กสทช. ย้ำ ผู้บริโภค สามารถยกเลิกเน็ตบ้านได้ โดยไม่มีค่าปรับ!

กสทช. ย้ำ ผู้บริโภค สามารถยกเลิกเน็ตบ้านได้ โดยไม่มีค่าปรับ!

กสทช. ย้ำ ผู้บริโภค สามารถยกเลิกเน็ตบ้านได้ โดยไม่มีค่าปรับ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

การยกเลิก อินเทอร์เน็ตบ้าน กลายเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจออยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกยื้อเวลาให้สัญญายังเดินต่อ ถูกเรียกคืนอุปกรณ์หลายชิ้น หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับหลักพันบาท ทั้งที่แจ้งยกเลิกไปแล้ว

ล่าสุดประเด็นนี้ถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้ง หลังมีผู้บริโภคจำนวนมากร้องเรียนว่า เมื่อขอยกเลิกเน็ตบ้านกลับพบเงื่อนไขยุ่งยาก เช่น ต้องคืนอุปกรณ์ให้ครบทุกชิ้น ต้องเดินทางไปคืนเฉพาะบางสาขา หรือถูกเรียกเก็บค่าอุปกรณ์ในราคาสูงเกินจริง

ขณะที่กฎหมายโทรคมนาคมระบุชัดว่า ผู้ใช้บริการมีสิทธิ์ยกเลิกบริการได้ตลอดเวลา และผู้ให้บริการไม่มีสิทธิ์นำเงื่อนไขของแถมหรืออุปกรณ์ฟรีมาเรียกค่าปรับจากการยกเลิกก่อนครบสัญญา

ยกเลิกเน็ตบ้านได้ไหม ถ้ายังไม่ครบสัญญา?

ตามข้อมูลที่อ้างถึงประกาศ มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ของ กสทช. ผู้ใช้บริการมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาได้ตลอดเวลา โดยต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ และชำระค่าบริการที่เกิดขึ้นจริงให้ครบถ้วน 1

นั่นหมายความว่า เงื่อนไขลักษณะ “ต้องใช้ครบ 12 เดือน ไม่เช่นนั้นต้องจ่ายค่าปรับ” อาจไม่สามารถนำมาใช้บังคับผู้บริโภคได้ หากเป็นการเรียกเก็บค่าปรับจากการยกเลิกก่อนครบสัญญาโดยอ้างของแถมหรือส่วนลดที่ให้ตอนสมัครบริการ

ของแถมตอนสมัคร เอามาเรียกค่าปรับได้หรือไม่?

หนึ่งในปัญหาที่ผู้ใช้เจอบ่อยคือ ตอนสมัครพนักงานแจ้งว่าอุปกรณ์บางอย่างเป็นของแถมหรือให้ใช้ฟรี เช่น เราเตอร์ กล่อง IPTV รีโมต หรืออุปกรณ์รับสัญญาณ แต่เมื่อขอยกเลิกบริการกลับถูกเรียกคืนอุปกรณ์ครบทุกชิ้น และหากไม่ครบจะถูกเรียกเก็บค่าเสียหาย

รายงานระบุว่า ประกาศของ กสทช. ข้อ 15 ระบุว่า หากผู้ให้บริการมอบอุปกรณ์หรือสิ่งใดให้ฟรี หรือขายต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อจูงใจให้สมัครบริการ บริษัทไม่สามารถนำสิ่งดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการยกเลิกก่อนครบสัญญาได้

แล้วอุปกรณ์ต้องคืนไหม?

โดยทั่วไป หากอุปกรณ์เป็นทรัพย์สินของผู้ให้บริการ ผู้ใช้ควรคืนอุปกรณ์ตามรายการที่มีหลักฐานรับมอบจริง เช่น เราเตอร์ กล่องรับสัญญาณ หรืออะแดปเตอร์ แต่ปัญหาคือหลายกรณีผู้บริโภคถูกเรียกคืนอุปกรณ์ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเคยได้รับ หรือมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ระหว่างใช้งานแต่ระบบหลังบ้านไม่ได้อัปเดตข้อมูลให้ตรงกับความจริง

หากผู้ใช้ไม่สามารถคืนอุปกรณ์ได้ ผู้ให้บริการอาจเรียกเก็บค่าเสียหายได้ แต่ควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผลตามราคาตลาดของสินค้ามือสอง ไม่ใช่คิดราคาเทียบเท่าของใหม่หรือคิดเป็นค่าปรับเกินจริง 

ปัญหาที่ผู้ใช้เน็ตบ้านเจอบ่อย

  • โทรแจ้งยกเลิกแล้ว แต่ระบบยังคิดค่าบริการรายเดือนต่อ
  • ถูกกำหนดให้คืนอุปกรณ์เฉพาะบางสาขา แม้อยู่ไกล
  • ถูกเรียกเก็บค่าอุปกรณ์หลายพันบาท ทั้งที่ไม่มีหลักฐานรับอุปกรณ์
  • ช่างเคยเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่ไม่ได้นำเครื่องเก่าคืนไป
  • ได้รับแจ้งว่าอุปกรณ์เป็นของแถม แต่ตอนยกเลิกกลับถูกเรียกคืน
  • ไม่มีเอกสารยืนยันว่าแจ้งยกเลิกแล้ว หรือสัญญาสิ้นสุดเมื่อใด

ก่อนยกเลิกเน็ตบ้าน ควรเตรียมอะไรบ้าง?

เพื่อป้องกันปัญหาถูกเรียกเก็บเงินย้อนหลังหรือถูกโต้แย้งภายหลัง ผู้ใช้ควรเก็บหลักฐานทุกขั้นตอนให้ครบ โดยเฉพาะรายการอุปกรณ์ที่ได้รับและคืนแล้ว

  • ถ่ายรูปอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น เราเตอร์ กล่อง IPTV รีโมต อะแดปเตอร์ สายไฟ และหมายเลข Serial Number
  • เก็บเอกสารตอนสมัคร เช่น สัญญา ใบติดตั้ง หรือเอกสารรับมอบอุปกรณ์
  • แจ้งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร หรือขอเลขอ้างอิงการยกเลิกทุกครั้ง
  • ขอใบรับคืนอุปกรณ์ หากนำอุปกรณ์ไปคืนที่ศูนย์บริการ
  • บันทึกวัน เวลา และชื่อเจ้าหน้าที่ ที่ติดต่อไว้ทุกครั้ง
  • เก็บหลักฐานการชำระค่าบริการงวดสุดท้าย เพื่อป้องกันการถูกเรียกเก็บซ้ำ

ถ้าถูกเรียกค่าปรับ ควรทำอย่างไร?

หากถูกเรียกเก็บค่าปรับหรือค่าอุปกรณ์ที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม ผู้ใช้ควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เรียกเก็บค่าอะไร อ้างอิงจากสัญญาข้อใด อุปกรณ์ชิ้นไหน และมีหลักฐานรับมอบอุปกรณ์หรือไม่

หากบริษัทไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ชัดเจน หรือยังยืนยันเรียกเก็บเงินในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผล ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนต่อ กสทช. ได้ผ่านสายด่วน 1200 หรือเว็บไซต์ NBTC 1200 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบกรณีพิพาทระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ 

ดังนั้น ผู้ใช้เน็ตบ้านมีสิทธิ์ยกเลิกบริการได้ตลอดเวลา โดยแจ้งล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์และชำระค่าบริการที่เกิดขึ้นจริงให้ครบถ้วน ส่วนผู้ให้บริการไม่ควรนำเงื่อนไขของแถม อุปกรณ์ฟรี หรือการใช้ไม่ครบสัญญามาเรียกค่าปรับเกินจริง

สิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนยกเลิกบริการควรเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบ ทั้งเอกสารแจ้งยกเลิก ภาพถ่ายอุปกรณ์ ใบรับคืนอุปกรณ์ และข้อมูลการติดต่อกับคอลเซ็นเตอร์ เพราะหากเกิดปัญหาภายหลัง หลักฐานเหล่านี้จะช่วยปกป้องสิทธิ์ของผู้บริโภคได้มากที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล