เมื่อ! ระบบเสียงตามตำแหน่งจะพลิกโฉมวงการเพลง

เมื่อ! ระบบเสียงตามตำแหน่งจะพลิกโฉมวงการเพลง
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

วันนี้ Apple Music พร้อมเปิดตัวระบบเสียงตามตำแหน่งหรือ Spatial Audio แล้ว และ Zane Lowe ซึ่งเป็นหัวหน้าร่วมฝ่าย Artist Relations และนักจัดรายการวิทยุ จะมาอธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีความหมายอย่างไรกับแฟนเพลงและศิลปิน

โดยคำอธิบายเหล่านี้เป็นของ Zane Lowe จาก  Apple Music ซึ่งจะอธิบายว่าระบบเสียงตามตำแหน่งจะพลิกโฉมวงการเพลงอย่างไร

แรกเริ่มเดิมทีมีเพียงเสียงโมโน ก่อนจะมาเป็นสเตอริโอ และวันนี้ถึงเวลาของ ระบบเสียงตามตำแหน่ง หรือ Spatial Audio ที่จะมอบประสบการณ์อันเต็มอิ่มสมจริงด้วยเสียงที่โอบล้อมตัวคุณจากรอบทิศทาง และเราเคยสัมผัสประสบการณ์นี้มาก่อนแค่เพียงในโรงภาพยนตร์เท่านั้น เคยนึกสงสัยมั้ยว่าถ้าประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเสียงเพลงแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะผมเองก็สงสัย

ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสฟังระบบเสียงตามตำแหน่งบน AirPods นั้น บอกเลยว่าทีแรกผมก็ยังงงๆ "ระบบเสียงที่ว่านี้ใช้กับ AirPods ได้จริงๆ เหรอ เดี๋ยวเราต้องนั่งรถไปห้องฟังเพลงที่ไหนสักแห่งที่มีลำโพงแบบพิเศษกันใช่มั้ย" แล้วพวกนั้นก็ตอบประมาณว่า "ไม่ต้องๆ กดเล่นได้เลย"

เพลงแรกๆ ที่ผมได้ฟังมี "Rain on Me" ของ Lady Gaga และ "Black Skinhead" ของ Kanye West ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะผมอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบสองช่องเสียงมาตลอดทั้งชีวิต เรียกได้ว่าเกิดมาในยุคสเตอริโอ แล้วผมก็เพิ่งมารู้ว่ามีศิลปินมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบันที่น่าจะสนใจอยากลองใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอะไรลักษณะนี้ เพื่อทำเพลงของตัวเองให้มีชีวิตชีวา ฟังดูยิ่งใหญ่ขึ้น แล้วยกระดับเพลงไปอยู่ในจุดที่ยังไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่ตอนนั้นพวกเขามีแค่เสียงสเตอริโอสองช่องให้เล่น มาวันนี้ศิลปินสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นได้แล้ว ถ้าถามว่าผมรู้สึกยังไงเมื่อได้ยินบางท่อนบางตอนของเพลงพวกนี้ดังมาจากด้านหลังและรอบๆ ตัว ตอบเลยว่า "ผมอินมาก ผมเข้าใจเลย" เหมือนกับที่ทีวีมี HD ตอนนี้เพลงก็มี Spatial

ทันทีที่ได้ฟังผมก็เกิดความคิดว่า "ศิลปินจะนำสิ่งนี้ไปใช้ยังไงบ้าง Lil Baby จะใช้ระบบเสียงนี้ยังไง แล้ว Olivia Rodrigo หรือ Peggy Gou ล่ะ จะใช้ระบบเสียงนี้ยังไง Frank Ocean จะใช้ระบบเสียงนี้ยังไง ศิลปินจะเริ่มทำเพลงโดยมีไอเดียเรื่องสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติเลยมั้ย แทนที่จะเป็นสภาพแวดล้อม 2 ช่องเสียงแบบเดิม"

ผมเองก็อยากรู้ว่าระบบเสียงตามตำแหน่งจะทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปยังไงกับเพลงโปรดเพลงเดิม เพราะว่าเสียงนั้นจะผ่านเข้าไปในโสตประสาทแล้วไปกระตุ้นอะไรบางอย่างใช่มั้ย นั่นคือความคิดที่เกิดขึ้นในหัวผมตอนที่ได้ฟังเพลงพวกนี้ในแบบ Spatial ทั้งๆ ที่เป็นเพลงที่ผมฟังจนขึ้นใจแล้ว แต่กลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างต่างไปจากเดิม แสดงว่ามันไม่เกี่ยวกับการที่เพลงจะมีซาวด์ออกมาเป็นยังไงเลย แต่เป็นเรื่องที่ว่าเพลงนั้นจะให้ความรู้สึกยังไงมากกว่า

ผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ศิลปินจะเริ่มได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ลองนึกภาพ Billy Corgan บอกกับเอ็นจิเนียร์ว่า "ตอนผมคิดไลน์กีตาร์ช่วงต้นเพลง 'Quiet' ในปี 1993 ผมอยากให้เสียงกีตาร์ดังมาจาก 5 กม. ด้านหลังคุณ แล้วลอยมาตกตรงหน้าในอีก 3.2 วินาทีให้หลัง ในจังหวะที่กลองของ Jimmy Chamberlin ขึ้นพอดี" แหงล่ะ ผมไม่ใช่ Billy Corgan และผมก็แค่ลองนึกดูเล่นๆ แต่คิดดูสิว่าถ้าขนาดผมยังคิดได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็น Billy Corgan จะทำได้ขนาดไหน

เพลงในยุคโมเดิร์นมักเป็นเรื่องของการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ตั้งแต่การบันทึกเสียงแบบมัลติแชนเนล จนถึงกีตาร์ไฟฟ้า ไมโครโฟน เครื่องสังเคราะห์เสียง ไปจนถึงเทปเอคโค่ แซมเพลอร์ หรือแม้แต่ MIDI และ iPod เรียกได้ว่ามีการคิดค้นเทคโนโลยีขึ้นมามากมายเพื่อใช้เล่น บันทึก อัด มิกซ์ และแชร์เพลง ทีนี้เมื่อมีระบบเสียงตามตำแหน่ง นักดนตรี เอ็นจิเนียร์ และโปรดิวเซอร์ก็เหมือนมีเครื่องมือใหม่อันน่าทึ่งที่จะพาผู้ฟังนับล้านไปสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ในแบบ 3 มิติ ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากการมีเครื่องมือใหม่หนึ่งชิ้นให้ศิลปินได้ทดลองใช้ และผลลัพธ์ที่ได้ในท้ายที่สุดก็คืองานเพลงอย่าง "Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band" หรืออัลบั้ม "Pet Sounds"

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นจากการที่ศิลปินเริ่มนำไปใช้ ต้องมีการลงทุนจากคนที่กำลังจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้ และจากคนที่กำลังจะหลงรักในสิ่งนี้ สมัยเด็กๆ ตอนที่ผมเริ่มทำเพลง ผมต้องเก็บเงินเยอะมากกว่าจะได้แซมเพลอร์มาสักตัว ไม่ใช่สิ่งที่อยากใช้เมื่อไหร่ก็หาได้ทันที และแทบไม่มีวางขายทั่วไป แต่กับระบบเสียงตามตำแหน่ง แค่ผมหยิบ AirPods มาใส่ แล้วกดเล่น ก็ได้ประสบการณ์แบบ Spatial ทันที พูดง่ายๆ คือทั้งแฟนเพลงและศิลปินต่างมีเครื่องมือที่จะใช้ในการฟังและสร้างสรรค์เพลงแบบนี้แล้วในวันนี้ และนั่นแหละคือจุดเปลี่ยน เพราะแน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ย่อมได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่ได้ฟังแล้วพวกเขาก็จะบอกกับตัวเองว่า "ฉันอยากให้เพลงของตัวเองมีซาวด์ดีๆ แบบนี้บ้าง"

การเดินทางจากจุดนี้ไปจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นแน่นอน สุดท้ายแล้วก็จะมีศิลปินใหม่ๆ ที่เกิดมาในยุคของ Spatial เหมือนอย่างที่ผมเกิดมาในยุคของสเตอริโอ และศิลปินในอนาคตก็อาจไม่มีความคิดเรื่องการทำเพลงแบบสเตอริโออยู่ในหัวเลยก็ได้ เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขารู้จักคือ Spatial แล้วการทำเพลงในแบบ Spatial ก็มีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Apple กำลังพัฒนาเครื่องมือแต่งเพลงแบบเต็มอิ่มสมจริงใส่ไว้ใน Logic Pro โดยตรง ซึ่งน่าจะพร้อมใช้งานภายในปีนี้ ทีนี้นักดนตรีก็จะสามารถสร้างสรรค์และมิกซ์เพลงด้วยระบบเสียงตามตำแหน่งสำหรับ Apple Music ได้เลย ไม่ว่าจะอยู่ในห้องบันทึกเสียง ที่บ้าน หรือที่ไหนก็ตาม

แน่นอนว่าสเตอริโอจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน คงไม่มีใครบอกว่าหมดยุคของสเตอริโอแล้ว เหมือนกับที่ไม่มีใครบอกว่าหมดยุคของโมโนแล้ว ผมเองก็ยังมีเพลงแบบโมโนเก็บไว้ในคอลเลกชั่น และซาวด์ก็ดีด้วยเพราะออกแบบมาให้ฟังในแบบโมโน ส่วนเพลงที่ออกแบบมาให้ฟังในแบบสเตอริโอก็ยังคงมีซาวด์ที่เยี่ยมยอดในแบบสเตอริโอเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่วันนี้เพลงกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Spatial แล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดจบของอะไรเลย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรใหม่ๆ มากกว่า