น้ำตาล – ชลิตา สวยแซบและชวนระทึก

น้ำตาล – ชลิตา สวยแซบและชวนระทึก

น้ำตาล – ชลิตา สวยแซบและชวนระทึก เกี่ยวกับ น้ำตาล ชลิตา

gqthailand

สนับสนุนเนื้อหา

อาจจะเพราะชื่อเล่นของเธอด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ ทำให้เราพลอยอุปาทานไปว่าอะไรบนตัวเธอมันช่างดูหอมหวานไปหมด ดวงตาโตคู่นั้นก็หวานและคมกริบ ผิวก็เนียนสวยเหมือนสีน้ำผึ้งเดือนห้า เดือนที่น้ำผึ้งเข้มข้นและเชื่อกันว่าหวานที่สุดของปี อากาศในสตูดิโอร้อนขึ้นหลายดีกรี เพราะ ‘น้ำตาล’ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ เจ้าของตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปี 2559 ได้พาร่างสูงระหงกว่า 170 ซม. กับตัวเลขสวยเป๊ะๆ ‘34-24-36’ มาอยู่บนปก GQ Thailand ของเรา ขนาดงูตัวเป็นๆ ที่เลื้อยไล้อยู่บนตัวเธอก็ยังเหมือนถูกมนตร์ความสวยสะกดไว้ (โอเค ยอมรับก็ได้ เราอิจฉางู)

ทันทีที่เพื่อนร่วมซีนของน้ำตาลถูกยกออกมาจากกล่อง แม้ชายทั้งแท่งหลายคนก็ยังแตกฮือ ส่วนนางงามของเรากลับเฉยๆ ชิลล์ๆ กระทั่งเมื่องูเหลือมตัวเขื่องนั้นพาดอยู่บนบ่าเธอนานหลายนาที บางทีก็เลื้อยป่ายปะไปแถวใบหน้า บางทีก็นอนขดนิ่งอยู่บนตัก เห็นแล้วชวนหวิวท้องน้อย น้ำตาลก็ยังชิลล์ๆ เธอพูดไม่มาก แต่เน้นยิ้มกว้างโชว์ฟันสวย

“ปกติตาลเป็นคนถามคำตอบคำค่ะ ไม่ค่อยอธิบายอะไรยาว ซึ่งพอมาอยู่ตรงนี้เราก็ต้องปรับ พี่เขาก็จะคอยสอนว่าใครถามอะไรต้องตอบแล้วอธิบายด้วย คือต้องพูดเก่งขึ้น ปกติตาลไม่ได้หยิ่งหรือขี้อายนะคะ แต่ตาลเป็นคนคิดคำพูดไม่ค่อยออก คำพูดสวยหรูแบบที่เขาให้สัมภาษณ์กัน บางทีข้องใจว่าเขาคิดกันได้ไง” (หัวเราะ)

“มาเป็นนางงามแล้ว เรื่องที่ต้องปรับเยอะที่สุด นอกจากการพูดแล้วมีอะไรอีก”

“เรื่องบุคลิกค่ะ จริงๆ ตาลเป็นสไตล์แบบเด็กๆ แต่มันขัดกับลุคตัวเองที่แบบว่า ดูเผ็ด ดูแซบ (หัวเราะ) ใช่ไหมคะ แต่บุคลิกตาลยังง้องแง้งน่ะค่ะ ตาลไม่ได้มั่นใจขนาดภาพที่ออกไปหรอกนะคะ ตาลเป็นคนธรรมดา ตอนได้มงก็ยังงงๆ เออ สรุปว่าฉันได้มงเหรอ แล้วฉันต้องทำยังไงต่อกับชีวิต ปีที่แล้วคนชนะเขาทำไปขนาดนั้น แล้วเราล่ะ?”

ถ้าลองจินตนาการดูตามความเป็นจริง ก็จะพบว่าเธอคงจะงงจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด การได้สวมมงกุฎที่การันตีว่าเธองามที่สุดในประเทศ ต้องนับว่าเป็นจุดพลิกผันทีเดียว สำหรับเด็กสาวที่ก่อนหน้านี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กับชีวิตที่เธอย้ำนักหนาว่าเป็น ‘คนธรรมดา’ 

พ่อของน้ำตาลเป็นพนักงานขับรถ ส่วนแม่เธอเป็นลูกครึ่งเยอรมันที่ทำงานมาแล้วหลากหลาย ทั้งเป็นแคดดี้ในสนามกอล์ฟ เป็นคนลากกระเป๋า และรับจ้างทำงานบ้านให้คอนโดเจ้านาย เด็กหญิงน้ำตาลก็ตามไปช่วยแม่ตลอดตั้งแต่ชั้นประถม ในช่วงปิดเทอมตอนอยู่มัธยม 4 เธอก็ไปรับจ้างเสิร์ฟอาหารอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนเรียนจบมัธยมด้วยเกรดเฉลี่ย 3.9 เธอเลือกเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา เหตุเพราะไปช่วยแม่ทำความสะอาดแล้วก็รู้สึกข้องใจว่าทำยังไงฝุ่นจะหมดไปจากโลกซะที เมื่อเข้าประกวดนางงาม น้ำตาลก็ไม่เคยปิดบังประวัติความเป็นมาของตัวเอง

เมื่อเธอได้ตำแหน่ง ภาพในอดีตของเธอถูกเผยแพร่ทั่วไป แล้วคุณจะประหลาดใจที่เหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่เธอช่างดูเป็นเด็กสาวธรรมด๊าธรรมดา เราหมายถึง... เธอไม่เหมือนนางเอกหลายคนที่ฉายแววออร่าจับและมีชีวิตเพียบพร้อมตั้งแต่อ้อนแต่ออก พูดง่ายๆ คือน้ำตาลไม่ได้เป็นดาวมหา’ลัย เธอเป็นแค่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ผมยาว ผิวคล้ำ ตาคม ตัวสูง มีรอยยิ้มกว้าง แต่ทันทีที่ถูก ‘Groom’ เธอกลับกลายเป็นคนใหม่ในทันที เธอกลายเป็นนางแบบ นางงาม เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด มั่นใจที่สุด เซ็กซี่ที่สุด แววตาที่มองลึกเข้าไปในกล้องเต็มไปด้วยความหมาย และท่าโพสนั้นก็ดูราวกับเธอทำเป็นมาตั้งแต่เกิด อย่างนี้ละมั้งที่เขาเรียกว่า ‘ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา’

 

“คิดว่าตัวเองเซ็กซี่ตรงไหน?”

“คงเซ็กซี่ตรงหุ่นมั้งคะ หุ่นใช่ไหม (หัวเราะ) หรือตา?”

สายนางแบบชอบบอกว่าเธอ Exotic เหมือนยุ้ย-รจนาในยุคที่ยังเฉิดฉายเป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอมชาแนล ด้วยโครงหน้าที่มีเหลี่ยมมุมชัดเจน โหนกแก้มเด่น แต่งหน้าง่าย บวกความสูงร่วม 170 ซม. ซึ่งแม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับนางแบบคนอื่นๆ แต่ด้วยคุณสมบัติอื่นๆ ที่จับตาจับใจ ก็ทำให้เธอมีที่ทางบนเวทีแคทวอล์คได้ไม่ยาก

ส่วนสายนางงามบอกว่าเธอคืออนาคต น้ำตาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้คำว่า ‘งาม’ ในความเข้าใจของสังคมไทย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อก่อน ถ้าไม่ ‘ขาว’ ซะอย่างก็ตอกตะปูปิดฝาโลงได้เลย นานนับแต่จำความได้ สตรีไทยที่จะอยู่ในสปอตไลท์ได้ ถ้าไม่ขาวหมวยสวยเอ็กซ์ ก็ต้องขาวชมพู จมูกโด่งสไตล์ลูกครึ่ง เพิ่งไม่กี่ปีมานี้ที่สาวงามผิวเข้มเริ่มมีที่ทางในแสงไฟ มงเริ่มลง แต่ก็เป็นมงจากเวทีประกวดอื่นๆ ที่ยังไม่ ‘สากล’ เท่าเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ วันที่น้ำตาลมีชัย คุณจะเห็นได้จากฟีดในโซเชียลมีเดีย ว่ามันยิ่งใหญ่ราวกับเป็นชัยชนะของสาวผิวแทนทั่วประเทศ

“ตอนเด็กตาลก็คิดนะ เทรนด์สมัยก่อนต้องขาว ต้องหน้าวีเชป ต้องสวยคุณหนู ต้องรวย แต่เออ เราก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเหมือนเขาเนอะ คงไม่มีโอกาสจะได้เข้าวงการแน่ๆ เคยแอบคิดค่ะว่าเขาต้องสวยแบบเดียวกันนี้หมดเลยไหม เทรนด์มันจะมีวันเปลี่ยนบ้างไหมนะ”

 

“เคยพยายามทำให้ตัวเองขาวไหม?”

“เคยค่ะ เคยประโคมทุกอย่างค่ะ ทั้งครีม ทั้งเซรั่ม ทุกอย่างที่เขาว่าจะช่วยให้ขาวได้ ตาลทำมาหมดแล้ว ถามว่าขาวขึ้นไหม (ส่ายหน้า) เหอะ! คือมันก็ขาวขึ้นระดับหนึ่งนะคะ แต่หลังจากนั้นตาลก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้ว เหนื่อย พอดีกว่า เอาแค่ผิวเราเนียนดีก็พอ”

“แล้วทำไมถึงเปลี่ยนความคิดล่ะ?”

“มาเปลี่ยนตอนเรียนค่ะ เปลี่ยนเพราะว่ามันเหนอะหนะน่ะค่ะ (หัวเราะ) เวลาเราทาอะไรเยอะๆ เนี่ย รู้สึกรำคาญแล้ว พอแล้ว ดำก็ดำช่างมัน สุดท้ายก็ทาแค่โลชั่นบำรุงผิวพอ

“ตอนเข้าประกวด ตาลก็ยังสีไม่เข้มเท่านี้นะคะ ทุกอย่างดูไม่ใช่ตาลตอนนี้ค่ะ แต่พี่ผู้จัดการเป็นคนยุค่ะ บอกว่าถ้าผิวแทนจะสวยนะ แทนกว่านี้ได้ไหม ตาลก็บอกว่าโอเคได้นะ เพราะตาลก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรดีกว่ากัน ก็ลองไปอาบบ้างไปอบบ้าง ทำผิวให้แทนขึ้น เพราะเดิมตาลผิวสีน้ำผึ้งอยู่แล้ว ก็ทำให้แทนขึ้น ซึ่งพอทำแล้วมันกลับทำให้เห็นทรวดทรงเราชัดขึ้น ดูผอมขึ้น ถ้าขาวมันจะดูบวมๆ น่ะค่ะ อันนี้เป็นข้อดี”

นอกจากจะเซ็ตมาตรฐานใหม่เรื่องสีผิวแล้ว ดูเหมือนยังมีเรื่องรูปร่างอีกด้วย เพราะตอนก่อนประกวด เธอมีน้ำหนักตัวถึง 60 กิโลกรัม เมื่อตัดสินใจประกวดจึงเกิดแรงฮึดจนลดได้เหลือ 54 กิโลกรัม แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยถูกมองว่าเป็นสาวผอมบางอ้อนแอ้น โครงร่างสูงของเธอดูมั่นคงแข็งแรง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเชื้อสายเยอรมันที่ได้จากฝั่งคุณแม่

 

“เคยถูกคนว่าเรื่องอะไรเยอะที่สุด?”

“โห เยอะมาก พอได้ตำแหน่งก็มีกระแสเข้ามาเยอะว่าเราไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เราอ้วน ภาษาไม่ได้ ส่วนสูงไม่ถึง สู้คนอื่นเขาไม่ได้หรอก แต่โชคดีที่ตาลเป็นคนไม่ค่อยดูโซเชียล เพราะถ้าเรามัวแต่ดู เราก็จะท้อ คนจะวิจารณ์นะคะ เขาก็พูดได้หมดทุกอย่างแหละ ตาลไม่ได้บอกว่าตัวเองดีเพอร์เฟ็กต์ แต่ตาลก็ไม่อยากเอาคำวิจารณ์มาทำให้ท้อ เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วมันถูกต้องสำหรับเรา นั่นก็คือดีที่สุดแล้ว คนข้างนอกเขาไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเราทำอะไรอยู่ เราผ่านอะไรมา และมันยากแค่ไหน”

“ท้อไหม?”

“ไม่ท้อค่ะ ตาลไม่เคยเข้าวงการมาก่อน ตาลก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวอะไรยังไงบ้าง คือมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ได้มงปุ๊บแล้วฉันจะเลิศเลยทุกอย่าง ตาลต้องขอเวลานิดหนึ่ง ตาลต้องพิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง ที่เห็นวันนี้คือปรับตัวเยอะมากนะคะ กว่าจะชนะใจคนจนได้เป็นนางงาม ตาลมีพี่ๆ คอยช่วยเหลืออบรม เราควรพูดอย่างไร ควรทำอย่างไร เขาจะสอนว่าการใช้ชีวิตในวงการบันเทิงต้องทำอย่างไร ตาลเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เจอเองด้วย และหลังจากสี่เดือนที่ได้เก็บตัว ตาลได้ไปเข้าคอร์สเรียนทุกวัน เรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรียนพูด เรียนจิตวิทยา เรียนแอคติ้ง เรียนเรื่องบุคลิกภาพ สลับกันทุกวัน ตอนเช้าเรียนภาษาอังกฤษ ตอนเย็นเข้าฟิตเนสยาว ชีวิตนางงามไม่ง่ายนะคะ บอกเลย ใครอยากเป็นเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เลยเถอะ” (หัวเราะ)

ถ้าเธอไม่บอก เราคงเดาไม่ออกเลยว่าเธอต้องพยายามมากมายแค่ไหน เพราะจากการทำงานในวันนี้ ไม่เพียงน้ำตาลจะเป็นคนทำงานด้วยง่าย ไม่เรื่องมากสักนิด บก.แฟชั่นของเรายังคอนเฟิร์มอีกว่า เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงไทยไม่มากนักที่เซ็กซี่ได้อย่างไม่ต้องพยายาม ท่าโพสของเธอสะท้อนว่าข้างในแววตาคู่นั้นไม่ได้ว่างเปล่า อินเนอร์ส่งพลังออกมาถึงกล้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ น้ำตาลเป็นอีกหนึ่งคนที่พิสูจน์ว่าแม้ไม่ได้มาจากครอบครัวมีฐานะสูงส่ง แต่เธอสามารถดู ‘มีคลาส’ ได้ด้วยตัวเธอเอง

 

“ทำไมไม่กลัวงูเลยสักนิด?”

น้ำตาลหัวเราะ ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ก็มันไม่กลัว” เธอพูดจบ บก.ก็เดินถืองูมายื่นให้ เธอรับมากอดไว้ราวกับมันคือดอกไม้สวยๆ สักช่อ “เรารู้ว่าเขาไม่ได้ทำร้ายเรามั้ง ยิ่งตัวแดงนี่น่ารักเหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ” แล้วเธอก็ปล่อยให้ ‘ตัวแดง’ พันมือไปมาอยู่สักพัก สลับด้วยเสียงหัวเราะเวลามันทำเธอจั๊กจี้

ตอนนั้นเอง เราพอจะนึกภาพออก ก่อนที่มงจะลง ก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิงที่ทั้งประเทศส่งแรงเชียร์และตามติดชีวิตทุกฝีก้าว น้ำตาลเป็นเด็กสาววัย 23 ปีที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ชอบหัวเราะปากกว้าง และส่งเสียงดัง ‘เหอะๆๆ’ เวลาทำอะไรเปิ่นๆ พูดจาอย่างเปิดเผยและมั่นใจ และวันนี้ถ้าคุณดูให้ดี คุณก็จะเห็นเสน่ห์สดใสของเด็กสาวคนเดิม... เพิ่มเติมคือ ‘มีมง’

“แล้วแฟนล่ะมียัง?”

“ยัง (หัวเราะ) จีบได้นะคะ”

เรื่อง: ปั้นสิบ ภาพ: สุดเขต จิ้วพานิช

เรื่องล่าสุดของหมวด Play

ดูหมวด Play ทั้งหมด