คนโบราณเตือน! 5 สิ่งของ "อย่าเก็บไว้ในบ้าน" พร้อมเหตุผลในมุมความเชื่อและการใช้ชีวิต

คนโบราณเตือน! 5 สิ่งของ "อย่าเก็บไว้ในบ้าน" พร้อมเหตุผลในมุมความเชื่อและการใช้ชีวิต

คนโบราณเตือน! 5 สิ่งของ "อย่าเก็บไว้ในบ้าน" พร้อมเหตุผลในมุมความเชื่อและการใช้ชีวิต
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิด 5 สิ่งของที่คนโบราณเตือน "ไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน" เชื่อทำบ้านหม่นหมอง ชีวิตไม่ราบรื่น

มีของบางอย่างที่แม้จะไม่ได้ใช้แล้ว แต่หลายบ้านยังเก็บเอาไว้เพราะเสียดาย ทั้งของแตก ของเสีย ของเก่า หรือสิ่งของที่ถูกวางทิ้งไว้จนลืมไปแล้วว่ามีอยู่ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความเชื่อของคนโบราณกลับให้ความสำคัญกับการดูแลบ้านเป็นอย่างมาก

ตามความเชื่อพื้นบ้าน สิ่งของที่ชำรุด ผุพัง ตายแห้ง หรือไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน อาจทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูหม่นหมองและขาดความสดใส จึงมีคำแนะนำให้ซ่อมแซมหรือจัดเก็บสิ่งของเหล่านี้ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าการเก็บสิ่งของเหล่านี้จะทำให้ครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งหรือเกิดเรื่องไม่ดีโดยตรง

แต่หากมองในมุมของการใช้ชีวิตจริง คำเตือนของคนโบราณก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ เพราะของเสีย ของสกปรก หรือของที่ไม่ได้ใช้ นอกจากกินพื้นที่แล้ว ยังอาจกลายเป็นแหล่งสะสมฝุ่น เชื้อรา กลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ หากในบ้านมีสิ่งของเหล่านี้ ลองสำรวจดูว่าชิ้นไหนยังใช้ได้และชิ้นไหนถึงเวลาต้องปล่อยออกไป

1. จาน ชาม แก้ว ที่แตกร้าวหรือบิ่น

จานหรือชามที่บิ่นเพียงเล็กน้อยมักกลายเป็นของที่หลายคนเลือกเก็บไว้ เพราะคิดว่ายังใช้งานได้ เช่นเดียวกับแก้วที่มีรอยร้าวเล็กๆ ซึ่งอาจถูกนำกลับมาใช้ซ้ำอยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นของประจำบ้านโดยไม่รู้ตัว

ในความเชื่อดั้งเดิม ภาชนะที่ใช้รับประทานอาหารเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และการกินอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา จึงไม่นิยมให้มีรอยแตกหรือชำรุดอยู่ในบ้าน แต่ในแง่ความปลอดภัย เหตุผลที่ควรเปลี่ยนกลับชัดเจนกว่า เพราะขอบภาชนะที่บิ่นอาจมีส่วนแหลมคมจนบาดมือหรือริมฝีปากได้

ส่วนภาชนะที่มีรอยร้าวลึกก็มีโอกาสแตกเพิ่มขึ้นเมื่อถูกกระแทกหรือเจอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ดังนั้น หากเป็นเพียงรอยขีดข่วนเล็กๆ อาจยังพิจารณาตามสภาพการใช้งานได้ แต่ถ้าบิ่น แตก หรือร้าวจนไม่ปลอดภัย ก็ควรเลิกใช้แทนการเก็บไว้เพียงเพราะเสียดาย

2. เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียแล้ว แต่ยังวางทิ้งไว้ในบ้าน

พัดลมเสีย กาต้มน้ำไม่ทำงาน หม้อหุงข้าวเก่า เครื่องเป่าผม หรือปลั๊กไฟที่มีปัญหา ล้วนเป็นของที่มักถูกเก็บไว้ด้วยประโยคว่า “เดี๋ยวค่อยเอาไปซ่อม” แต่สุดท้ายเวลาผ่านไปหลายเดือนหรือหลายปี ของเหล่านี้ก็ยังอยู่ที่เดิม

หากเป็นอุปกรณ์ที่ยังมีมูลค่าและสามารถซ่อมได้อย่างปลอดภัย การนำไปให้ช่างตรวจสอบถือเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากเสียจนไม่คิดจะซ่อมหรือไม่มีแผนใช้งานแล้ว การเก็บไว้ก็มีแต่จะทำให้บ้านรกและเสียพื้นที่โดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่มีสายไฟ ปลั๊ก หรือฉนวนเสื่อมสภาพ ไม่ควรเสียบปลั๊กทดลองซ้ำๆ เพียงเพื่อดูว่ายังใช้งานได้หรือไม่ หากต้องการนำกลับมาใช้ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนเพื่อความปลอดภัย

3. ต้นไม้ตาย ใบไม้แห้ง หรือกระถางที่ปล่อยทิ้งไว้นาน

ต้นไม้สีเขียวช่วยเพิ่มความสดชื่นให้บ้าน จึงไม่แปลกที่หลายคนจะนำต้นไม้มาประดับห้องนั่งเล่น ระเบียง หรือบริเวณหน้าบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากต้นไม้ตายเหลือเพียงกิ่งแห้งและใบเหี่ยวกลับไม่มีใครนำออก ก็อาจทำให้พื้นที่ดูรกร้างมากขึ้น

ตามความเชื่อด้านฮวงจุ้ยและความเชื่อพื้นบ้าน ต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวมักถูกมองว่าเป็นภาพแทนของการขาดชีวิตชีวาและพลังที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่าต้นไม้ตายจะนำโชคร้ายมาสู่สมาชิกในบ้าน เหตุผลในทางปฏิบัติคือ หากต้นไม้ตายแล้ว การเก็บไว้นานๆ ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้บ้านแต่อย่างใด

หากต้นไม้เพียงแค่เริ่มเหี่ยว ควรตรวจสอบเรื่องน้ำ แสง ดิน และโรคหรือแมลงก่อน เพราะอาจยังช่วยให้กลับมาฟื้นตัวได้ แต่ถ้าตายสนิทแล้ว สามารถนำออกไปทำความสะอาดกระถางและใช้ปลูกต้นใหม่แทนได้

4. อาหารและยาที่หมดอายุ

ของอีกกลุ่มที่ควรตรวจสอบเป็นประจำคือ อาหาร เครื่องปรุง และยา เพราะเป็นของที่มักถูกดันไปอยู่ด้านในตู้จนลืมว่าซื้อมาเมื่อใด โดยเฉพาะเครื่องปรุงที่เหลือเพียงเล็กน้อยหรืออาหารแห้งที่เก็บไว้นานจนไม่มีใครจำได้ว่าหมดอายุไปแล้วหรือยัง

ในส่วนของอาหาร ควรตรวจสอบทั้งวันหมดอายุ สภาพบรรจุภัณฑ์ และลักษณะของอาหารก่อนนำมารับประทาน ส่วนยาที่หมดอายุหรือไม่สามารถระบุข้อมูลการใช้งานได้ชัดเจน ไม่ควรนำมารับประทานเพียงเพราะเม็ดยายังดูปกติ

การจัดการยาเหลือใช้ก็ควรทำอย่างเหมาะสม หากในพื้นที่มีจุดรับคืนหรือกำจัดยา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหลีกเลี่ยงการทิ้งยาลงชักโครกหรือท่อระบายน้ำโดยไม่ตรวจสอบวิธีการกำจัดที่เหมาะสม

5. ของที่ขึ้นรา ชื้น หรือผุพังและไม่ได้ใช้งานมานาน

กล่องกระดาษที่โดนความชื้น เสื่อเก่า พรมขึ้นรา เสื้อผ้าที่เก็บไว้นาน หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เริ่มผุ เป็นของที่ควรหยิบออกมาตรวจสอบ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น เพราะสิ่งของที่เก็บในพื้นที่อับอากาศมีโอกาสเกิดเชื้อราและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ง่าย

หากปล่อยของชื้นหรือขึ้นราไว้ในห้องเก็บของเป็นเวลานาน อาจทำให้พื้นที่โดยรอบสกปรกและทำความสะอาดได้ยากขึ้น ดังนั้น หลักง่ายๆ คือ ของที่ยังใช้ได้ให้ทำความสะอาด ซ่อมแซม และจัดเก็บอย่างเหมาะสม ส่วนของที่เสียจนใช้งานไม่ได้ก็ควรนำออกจากบ้าน

คำเตือนของคนโบราณ อาจเป็นเรื่อง “บ้านรก” มากกว่าเรื่องโชคร้าย

ทั้ง 5 สิ่งที่กล่าวมา ได้แก่ ภาชนะที่แตกหรือบิ่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสีย ต้นไม้ตาย อาหารและยาหมดอายุ รวมถึงของที่ชื้นขึ้นราและผุพัง ล้วนเป็นสิ่งที่หลายบ้านอาจมีโดยไม่ทันสังเกต

แม้ความเชื่อจะมองว่าสิ่งของเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับพลังงานที่ไม่ดีหรือความไม่ราบรื่นของคนในบ้าน แต่ในมุมของชีวิตประจำวัน การจัดบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ และกำจัดของที่ไม่จำเป็นก็ช่วยให้พื้นที่น่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้นได้จริง

ดังนั้น ก่อนจะคิดว่าของชิ้นไหน “นำโชคร้าย” ลองเริ่มจากการสำรวจบ้านตัวเองก่อนว่า มีอะไรที่เสียแล้วแต่ยังเก็บไว้ มีอะไรที่หมดอายุ หรือมีอะไรที่ไม่ได้ใช้มานานจนกลายเป็นของสะสมโดยไม่รู้ตัว เพราะบางครั้ง การปล่อยของที่ไม่จำเป็นออกจากบ้าน อาจทำให้ชีวิตเบาขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งเรื่องโชคลางเลย

หมายเหตุ: เรื่องพลังงาน โชคลาภ และความเป็นสิริมงคลเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เนื้อหานี้นำเสนอเพื่อการอ่านและพิจารณาเท่านั้น

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล