แอปฟรีบน Android มีให้เลือกเยอะมาก แต่หลายแอปมักมาพร้อมข้อแลกเปลี่ยน เช่น โฆษณาเยอะ ฟีเจอร์สำคัญถูกล็อกไว้หลังแพ็กเกจเสียเงิน หรือมีการเด้งเตือนให้อัปเกรดอยู่เรื่อย ๆ จนใช้งานแล้วไม่ค่อยสบายใจ
แต่ก็ยังมีแอปฟรีบางตัวที่ทำออกมาได้น่าประทับใจ ใช้งานได้จริง และไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นแค่เวอร์ชันทดลอง
รอบนี้ Sanook Hitech รวม 5 แอป Android ฟรีที่น่าโหลดติดเครื่องไว้ จากการแนะนำของ Android Authority โดยแต่ละแอปมีจุดเด่นต่างกัน ตั้งแต่ส่งไฟล์ แต่งรูป ควบคุมทีวี คีย์บอร์ดรักษาความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงแอปจัดการรหัสผ่าน
1. Blip
Blip เป็นแอปสำหรับส่งไฟล์ข้ามอุปกรณ์ที่เหมาะกับคนที่ต้องย้ายรูป วิดีโอ เอกสาร ไฟล์ ZIP หรือแม้แต่ทั้งโฟลเดอร์ ระหว่างมือถือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์หลายแพลตฟอร์ม
จุดเด่นของ Blip คือรองรับหลายระบบ ทั้ง Android, iOS, Windows, Mac และ Linux เพียงติดตั้งแอปไว้บนอุปกรณ์ทั้งสองฝั่งก็สามารถส่งไฟล์หากันได้ โดยยังคงโครงสร้างโฟลเดอร์ไว้ ไม่ทำให้ไฟล์กระจัดกระจายเหมือนการส่งผ่านบางช่องทาง
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Blip สามารถใช้งานได้แม้อุปกรณ์ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย Wi-Fi เดียวกัน โดยจะเปลี่ยนไปใช้การเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน แม้ความเร็วอาจไม่เท่าการส่งในเครือข่ายเดียวกัน แต่ก็ช่วยให้ส่งไฟล์ถึงอุปกรณ์ที่อยู่คนละที่ได้สะดวกขึ้น
เหมาะกับใคร?
- คนที่ส่งไฟล์ระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์บ่อย
- ครีเอเตอร์ที่ต้องย้ายรูป วิดีโอ หรือโฟลเดอร์งาน
- คนที่ใช้อุปกรณ์หลายระบบ เช่น Android คู่กับ Mac หรือ Windows
- ผู้ใช้ที่อยากได้ทางเลือกนอกจาก Quick Share หรือการส่งไฟล์ผ่านแชต
_batch.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
2. Image Toolbox
Image Toolbox เป็นแอปแต่งและจัดการรูปภาพแบบ Open-source ที่ไม่ได้เน้นแข่งกับแอปแต่งภาพสายฟิลเตอร์อย่าง Snapseed หรือ Picsart แต่เน้นช่วยงานจุกจิกเกี่ยวกับรูปภาพให้สะดวกขึ้น
แอปนี้ทำได้ตั้งแต่งานครอปภาพ ปรับขนาด ใส่ฟิลเตอร์ ลบพื้นหลัง แก้ไขข้อมูล EXIF แปลงไฟล์ภาพ ไปจนถึงอัปสเกลภาพด้วย AI รวมถึงฟีเจอร์เสริมอย่างต่อภาพหลายภาพ ใส่ลายน้ำ สร้าง GIF สแกนเอกสาร OCR และบีบอัดไฟล์เป็น ZIP
จุดที่ทำให้ Image Toolbox น่าสนใจมากคือการประมวลผลแบบเป็นชุด หรือ Batch Processing ที่สามารถแก้ไขหรือแปลงไฟล์รูปภาพหลายร้อยไฟล์พร้อมกันได้ ซึ่งเป็นงานที่ปกติหลายคนอาจต้องเปิดคอมพิวเตอร์ทำ
เหมาะกับใคร?
- คนที่ต้องปรับขนาดหรือแปลงไฟล์ภาพจำนวนมาก
- คนทำคอนเทนต์ที่ต้องใส่ลายน้ำหรือจัดการภาพหลายไฟล์
- ผู้ใช้ที่อยากได้เครื่องมือภาพครบ ๆ ในแอปเดียว
- คนที่ชอบแอป Open-source และอยากเลี่ยงโฆษณา

3. Bluetooth Remote
Bluetooth Remote เป็นแอปที่เปลี่ยนมือถือ Android ให้กลายเป็นรีโมตสำหรับ Android TV ผ่าน Bluetooth โดยมีทั้งปุ่มตัวเลข ปุ่มลูกศร ปุ่มควบคุมมีเดีย และฟีเจอร์ช่วยใช้งานทีวีอีกหลายอย่าง
จุดเด่นของแอปนี้คือไม่จำเป็นต้องพึ่ง Wi-Fi เดียวกันเหมือนบางแอปควบคุมทีวี เพียงเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ก็สามารถใช้งานได้ เหมาะกับสถานการณ์ที่ทีวีหรือมือถือไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน หรือกรณีที่ใช้งาน VPN แล้วแอปรีโมตทั่วไปเชื่อมต่อไม่สะดวก
นอกจากนี้ยังมีโหมดเมาส์ที่เปลี่ยนหน้าจอมือถือให้เป็นแทร็กแพด พร้อมเคอร์เซอร์บนหน้าจอทีวี และมีปุ่มคีย์บอร์ดสำหรับพิมพ์ค้นหา คีย์รหัสผ่าน หรือกรอกข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าการกดรีโมตทีละตัวอักษร
เหมาะกับใคร?
- คนที่ใช้ Android TV หรือ Google TV
- คนที่ทำรีโมตหาย หรือรีโมตเดิมกดพิมพ์ลำบาก
- ผู้ใช้ที่ต้องพิมพ์ค้นหาบนทีวีบ่อย ๆ
- คนที่ต้องการรีโมตสำรองไว้ในมือถือ
4. FUTO Keyboard
FUTO Keyboard เป็นแอปคีย์บอร์ดสำหรับ Android ที่ชูจุดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะสามารถทำงานแบบ Offline ได้ทั้งหมด และไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้ แม้แต่ข้อมูลวิเคราะห์การใช้งานหรือ Diagnostics
ฟีเจอร์พื้นฐานมีครบ เช่น Autocorrect, Swipe Typing, ธีม, Gestures และ Clipboard History แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดคือฟีเจอร์พิมพ์ด้วยเสียงแบบออฟไลน์ โดยใช้โมเดลที่อิงจาก OpenAI Whisper ทำงานบนเครื่องโดยตรง ทำให้เสียงของผู้ใช้ไม่ต้องถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์
อย่างไรก็ตาม FUTO Keyboard ยังอาจไม่ได้ขัดเกลาลื่นไหลเท่าคีย์บอร์ดยอดนิยมอย่าง Gboard หรือ SwiftKey และตัวแอปยังถูกมองว่าอยู่ในช่วงพัฒนา แต่สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว แอปนี้ถือว่าน่าสนใจมาก
เหมาะกับใคร?
- คนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลการพิมพ์
- ผู้ใช้ที่อยากได้คีย์บอร์ดทำงานแบบ Offline
- คนที่ใช้การพิมพ์ด้วยเสียงบ่อย และไม่อยากส่งเสียงไปประมวลผลบนคลาวด์
- ผู้ใช้ที่ชอบทดลองแอปทางเลือกนอกเหนือจากคีย์บอร์ดหลัก
5. Bitwarden
Bitwarden เป็นแอปจัดการรหัสผ่านแบบ Open-source ที่รองรับหลายแพลตฟอร์ม และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะกับคนที่ยังจดรหัสผ่านไว้ในแอปโน้ต หรือใช้รหัสเดิมซ้ำหลายเว็บ
แม้ Bitwarden จะมีแพ็กเกจเสียเงิน แต่เวอร์ชันฟรีก็เพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพราะสามารถเก็บรหัสผ่านและ Passkeys ได้ไม่จำกัด มีเครื่องมือสร้างรหัสผ่าน ระบบ Autofill, Secure Notes และ Personal Vault ให้ใช้งานโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
จุดเด่นอีกอย่างคือ Bitwarden ใช้งานได้ข้ามอุปกรณ์ ทั้ง Android, iOS, Windows, Mac, Linux รวมถึงมีส่วนขยายสำหรับเบราว์เซอร์ยอดนิยมหลายตัว เช่น Chrome, Firefox, Edge, Safari, Brave, Opera และ Vivaldi ทำให้ไม่ต้องผูกตัวเองไว้กับเบราว์เซอร์หรือระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไป
เหมาะกับใคร?
- คนที่ใช้รหัสผ่านซ้ำหลายบริการ
- คนที่อยากเริ่มจัดการรหัสผ่านอย่างจริงจัง
- ผู้ใช้ที่สลับใช้งานหลายอุปกรณ์และหลายเบราว์เซอร์
- คนที่อยากได้ Password Manager ฟรีที่ฟีเจอร์หลักครบ
ก่อนโหลดแอปฟรี ควรดูอะไร?
แม้แอปเหล่านี้จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก่อนติดตั้งแอปใด ๆ ควรตรวจสอบแหล่งดาวน์โหลดให้ชัดเจน โดยควรโหลดจาก Google Play Store หรือเว็บไซต์ทางการของผู้พัฒนาเท่านั้น รวมถึงอ่านสิทธิ์การเข้าถึงของแอปก่อนกดอนุญาต
โดยเฉพาะแอปที่เกี่ยวข้องกับไฟล์ส่วนตัว รูปภาพ คีย์บอร์ด หรือรหัสผ่าน ควรให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา นโยบายความเป็นส่วนตัว และการอัปเดตแอปอย่างต่อเนื่อง เพราะความฟรีไม่ควรแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนตัวด้วยก็ดีเหมือนกัน
