3 ฟีเจอร์เด่นที่ทำให้คุณต้องรอ Apple Watch Ultra 3

อีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงงานใหญ่ "Awe dropping" ของ Apple ในวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ นอกจากไฮไลท์ที่คนจับตาอย่าง iPhone 17 Series อีกสิ่งที่น่าติดตามไม่แพ้กันคือ Apple Watch Ultra 3 ที่เว้นช่วงอัปเกรดไปนานถึง 2 ปีเต็ม การรอคอยที่ยาวนานครั้งนี้ จะมีอะไรใหม่ที่ต้องรรู้ก่อนเปิดตัววันนี้มาดูกัน 3 เรื่องที่คาดว่าจะมีในนาฬิกาเรือธงตัวนี้
3 เรื่องที่คาดว่าจะมีใน Apple Watch Ultra 3
1. การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม (Satellite Connectivity)
นี่อาจเป็นฟีเจอร์เปลี่ยนเกมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ "Ultra" อย่างแท้จริง มีรายงานหนาหูว่า Apple Watch Ultra 3 จะเป็น Apple Watch รุ่นแรกที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรงจากข้อมือ
ไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณ SOS ฉุกเฉิน แต่จะเหมือนกับบน iPhone รุ่นใหม่ ที่ผู้ใช้สามารถส่งข้อความ (Texting) พูดคุยกับใครก็ได้ แม้จะอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณมือถือและ Wi-Fi โดยสิ้นเชิง และสำหรับสายกิจกรรมกลางแจ้ง, นักเดินป่า, หรือใครก็ตามที่เดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล ฟีเจอร์นี้เปรียบเสมือน "เส้นชีวิต" ที่ให้ความอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบนสมาร์ทวอทช์

2. เซ็นเซอร์วัดความดันโลหิต (Blood Pressure Monitoring)
Apple Watch ยกระดับความเป็นอุปกรณ์สุขภาพไปอีกขั้น ด้วยการนำเซ็นเซอร์วัดความดันโลหิตที่พัฒนามานานหลายปีมาใส่ไว้ใน Ultra 3 ซึ่งอาจเป็นฟีเจอร์สุขภาพเรือธงของปีนี้ ต้องบอกว่าฟีเจอร์นี้จะไม่ได้แสดงค่าความดัน Systolic/Diastolic แบบเครื่องวัดทางการแพทย์ แต่จะคอยติดตาม "แนวโน้ม" ของความดันโลหิต หากตรวจพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นจนเข้าข่ายภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ก็จะแจ้งเตือนผู้สวมใส่ทันที
ภาวะความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการแสดงออก การมีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด คล้ายกับฟีเจอร์ ECG หรือการตรวจจับภาวะหัวใจสั่นพลิ้ว (AFib) ที่มีอยู่แล้ว

3. ยกเครื่องดีไซน์รองรับชาร์จเร็วขึ้นเท่าตัว + รองรับ 5G
การเปลี่ยนแปลงดีไซน์ฝาหลังของตัวเรือนที่คาดว่าจะนำมาจาก Apple Watch Series 10 จะส่งผลให้เกิดการอัปเกรดประสิทธิภาพที่สำคัญถึง 2 อย่างพร้อมกัน
อัปเกรดระบบชาร์จใหม่ด้วยขดลวดชาร์จที่ใหญ่ขึ้น อาจทำให้ Ultra 3 ชาร์จแบตเตอรี่ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 30 นาที ลดลงจากเดิมที่ใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงเต็ม เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความรวดเร็ว
การปรับดีไซน์ยังเอื้อต่อการใส่โมเด็มใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเปลี่ยนจาก 4G LTE ที่ใช้มานาน ไปสู่ 5G RedCap ซึ่งเป็น 5G เวอร์ชันที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ Wearable โดยเฉพาะ ทำให้การเชื่อมต่อ Cellular รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น
การเว้นช่วงไป 2 ปีทำให้ Apple Watch Ultra 3 กลายเป็นรุ่นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่การอัปเกรดเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ๆ ทั้งในด้านความปลอดภัย, สุขภาพ และประสิทธิภาพพื้นฐาน ซึ่งเราจะได้ทราบพร้อมกันในงานวันที่ 9 กันยายน หรือตรงกับเที่ยงคืน 10 กันยายน นี้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



