ขโมยมีร้อง Find HUB เพิ่มล็อกเครื่อง ต้องสแกนหรือใช้หน้า ถึงยอมปลด

ขโมยมีร้อง Find HUB เพิ่มล็อกเครื่อง ต้องสแกนหรือใช้หน้า ถึงยอมปลด

ขโมยมีร้อง Find HUB เพิ่มล็อกเครื่อง ต้องสแกนหรือใช้หน้า ถึงยอมปลด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ปกติคนถูกขโมยมือถือ หรือลืมไว้ และระบบปฏิบัติการเป็นของ Android มักจะตามด้วย Find HUB ซึ่งบางทีตามได้แต่ก็มักจะถูกขโมยปิดเครื่องเพราะมันปิดง่ายซะเหลือเกิน ล่าสุดเรื่องนี้จะเป็นข่าวดีเพราะ Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ความปลอภัยใหม่กับ Android 17 ด้วยการทำให้ Find HUB ล็อกแล้วจะต้องยืนยันว่าเป็นคุณถึงจะปลดล็อกได้

Find Hub Mark as lost ทำงานอย่างไร

เดิมที Find Hub หรือระบบตามหาอุปกรณ์ของ Google ช่วยให้ผู้ใช้ตามหามือถือ ล็อกเครื่อง หรือจัดการอุปกรณ์ที่สูญหายได้จากระยะไกล แต่ในอัปเดตใหม่ Google จะเพิ่มความปลอดภัยให้ฟีเจอร์ Mark as lost มากขึ้น

เมื่อผู้ใช้ต้องการทำเครื่องหมายว่าอุปกรณ์สูญหาย ระบบจะต้องใช้ทั้ง รหัสผ่าน/PIN และ การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก เช่น สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้า ช่วยลดความเสี่ยงกรณีมีคนรู้รหัสเครื่อง แต่ไม่ใช่เจ้าของตัวจริง

ปิด Quicksetting

เมื่ออุปกรณ์ถูกตั้งเป็นสถานะสูญหาย Find Hub จะช่วยปิดช่องทางที่โจรหรือผู้ไม่หวังดีมักใช้เพื่อหนีการติดตาม เช่น การเปิด Quick Settings เพื่อตัด Wi-Fi, Bluetooth, Location หรือสลับโหมดการเชื่อมต่อ

Google ระบุว่า เมื่อเครื่องถูก Mark as lost ระบบจะ ซ่อน Quick Settings และ ปิดไม่ให้เพิ่มการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth ใหม่ ช่วยให้เจ้าของเครื่องมีโอกาสติดตามตำแหน่งหรือควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกลได้ดีขึ้น

ลดโอกาสเดารหัสผ่าน

บน Android 17 Google ปรับระบบป้องกันการเดารหัส PIN หรือรหัสผ่านให้เข้มงวดขึ้น โดยอุปกรณ์ที่รองรับจะลดจำนวนครั้งที่สามารถเดารหัสได้ และเพิ่มระยะเวลารอระหว่างการใส่รหัสผิดหลายครั้ง

ฟีเจอร์นี้ช่วยป้องกันการสุ่มเดารหัสแบบ Brute Force โดยเฉพาะในกรณีที่เครื่องตกไปอยู่ในมือคนอื่น หากเดาผิดหลายครั้ง ระบบจะหน่วงเวลานานขึ้น ทำให้การพยายามเจาะเครื่องด้วยรหัสเดายากขึ้นกว่าเดิม

 find-hub-mark-as-lost_batch

ล็อกทางไกล แถมดูพฤติกรรมได้

Google ยังระบุว่า Remote Lock และ Theft Detection Lock จะถูกเปิดเป็นค่าเริ่มต้นบนอุปกรณ์ Android 17 ใหม่ เครื่องที่ถูกรีเซ็ต หรือเครื่องที่อัปเกรดเป็น Android 17 ทั่วโลก

Remote Lock ช่วยให้ผู้ใช้ล็อกเครื่องจากระยะไกลได้ ส่วน Theft Detection Lock เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยล็อกเครื่องอัตโนมัติเมื่อระบบตรวจพบพฤติกรรมที่คล้ายการถูกฉกหรือขโมย เช่น มีการเคลื่อนไหวผิดปกติหลังเครื่องถูกหยิบไป

นอกจากนี้ Google จะเพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้ดูหมายเลข IMEI ของอุปกรณ์ได้จากหน้าจอล็อกบนเครื่องที่ใช้ Android 12 หรือใหม่กว่า

หมายเลข IMEI เป็นรหัสประจำเครื่องที่ใช้ยืนยันตัวตนอุปกรณ์ได้ โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผู้ผลิตอุปกรณ์ หรือผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อช่วยตรวจสอบเจ้าของและส่งคืนเครื่องได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถปิดฟีเจอร์นี้ได้จากการตั้งค่า

Advanced Protection บน Android 17 เข้มขึ้น

Advanced Protection บน Android 17 จะได้ฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น เช่น

  • จำกัดการเข้าถึง Accessibility Service สำหรับแอปที่ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นเครื่องมือช่วยการเข้าถึงจริง
  • ปิดการปลดล็อกแบบ Device-to-device
  • ปิดการรองรับ Chrome WebGPU
  • เพิ่มระบบตรวจจับสแกมจากการแจ้งเตือนแชต
  • รองรับ Advanced Protection สำหรับ Android Enterprise

การปรับปรุงเหล่านี้สะท้อนว่า Google ให้ความสำคัญกับการป้องกันแอปหลอกลวงและการโจมตีผ่านสิทธิ์ Accessibility มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้ควบคุมเครื่องหรือขโมยข้อมูลจากผู้ใช้

Chrome บน Android จะช่วยสแกน APK ก่อนดาวน์โหลด

ผู้ใช้ Chrome for Android ที่เปิดใช้งาน Safe Browsing จะได้รับการป้องกันเพิ่มเติม โดย Google จะตรวจสอบไฟล์ APK ที่กำลังดาวน์โหลดว่ามีมัลแวร์ที่รู้จักหรือไม่ หากพบความเสี่ยง ระบบจะแจ้งเตือนก่อนดาวน์โหลด

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้งแอปจากนอก Play Store เพราะไฟล์ APK จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่มัลแวร์ Android แพร่กระจายได้บ่อย

Live Threat Detection จับพฤติกรรมแอปน่าสงสัยแบบเรียลไทม์

Google ยังอัปเกรด Live Threat Detection ให้ตรวจจับพฤติกรรมของแอปได้ละเอียดขึ้น เช่น แอปที่พยายามส่งต่อ SMS, ซ่อนหรือเปลี่ยนไอคอน, เปิดทำงานจากเบื้องหลัง หรือใช้สิทธิ์ Accessibility ในทางที่น่าสงสัย

ระบบนี้จะใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ และ Google สามารถอัปเดตกฎการตรวจจับภัยคุกคามใหม่ ๆ ได้แบบไดนามิก โดยฟีเจอร์ป้องกันชุดใหม่นี้จะเปิดใช้งานบน Android 17 และเริ่มปล่อยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งใน Android 17 จะมีระบบ Android OS Verification ที่ช่วยตรวจสอบว่าอุปกรณ์กำลังใช้งาน Android เวอร์ชันทางการที่เผยแพร่อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ระบบที่ถูกดัดแปลงหรือไม่ผ่านมาตรฐาน

ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในอุปกรณ์ที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ แอปธนาคาร หรือระบบองค์กร เพราะระบบปฏิบัติการที่ถูกดัดแปลงอาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากกว่า

เลือกปิด 2G เป็นค่าเริ่มต้นได้

นอกจากนี้ใน Android 17 ผู้ให้บริการเครือข่ายจะสามารถตั้งค่าให้ปิดการใช้งาน 2G เป็นค่าเริ่มต้นได้ เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากช่องโหว่ของเทคโนโลยีเครือข่ายรุ่นเก่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีการดูแลโครงข่าย 2G แล้ว

ประเด็นนี้สำคัญเพราะเครือข่าย 2G ถูกมองว่ามีความปลอดภัยต่ำกว่าเครือข่ายยุคใหม่ และอาจถูกนำไปใช้ในเทคนิคหลอกลวงหรือดักสัญญาณบางรูปแบบ

Verified Financial Calls กันสายปลอมจากธนาคาร

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Verified Financial Calls ซึ่ง Google กำลังร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินบางแห่ง เพื่อช่วยตรวจสอบว่าสายที่โทรเข้ามาเป็นสายจากแอปการเงินจริงหรือไม่

หลักการคือ เมื่อมีสายที่อ้างว่าโทรจากธนาคาร Android จะถามแอปธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันว่ามีการโทรออกจริงหรือไม่ หากแอปยืนยันว่าไม่ได้โทร ระบบจะตัดสายทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากสายปลอมและมิจฉาชีพสวมรอย

ฟีเจอร์นี้จะเริ่มให้บริการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้ากับลูกค้าของ Revolut, Itaú และ Nubank บน Android 11 ขึ้นไป ก่อนจะขยายการใช้งานในวงกว้างภายหลัง

สรุปภาพรวมคือ Google กำลังทำให้ Android ปลอดภัยขึ้นทั้งในสถานการณ์เครื่องหาย ถูกขโมย ถูกหลอกติดตั้งแอปอันตราย และโดนสแกมทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้มือถือเจอกันจริงในชีวิตประจำวัน รุ่นไหนจะได้ใช้เต็มระบบต้องรอติดตามกันต่อไป

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล