4 ลุคสุดอลังจากปาก Celebrity Front Row "ออ-อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา"

4 ลุคสุดอลังจากปาก Celebrity Front Row "ออ-อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา"
Hello Magazine

สนับสนุนเนื้อหา

ความเนี้ยบ เรีบหรูของเซเลบริตี้ระดับ Top spender กับโลกแฟชั่นที่ไร้ขีดจำกัดในทุกกรณี

จากเสื้อยืดเลียนแบบแบรนด์เนมราคาสองร้อยบาทเพียงตัวเดียวที่ซื้อไปอวดมารดา (คุณอัญชลี กุญชร ณ อยุธยา) ทำให้ "คุณออ-อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท Win Together จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า ชั่วชีวิตนี้จะต้องใช้แต่สินค้าที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องเท่านั้น และกลายเป็นที่มาของตำแหน่ง Top Spender ให้กับซูเปอร์แบรนด์หลายต่อหลายแบรนด์ด้วยกัน

Celebrity Front Row
ถ้าหากแอนนา วินทัวร์เป็นบรรณาธิการเจ้าประจำที่นั่งแถวหน้าของห้องเสื้อชั้นนำของโลก คุณออก็ได้ที่นั่งริมรันเวย์แบบเกาะติดเช่นกัน ด้วยความที่เขาเป็นนักช้อปรายใหญ่ของแบรนด์เนมระดับเวิลด์คลาส ไม่ว่าจะเป็น Dior, Prada, Saint Laurent ตามด้วย Givenchy, Lanvin และ Giorgio Armani บ้างบางชิ้น

“เริ่มจากเมื่อห้าปีที่แล้วที่ผมเป็น Top Spender และมีประวัติดี ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินก็ไปได้ เขาให้เราส่งประวัติไปว่าทำอาชีพอะไร ต้องซื้อต่อเนื่องกันมานานกว่าสิบปี เรียกว่ามีความภักดีกับแบรนด์มาก (หัวเราะ) อย่าง Prada ผมไปอุดหนุนตั้งแต่วันแรกที่เขาเปิดช็อปที่เกษร วันปิดผมก็ขอเป็นบิลสุดท้าย เพราะรัก Prada มาก แบรนด์ต่าง ๆ ที่ผมเป็น Top Spender ก็จะเชิญผมไปดูแฟชั่นโชว์ที่ต่างประเทศเลย โดยออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้หมด และหลังจากเชิญไปสองสามครั้ง เขาก็จะให้บัตรเชิญ Front Row สำหรับชมแฟชั่นโชว์ นอกนั้นเราต้องออกเอง ผมก็จะแพลนทริปเที่ยวไปด้วยเลย

“ผมได้รับเชิญติดต่อกันมาสามปีแล้ว เขาจะมีรายการมาให้เลือกเลยว่าชอบชุดไหน เขาจะบอกละเอียดเลยว่าทำจากวัสดุอะไรบ้างให้แฟ้มมาศึกษาถึงบ้านเลย คอลเลคชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไร แล้วอีกสองวันให้หลังก็ไปลองชุดที่นายแบบใส่ เพื่อดูว่าชอบหรือเปล่า ถ้าชอบก็วางมัดจำ หลังจากนั้นรออีกหกเดือน สำหรับการบอกราคาเขายังทำตามธรรมเนียม คือเขียนใส่กระดาษมาให้เป็นรายคนไป จะไม่มีใครรู้ราคาของคนอื่น นอกจากตัวเอง เพราะเมื่อก่อนแต่ละคนตัวเล็กตัวใหญ่ใช้ผ้าไม่เท่ากัน แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ยังคงธรรมเนียมนี้อยู่ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าทุกคนที่มามีความพร้อมเรื่องเงินอยู่แล้วก็ตาม

“แฟชั่นโชว์ของผู้ชายจะมีแค่ปีละสองครั้ง ผมก็เพิ่งไปดู Fall/Winter collection เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วน Spring/Summer collection จะเดินประมาณมิ.ย.-ก.ค. คือดูล่วงหน้านานมาก แต่ก็มีบางแบรนด์ที่ทำแบบ see now buy now เพราะว่าคนทนรอไม่ไหว นอกนั้นเป็นแคตตาล็อกหมด สาเหตุที่แฟชั่นโชว์ของผู้ชายมีไม่บ่อย เพราะมันไม่ทำรายได้เท่าแฟชั่นโชว์ของผู้หญิง”

เขายังบอกเราอีกว่า การดูแฟชั่นโชว์ก็มีบ้างที่ดูบนรันเวย์แล้วสวย แต่ถึงเวลาทดลองใส่เองแล้วไม่ชอบใจก็มาก เขาก็จะใช้วิธีจองไว้ก่อน อาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ เพราะฉะนั้นห้ามโกรธถ้าหากใส่แล้วไม่เข้ากับตัวเองอย่างรุนแรง และเลือกที่จะไม่รับ “ถ้าเป็นอะไรที่แปลกหรือแหวกมากๆ ก็ต้องลองดูก่อน จะบอกพนักงานว่าถ้าไม่รับอย่าโกรธกันนะ เพราะบางตัวราคาเป็นแสนบาท ถ้าไม่เข้ากับเราอย่างรุนแรง ก็เสียดายเงิน เดี๋ยวนี้ผมเริ่มจะ say no เป็นแล้ว”

 

เพื่อให้สมมาตรกับเสื้อผ้าที่ซื้อมา คุณออจึงเลือกที่จะเปลี่ยนลุคตามซีซัน “ถ้าเป็นงานสังคมผมจะแต่งตัวเป็นซีซันครับ และโดยมากจะแต่งแบบ total look ศีรษะจรดเท้า เมื่อก่อนจะใส่แบบไม่ซ้ำเลย แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นช่วงใหม่ของชีวิตที่คิดว่าตัวเองควรจะประหยัด ก็เลยจะใส่ซ้ำประมาณ 2-3 หน เมื่อก่อนใส่แค่ครั้งเดียว แต่ถ้าชอบมาก ๆ จะใส่ซ้ำหลายครั้งเลย อย่างกางเกงยีนส์ถ้าเป็นตัวโปรดใส่ซ้ำไม่รู้กี่รอบ”

สำหรับในเวลางานกับนอกเวลางานนั้น คุณออก็แยกส่วนภาพลักษณ์อย่างชัดเจน “ผมจะแยกลุคระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวครับ เวลาทำงานผมจะแต่งตัวสุภาพมาก เชิ้ตขาวผูกไท แจ็คเก็ตดำ กางเกงดำ ไม่แฟชั่น แต่ถ้าเป็นงานสังคมจะเว่อร์ๆหน่อย ส่วนจิวเวลรี่ผมจะใช้ B.Zero1 ของ Bvlgari เพราะแบรนด์อื่นไม่ค่อยมีของผู้ชาย มันทำยาก ส่วนแบรนด์ไทยผมชอบ Dermond ยกเว้นบางทีจะเป็น Cartier บ้าง สำหรับนาฬิกาถ้าต้องติดต่องานราชการผมจะใช้ Hermes เพราะเรียบร้อยหน่อย ส่วนนาฬิกาฝังเพชรผมจะใส่นอกเวลางาน เพราะส่วนตัวชอบอะไรวิ้ง ๆ”

เขาพูดพลางยิ้มก่อนจะกล่าวต่อว่า เครื่องหนังเขาก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังจระเข้เท่านั้น เพราะชอบเท็กซ์เจอร์ของหนังสัตว์ประเภทนี้ “ชอบหนังจระเข้มาก แต่ก็แพงมากด้วย ก็จะใช้ Hermes ที่บ้านผมมีจานชาม Hermes เยอะมาก เพราะต้องซื้อสินค้าพวกนี้ก่อนเขาถึงจะขายกระเป๋าให้ ซึ่งบังเอิญผมชอบอยู่แล้ว แต่หลัง ๆ มานี้ผมก็จะอุดหนุนแบรนด์ไทยอื่น ๆ ที่ทำกระเป๋าหนังจระเข้ซึ่งมีดีไซน์ที่ดีมากใกล้เคียงกับต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นการสนับสนุนเพื่อน ๆ กันด้วย เช่น Mettique หรือ Suvimol เป็นต้น ซึ่งบางแบบเขาก็ออกแบบให้มีแค่ใบเดียวในประเทศเท่านั้น”

เวลาเดินทางของคุณออจึงประหยัดพื้นที่ด้วยการแพ็คของไปแค่ครึ่งกระเป๋า แล้วค่อยซื้อเอาข้างหน้าแทน “ใส่แค่วันไป ที่เหลือซื้อเอา ไม่ต้องคิดเยอะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะปิดห้องวีไอพี แล้วเอาทุกแบบมาเรียงให้ดูเลย ก็เป็นความพิเศษของ Luxury Brand”

แย้มเกร็ดแฟชั่น

แบรนด์เนมแต่ละแบรนด์ที่คุณออชื่นชอบเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติความเป็นมาอันยาวนาน อาทิเช่น Christian Dior ก็อยู่คู่กับประเทศฝรั่งเศสมานานกว่า 70 ปี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 “มิสเตอร์คริสเตียน ดิออร์เขาปฏิวัติเสื้อผ้าของผู้หญิง แล้วจากนั้นก็ทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วย ผมจึงชอบแบรนด์นี้ และใช้เป็นประจำ เขามีผลิตภัณฑ์หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ถุงเท้า รองเท้า เนคไท แอคเซสซอรีส์ต่างๆ ตลอดจนถึงไพ่ เทียนหอม น้ำหอม นาฬิกา เรียกว่าครบเครื่องเลย”

จากความชื่นชอบ Dior ทำให้คุณออชื่นชมดีไซเนอร์อย่าง Yve Saint Laurent ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอีฟ แซงต์ โลรองท์เป็นศิษย์เอกของดิออร์ “หลังจากดิออร์เสียชีวิต แซงต์ โลรองท์ก็มารับช่วงต่อห้องเสื้อ Dior อีกราว 7-8 ปี ก่อนจะออกมาทำห้องเสื้อของตัวเองโดยใช้ชื่อ  Yve Saint Laurent จากนั้น Dior ก็มี Hedi Simane และ Anthony Vaccarello มาสร้างสรรค์แบรนด์ให้โดยยังคงมนต์ขลังแบบ Dior เอาไว้ ซึ่งผมก็ยังชอบใช้ทุกอย่างของสามแบรนด์นี้

“ถ้าเป็นชุดทำงานผมจะใส่ Dior มากที่สุด เพราะว่าคัตติ้งเนี้ยบ ส่วนงานกลางคืนก็จะเป็น Saint Laurent เพราะจะ Glamourous นิดหนึ่ง แต่ถ้าไปเที่ยวผมจะใช้ Prada ส่วนแบรนด์อื่นๆผมก็มีบ้างอย่าง Givenchy หรือว่า Lanvin อาจมี Giorgio Armani บ้าง”

 

 

ชีวิตเบื้องหลัง Top Spender
ใช่ว่าการใช้เสื้อผ้า Haute Couture ของคุณออจะมีแต่ความสวยหรู เขาต้องใช้เงินไปกับบริการซักแห้งเดือนละจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

“ค่าซักแห้งเดือนละเป็นหมื่นบาทครับ ที่ต้องยอมเสียเพราะเคยส่งให้ร้านซักแห้งใกล้บ้านด้วยความรีบร้อน ปรากฏว่าทำพังหมดเลย แล้วไม่ชดใช้ แสนหนึ่งละลายหายไปเลย จากนั้นมาผมก็เลยต้องเลือกใช้ร้านซักแห้งของโรงแรม เพราะเชื่อได้ว่ามีความโปรเฟสชันแนลในระดับหนึ่ง  เขาก็จะระวังให้เรา ผมจะมีร้านประจำอยู่สองแห่งคือโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กับโรงแรมเซ็นทารา เนื่องจากส่งมานานเขาจะรู้ว่าเป็นลูกค้าวีไอพี ต้องระวังอย่างแรง”

คุณออยังพูดถึงความภาคภูมิใจในฐานะนิสิตเก่าเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า เกียรติภูมิของจุฬาฯก็คือเกียรติของการรับใช้ประชาชน “สมัยเรียนจุฬาฯ ผมออกค่ายเกือบทุกปีเลย ผมสามารถเปลี่ยนระบบราชการให้เร็วขึ้น ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้น เลยเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ แม้ว่าเรื่องรายได้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เท่าความภาคภูมิใจที่เราได้รับใช้ประชาชนในแผ่นดินเกิดของเราครับ”