พิธีกรรมการผ่าจ้าน โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

พิธีกรรมการผ่าจ้าน โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

พิธีกรรมการผ่าจ้าน โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตอนที่แล้ว ได้พูดถึงเรื่องของการ “ผ่าจ้าน” จึงอยากจะเล่าเพิ่มเติมอีกนิด สำหรับในเมืองเหนือ จะมีพิธีกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ผ่าจ้าน” มีความหมายถึงการใช้เวทย์มนต์คาถา เพื่อให้คนสองคนพลัดพรากจากกันไปเสีย

พูดง่ายๆ ว่า เป็นการผ่าให้แยกจากกัน

การผ่าจ้าน แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือผ่าจ้านคนตาย กับผ่าจ้านคนเป็น

การผ่าจ้านคนตาย คือกรณีผัวเมียตายจากกันไปคนหนึ่ง ก็จะมีพิธีตัดอาลัย ซึ่งแต่ละท้องถิ่นอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยไป มีตั้งแต่การตัดด้ายสายสิญจน์ให้ขาดจากกัน การใช้ดอกไม้ธูปเทียนกล่าวขอขมา และลาจาก การข้ามธรณีประตูแล้วไม่หันหลัง การวิ่งลงบันไดเรือนไม่หันกลับไปมองศพ ฯลฯ

ส่วนการผ่าจ้านคนเป็น มักจะใช้ในการแยกคนออกจากกัน เช่น คู่รัก ผัวเมีย หรือคนที่เป็นผัวเก่าเมียเก่า แต่ตามราวีรังควานกัน และอาจจะมีในกรณีต้องการแยกคู่ผัวตัวเมียเดิมจากกัน เพื่อจุดประสงค์ไปครองรักใหม่ หรือต้องการให้คนร้าวฉานเกลียดชังกัน เพื่อตนจะได้ผลประโยชน์ ฯลฯ

อันที่จริง แล้วยังมีการผ่าจ้านอีกแบบหนึ่ง คือการผ่าจ้านช้าง แต่โดยความหมายที่สืบทอดกันมา มองกันว่าการผ่าจ้านช้างคือเรื่องที่เป็นสิริมงคล ในการเลี้ยงช้าง เมื่อลูกช้างโตพอจะหากิน และดูแลตัวเองได้ ก็จะต้องทำการแยกแม่ช้างกับลูกช้างออกจากกัน โดยผ่านพิธีกรรมอย่างสำคัญ

แต่โดยกรรมวิธีการผ่าจ้านช้างนั้น กล่าวว่าจะใช้คาถาคนละอย่างกับการผ่าจ้านคน เพราะถือว่าคนกับสัตว์ไม่เหมือนกัน ในการผ่าจ้านช้างยังถือว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งอัปมงคลออกไปจากลูกช้าง ไล่ภูติผีปีศาจที่จะเข้ามาสิงกุมช้าง จึงจะมีการตระเตรียมพิธีกรรมเคร่งครัด จะปลุกเสกข้าวของเครื่องใช้กันอย่างจริงจัง

มีหนหนึ่ง พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า

มีคนมาหาพ่อ ขอให้พ่อช่วยผ่าจ้านให้ลูกสาวกับลูกเขย ขอให้ตัดเวรตัดกรรมจากกัน

พอสอบถามสาเหตุ ก็ได้ความว่า ตัวลูกเขยนั้นเป็นโรคไตเสื่อม มีภาวะไตวาย ต้องคอยฟอกไตอยู่ตลอด แล้วลูกสาวผู้เป็นภรรยาก็ต้องเฝ้าปรนนิบัติดูแล ไหนจะต้องหาเงินทองเข้าบ้านไว้ใช้จ่าย ทำให้ต้องทำงานหนักไม่หยุดหย่อน เวลากินนอนส่วนตัวแทบไม่มี

คนเป็นพ่อเห็นลูกทุกข์ยากเดือดร้อน ก็เกิดเวทนาสงสารลูกสุดหัวใจ จึงมาขอให้พ่อช่วยผ่าจ้านคนทั้งคู่เสีย

พ่อตาคนนั้นมองว่า ถ้าหากลูกสาวเลิกรักลูกเขยแล้ว เกิดการเลิกราหย่าร้างไป ลูกเขยก็จะได้กลับไปอยู่บ้านตัว ให้ญาติพี่น้องดูแลเสีย ส่วนลูกสาวก็จะได้มีชีวิตใหม่

ฉันถามพ่อว่า แล้วพ่อทำให้เขาไหม พ่อตอบทันทีว่า “ไม่ทำหรอก”

ถามว่า ทำไมไม่ทำ

พ่อตอบว่า “คนเขารักกันผูกพันกัน ไปแยกเขาจากกันจะเป็นบาปเป็นเวรละไม่ว่า แล้วเมียเฝ้าดูแลผัวอย่างนั้น เจ็บไข้ได้ป่วยเยียวยารักษากัน มันก็ดีกับชีวิตเขาทั้งคู่แล้ว”

แต่พ่อก็พูดต่อว่า

“แต่ก็เห็นใจหัวอกพ่อแม่ เห็นลูกทุกข์ยากอย่างนั้น”

แล้วพ่อปฏิเสธเขาว่ายังไง

“พ่อก็บอกเขาไปว่า พ่อทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ถ้าเจอคนทำเป็นจะช่วยบอกให้” แล้วก็หัวเราะเบาๆ

เมื่อถามพ่อต่อจากนั้นว่า แล้วจริงๆ พ่อผ่าจ้านเป็นไหม

“ทำได้ ก็เรียนมาหมดแล้ว” คือคำตอบของพ่อ

อาจจะเป็นเรื่องที่ดีอยู่ไม่น้อย ในช่วงก่อนบั้นปลายชีวิตของพ่อ ที่ตัวฉันเองได้เรียนรู้หลายอย่างจากพ่อ รวมถึงแง่คิดต่างๆ ที่พ่อมีต่อเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์

พ่อมองว่า วิชาไสยศาสตร์นั้น มีขาวมีดำ และหลายอย่างไม่ควรทำ ไม่ควรใช้ แต่ในฐานะคนเป็นปู่จารย์ และคนที่ผ่านการร่ำเรียนวิชามาจากครูบาต่างๆ ตลอดจนหมอครูไสยศาสตร์พื้นบ้านที่พ่อได้สืบวิชามา ก็จำเป็นจะต้องเรียนวิชาเหล่านั้นให้รู้แจ้ง

การรู้ ก็เพื่อให้ป้องกันตนเองได้ แก้ไขคนอื่นได้ หรือประเมินสถานการณ์ รู้เท่าทันสิ่งที่ชาวไสยศาสตร์คนอื่นๆ ทำกัน แต่การจะใช้ในทางถูกทางผิด เป็นเรื่องที่ต้องมีวิจารณญาณ

ฉันถามพ่ออีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมคนถึงต้องใช้ไสยศาสตร์กันด้วย และมันเป็นของจับต้องไม่ได้ มันดูเลื่อนลอยพิกลอยู่ จะรู้ได้อย่างไรว่า มันได้ผล ไม่ได้ผล

พ่อก็ตอบว่า

"สมัยก่อน ไม่เจริญอย่างแต่เดี๋ยวนี้ บางที่กฏหมายบ้านเมืองไปไม่ถึง ไสยศาสตร์ก็เป็นที่พึ่งอย่างหนึ่ง  เป็นอาวุธอย่างหนึ่ง...ส่วนเรื่องผลของมันนั้น ก็ต้องรอพิสูจน์เอาเอง ถ้าใครทำได้จริง มันก็จะบอกกันปากต่อปากเอง แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้เรื่อง คนเขาก็จะบอกกันเอง”

สำหรับเรื่องการผ่าจ้าน ในท่ามกลางรูปแบบพิธีกรรมต่างๆ นั้น ยังมีการผ่าจ้านแบบหนึ่ง ที่จะว่าทำง่ายก็เหมือนง่าย แต่จะว่ายากก็ยาก โดยพ่อได้บอกวิธีเอาไว้ให้

คือให้ใช้หุ่นปั้นแทนตัวคน บรรจุมวลสาร โอมอ่านคาถากำกับ แล้วให้นำหุ่นทั้งสองลงลอยน้ำคนละสาย

แต่ทั้งนี้ ต้องให้เป็นสายน้ำที่ไหลมาจากต้นทางเดียวกัน แล้วมาแยกแขนงไปเป็นสองสาย เหมือนกิ่งไม้ที่แตกแขนงออกไป เพื่อให้หุ่นทั้งสองถูกปล่อยลงน้ำไปในเวลาไล่เรี่ยกัน และต่างตัวต่างไปคนละเส้นทางอย่างรวดเร็ว

พ่อว่า หุ่นก็ทำไม่ยาก มวลสาร และคาถาก็ดังได้บอกแนวทางไว้ แต่จุดที่ยากคือการหาแหล่งน้ำที่ว่า เพราะทั้งควรต้องเป็นที่ลับตาไม่ให้คนมารบกวน หรืออยู่ห่างไกลผู้คนสักหน่อย ในสมัยก่อนโน้นก็ต้องไปเสาะหาตามห้วยตามดอย หาจุดที่ลำน้ำจะแตกออกไปเป็นลำธารธรรมชาติ

ปัจจุบันนี้ ใครจะผ่าจ้านแนวทางนี้ ก็น่าจะหาตำแหน่งทำเลได้ยากอยู่ไม่น้อย จึงถือได้ว่า จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

“แต่ถ้าเราทำนั้นไม่ยาก” พ่อว่า พลางทำหน้ามีเลศนัย

ปีที่เราคุยกันนั้น พ่ออายุได้ 80 ปีแล้ว และได้เริ่มถ่ายทอดวิชาหลายๆ อย่างให้ฉันอย่างจริงจัง แต่เรื่องการผ่าจ้านนั้น แรกก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันให้ความสนใจนัก ยิ่งฟังว่าจะทำลำบาก ต้องไปเสาะแสวงหาแหล่งน้ำตามป่าดอย คงไม่มีวันไปแน่

แต่จนกระทั่งพ่อบอกว่า

“ลูกดูบ้านเราดีๆ สิ”

ฉันจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นานมาแล้ว ฉันเคยเห็นแม่ปล่อยตุ๊กตาดินปั้นลงน้ำ และพ่อก็เคยลงน้ำไปขุดเอาดินเหนียวชายฝั่งมาทำตุ๊กตา พวกมันไม่ใช่ตุ๊กตาในสะตวงทั่วไป และ...หลังบ้านเราไง ที่เป็นตลิ่งลำน้ำสายหลักของหมู่บ้าน และบ้านเราอยู่ตรงฝาย ซึ่งจะมีเกาะกลางไปเชื่อมกับบ้านอีกหลังหนึ่ง และ...บ้านเรานี่แหละ ที่มีลำน้ำแยกออกจากกันเหมือนกิ่งไม้

เราสามารถเดินไปยังลำน้ำที่แยกเป็นสองสายได้ในแค่หนึ่งนาที

“พ่อ แล้วเราสามารถประยุกต์วิชาพวกนี้ได้มั้ย เช่น เอาหลักการผ่าจ้านมาใช้ปัดเป่าเคราะห์ภัย”

“ได้สิ เหมือนการลอยกระทงส่งสะตวงไง” พ่อตอบ “เราใช้น้ำไหลปล่อยเคราะห์ได้”

“เราต้องทำตามพิธีเดิมเป๊ะๆ ไหมพ่อ เรื่องไสยศาสตร์”

“ไสยศาสตร์สำคัญที่จิต” พ่อตอบ “พลังของจิต อำนาจของจิต คือตัวกำกับสำคัญที่สุด สิ่งของทั้งหลายคือส่วนประกอบ การจัดเตรียมของให้ครบคือการใส่ใจรายละเอียด แสดงความตั้งใจ...

“แต่ในเวลาที่ไม่สะดวกจะมีข้าวของฟู่ฟ่า ก็เหลือแค่จิตกับใจ ดอกไม้ดอกหนึ่งก็ใช้เป็นของปูจาได้ หักกิ่งไม้มาอันหนึ่งก็เป็นอาวุธได้ คนสมัยก่อนเขาถึงเสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน เสกเอาสายลมมาเป็นคมมีด”

อาจจะตั้งแต่นั้น ที่ฉันเองเริ่มคิดว่า การเรียนวิชาไสยศาสตร์เวทมนตร์กับพ่อเป็นเรื่องสนุกดี และการได้ฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ได้ทำความเข้าใจเรื่องที่เคยดูเร้นลับห่างไกล ก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทีละน้อย

จนถึงบัดนี้ที่พ่อได้ถึงแก่วาระอายุขัยจากไปแล้ว แต่เวลามองดูสายน้ำที่ไหลผ่านบ้านเรา และยังหวนระลึกถึงเหล่าตุ๊กตาดินปั้นที่พ่อกับแม่สร้างสรรค์พวกมัน โดยพวกท่านเชื่ออย่างสุจริตใจว่า ใช้ทำในเรื่องที่มีความหมายในทางที่ดีเท่านั้น ฉันก็คิดว่าบางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นชะตาลิขิตด้วยก็ได้

ในวันที่ได้ลงมือทำตุ๊กตาดินปั้นบ้าง...

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook