รู้สึก
อย่างไรอีกมั้ย แม้จะคุยกันตลอด เพราะหนังก็ยุ่ง”

 

“สองคนนี้รักกันมากนะครับ” คุณพ่อตั้วยืนยัน “และผมดีใจที่เขารักกัน พอโตขึ้นก็อาจมีทะเลาะกันบ้าง คนนั้นแย่งของคนนี้ เอาเสื้อคนนั้นไปใส่ ทำไมคนนี้ไม่เก็บที่นอน แต่ทุกครั้งที่ใครมีปัญหา อีกคนหนึ่งจะออกรับแทนเสมอ แล้วถ้าคนหนึ่งไปทะเลาะกับเพื่อน อีกคนจะไปเอาเรื่องแทน เขาสองคนจะรักและเป็นห่วงเป็นใยกันมาก แล้วก็มีน้ำใจให้กันและกันตลอด ตรงนี้ผมจึงรู้สึกดีว่าเราเลี้ยงเขามาถูกทางแล้ว เขามีความรักและความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจโอบอ้อมอารีให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือคนเฒ่าคนแก่ เดินผ่านขอทานก็จะเอาตังค์ให้ ชอบทำบุญ ทำให้เราในฐานะพ่อรู้สึกว่า เราให้ภูมิต้านทานเขาเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรจะประทับใจผมได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว”

วีรกรรมของสองสาว
สิ่งที่น้องหนุนห่วงคุณพ่อตั้วมาตลอดก็คือ เรื่องความเครียด เพราะแม้จะเป็นคุณพ่อสุดหล่อใจดีของลูกก็จริง แต่ด้วยความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ของคุณตั้ว ทำให้บางทีเครียดและอารมณ์ร้อนฉ่า 

“ห่วงพ่อเรื่องความเครียดค่ะ เพราะพ่อทำงานหนักอยู่แล้ว บางทีกลัวพ่อจะเครียดไป เพราะอาจจะอยากให้งานออกมาดี แต่ไม่ได้ดั่งใจ มาระยะหลังๆ ที่เริ่มหายห่วง เพราะเขาเริ่มใจเย็นลง บางทีก็อยากบอกพ่อว่าให้ใจเย็นๆ ไม่ต้องโมโหทุกเรื่อง ซึ่งหลังๆเขาก็เริ่มดีขึ้น อารมณ์ร้อนน้อยลงแล้ว


“หนุนหนังเคยเจอพ่ออารมณ์ร้อนครั้งหนึ่งตอนที่เรายังเด็ก ตอนนั้นเราไม่เข้าใจคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์นี่แหละค่ะ หนูกับหนังก็เลยนั่งติวกับพ่อ แต่พ่อสอนแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจตอบไม่ได้ เป็นแบบนี้จนเขาโมโหมาก คงคิดว่าโจทย์ง่ายแค่นี้ทำไมตอบไม่ได้ ก็เลยเขวี้ยงสมุด เราสองคนเลยร้องไห้กระหน่ำ ตั้งแต่นั้นมาแม่เลยพาเราไปเรียนพิเศษ บอกว่าพี่ตั้วไม่ต้องสอนแล้ว (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว”

เมื่อโตขึ้นแม้เรื่องความดุจะลดน้อยลงแล้ว แต่ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณตั้วต้องคอยกำชับลูกสาวทั้งสองมาโดยตลอด นั่นคือเรื่องการเข้าสังคม 

สิ่งสุดท้ายที่จะสอน...ขับรถ
ความสามารถเรื่องขับรถอาจเป็นทักษะที่ไม่ได้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่ก็สามารถสอนกันได้เมื่อถึงวัยอันสมควร ทว่าคุณตั้วกลับเลือกที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบเสียก่อนจะสอนให้สองสาวขับรถ

“ผมพูดกับเขาว่าถ้าไม่มีความจำเป็นหรือตั้งใจที่จะขับรถจริงๆ ผมจะไม่สอน เพราะการขับรถเป็นกิจกรรมที่อันตรายถึงชีวิตเลยนะ เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ถ้าเห็นเพื่อนขับแล้วเราอยากขับ อย่างนี้ไม่เอา เพราะมันสุ่มเสี่ยงที่จะขับรถเพลิดเพลินสนุกกับเพื่อนจนลืมตัว แต่ผมจะสอนให้เขาแน่เมื่อไรที่เขาสามารถตอบผมได้ว่าเขาอยากขับรถเป็น แล้วมีสติพอที่จะตั้งใจฝึก และรู้ว่านี่คือพาหนะที่ถ้าเราพลั้งพลาดเผลอเรอ เราชุ่ย หรือไม่มีสมาธิ มันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ถ้าเขาพร้อมอย่างนั้น ผมถึงจะสอน แต่เด็กสองคนนี้เขาโตมาโดยที่เราขับรถไปรับไปส่งเขาตลอดเวลา มีคนขับรถที่สนิทกับครอบครัว พอโตขึ้นไปไหนเองได้เขาก็ถนัดขึ้นรถไฟฟ้าที่มันคล่องตัว” 

 

น้องหนุนขอพูดบ้างว่า “หนูเคยขับรถแม่แต่อยู่แค่ในหมู่บ้านนะคะ โดยมีแม่นั่งไปด้วย แล้วแม่ก็บอกว่า เธอลงไปเลยไม่ต้องขับแล้ว เพราะหนูขับเร็วมาก (หัวเราะ) คือเพื่อนหนูขับรถเร็วทุกคน หนูก็เลยติด พ่อเคยบอกว่าถ้าอยากเรียนขับรถให้ไปเรียนกับพ่อ แต่หนูคิดว่าจะไปเรียนที่โรงเรียน เพราะหนูเคยคุยกับแม่ แม่บอกว่าไปเรียนที่โรงเรียนเถอะ แม่ไม่ห้าม แต่ก็อย่างที่พ่อบอกว่า พ่อกลัวอุบัติเหตุ แล้วก็ชอบบอกว่า หนุนกับหนังยังเด็กไป ที่หนูอยากขับรถเป็นก็ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะช่วงหลังๆ หนูไปไหนมาไหนกับแม่บ่อย แล้วแม่บ่นว่าเหนื่อย หนูจะได้ขับรถให้แม่นั่ง”

เพศตรงข้าม
สำหรับเรื่องราวน่าหนักใจของวัยรุ่น ที่สุดแล้วคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของเพศตรงข้าม ซึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่คงอดเป็นห่วงไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกสาว “พ่อเจอคนที่หนูคุยด้วยทุกคนค่ะ” น้องหนุนบอกกับเราอย่างเปิดเผย “แต่บางทีเขาจะแซว หรือบางทีหนังแอบไปบอก พ่อก็จะชอบมาแซว แม่จะรู้ทุกอย่างเพราะหนูคุยกับแม่ทุกเรื่อง แต่เรื่องแฟนหนูไม่ค่อยกล้าคุยกับพ่อ หนูว่ามันตลก ถ้าอยู่ดีๆ ไปบอกพ่อว่า พ่อหนูกำลังคุยกับคนนี้ แต่พ่อจะรู้เองโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เขาจะพูดหรือเปล่า เพราะเขาก็คงรู้ว่าอยู่ในความดูแลของแม่ และเวลาพ่อถามถึง เราก็ตอบตามจริงค่ะ แต่เขาจะเตือนว่าผู้ชายสมัยนี้น่ากลัวนะ และหนูเป็นคนที่ดูคนไม่ค่อยเป็นเลย เชื่อคนง่าย แล้วทุกครั้งที่หนูคุยกับใคร มีคนมาส่งที่บ้านหรือมารับส่งก็จะได้เจอพ่อแม่ตลอดอยู่แล้วค่ะ” 


“กว่าเขาจะแต่งงาน มันคงไปทีละขั้น เมื่อถึงวันนั้นเราคงเห็นกันก่อนแล้วว่าเขาเลือกใคร ด้วยวิถีของครอบครัวเรามันต้องเห็นมาก่อนอยู่แล้ว” คุณพ่อตั้วสรุป

ความรัก ความผูกพันของสองพ่อลูกจะมีมาก เหนียวแน่นขนาดไหนนั้นติดตามได้ใน นิตยสาร HELLO! ปีที่ 13 ฉบับที่ 25 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2561 หรือดาว์นโหลดฉบับดิจิตอลได้ที่  www.ookbee.com , www.shop.burdathailand.com

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่