7 ทักษะด้านไอที ที่ควรมีไว้เพื่อโอกาสทางการงานที่ดี

7 ทักษะด้านไอที ที่ควรมีไว้เพื่อโอกาสทางการงานที่ดี
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ในโลกดิจิทัลที่เราอยู่กันนั้น การที่คุณจะมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่ความพิเศษ แต่เป็น “ความจำเป็น” แทนไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ถ่ายเอกสาร พิมพ์หรือบริหารอีเมล ไปจนถึงการบริหารบัญชีสังคมออนไลน์ของบริษัท เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้นถ้าคุณอยากจะหางานให้ได้ในโลกยุคนี้ แต่ข้อแนะนำเรื่องทักษะด้านไอทีนั้นจะมีแบบไหนบ้าง ลองมาไล่ดูกันเลยดีกว่า

ความเข้าใจเรื่องสื่อสังคมออนไลน์

อย่างแรกเลยคือ ถ้าคุณตั้งบัญชีสังคมออนไลน์ให้เป็นสาธารณะ อย่าไปว่าบริษัทของคุณเด็ดขาด! เพราะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบางบริษัทเนี่ยสามารถหรืออาจจะขอเข้าไปเช็กข้อมูลในโลกออนไลน์ของคุณก็ได้นะ

แต่การทำงานในสมัยนี้ ความเข้าใจเรื่องพวกโซเชียล มีเดีย ไล่ไปตั้งแต่เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และ “โซเชียลมีเดียของโลกธุรกิจ” อย่างลิงก์อิน (LinkedIn) ด้วย

การแชร์ข้อมูลผ่านทาง “โซเชียลมีเดีย” นั้นรวดเร็ว และช่วยในการสื่อสารกับลูกค้าได้ง่าย เพราะฉะนั้นหากมีความเข้าใจและใช้สื่อเหล่านี้เป็น ก็จะเป็นผลดีต่อการงานด้วย

การใช้ Excel และ Google Sheets

การเก็บบัญชีสมัยนี้ ไม่จำเป็นจะต้องวาด “ตาราง” และเขียนเก็บอีกต่อไป เพราะเรามีโปรแกรมใหม่ ๆ เช่น Microsoft Excel และ Google Sheets ที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำบัญชีการเงินบริษัท หรือทำตารางงานต่างๆ ทำการคำนวณบัญชีหรืองบประมาณ และเก็บข้อมูล เบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าต่าง ๆ ด้วย

การใช้โปรแกรมเหล่านี้เป็นนั้นถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะหลัก ๆ ที่บริษัทสมัยนี้มองหาในคนที่มาสมัครงาน

ทักษะการนำเสนอ

การทำงานเสนอสมัยนี้เองก็เช่นกัน ส่วนใหญ่บริษัทก็จะต้องการงานเสนอแบบเป็นไฟล์สวย ๆ จัดภาพและวางเนื้อหาที่เหมาะสมกับการใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภายใน (นำเสนองบประมาณ) หรืองานเสนอสำหรับลูกค้า (เช่นแผนการตลาด หรือแผนการซื้อกิจการเป็นต้น) การที่มีคนในบริษัทที่มี “หัว” ด้านการดีไซน์งานเสนอ และใช้โปรแกรมเช่น Microsoft PowerPoint หรือ Google Suite และ MacOS Keynote เป็นนั้นจึงเป็นผลดี และอาจจะเป็นข้อเด่นของใบสมัครของคุณด้วย (ยิ่งถ้าทำได้ทั้ง 3 เลยก็ยิ่งดี เพราะบางบริษัทก็จะใช้โปรแกรมที่แตกต่างกัน)

การเขียนเอกสารในคอมพิวเตอร์ (ให้ไวด้วยนะ)

น่าจะเป็นหนึ่งในทักษะมาตรฐานในการงานสมัยนี้ เนื่องจากว่างานส่วนใหญ่นั้นจะพิมพ์กันในคอมพิวเตอร์หมดแล้ว ซึ่งการใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft Word หรือ MacOS Pages ให้เป็นนั้นถือเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำได้ และควรจะใช้เป็นในขั้นที่ดีพอสมควร (เช่นรู้จักการเปลี่ยนโหมดตัวอักษร ให้เป็นตัวหนา หรือขีดเส้นใต้ และเน้นคำ ไปจนถึงการทำย่อหน้า และสารบัญด้วย)

นอกจากจะพิมพ์งานได้แล้ว ความเร็วของการพิมพ์งานเองก็อาจจะสำคัญด้วย เพราะถ้าคุณพิมพ์งานช้า กว่างานจะเสร็จก็ต้องใช้เวลาไปอีก ซึ่งบางบริษัทนั้นอาจจะทนไม่ไหวกับการ “รอ” ตรงนี้ ทักษะในการพิมพ์เร็ว (ไม่ต้องเร็วสุด ๆ) จึงกลายเป็นสิ่งที่คนจ้างงานต้องมองหากัน ยิ่งถ้าพิมพ์ได้มากกว่าหนึ่งภาษา (ไทยและอังกฤษ) ก็จะดีอีก ส่วนถ้าพิมพ์ภาษาที่ 3 ได้ด้วย ก็สุดยอดเลย เพราะบางภาษาก็ไม่ใช่ว่าจะพิมพ์ง่ายนะ (เช่น สเปนหรือญี่ปุ่น) แต่ถ้าคุณยังพิมพ์ช้าก็ไม่เป็นไร เพราะของแบบนี้ฝึกกันได้ ค่อย ๆ พิมพ์ไป ใช้โปรแกรมหัดพิมพ์ช่วย เดี๋ยวก็ได้เอง (ภาษาไทยถือเป็นภาษาที่พิมพ์ยากพอสมควร เพราะฉะนั้นอาจใช้เวลาฝึกหน่อย)

ทางลัดบนคีย์บอร์ด

ถ้าจะเปรียบเทียบ คีย์บอร์ดก็เหมือนกับปากกาในงานเขียนของคุณ ถ้าคุณรู้จักใช้มัน มันก็จะช่วยคุณได้ และจะช่วยร่นเวลาได้อีกถ้าคุณพอจะคุ้นเคยกับทางลัดบนคีย์บอร์ด เช่นการลอกคำ เปลี่ยนหน้าจอ เปิด-ปิด และเลื่อนเพลง (อันนี้สำหรับใครที่ทำงานไป ฟังเพลงไปบนคอมนะ) ก็จะทำให้คุณสามารถทำงานได้ไหลลื่น และเร็วขึ้นพอสมควร

และอย่าลืมนะว่า ทางลัดบนคีย์บอร์ดทั้งบน วินโดวส์ และแม็ก โอเอส นั้นมีความต่างกันนะ ศึกษาให้ดี ๆ

ส่วนถ้าใครยังไม่รู้ทางลัด Tonkit360 ขอแถมเคล็ดลับให้ 3 ข้อ…ได้แก่

  • Ctrl และ C คือการลอก
  • Ctrl และ X คือการตัด
  • ส่วน Ctrl + Z คือการย้อนกลับในเวลาที่คุณกำลังพิมพ์งานอยู่

เขียนอีเมล

วิธีหลักในการติดต่อกับลูกค้า หรือเจ้านาย และคนที่ทำงานด้วย มีมากกว่าการโทรศัพท์และ “ลุกไปหา” แต่นั่นคือการใช้อีเมล หรือจดหมายออนไลน์นั่นเอง ซึ่งการเขียนอีเมลเป็นนั้นถือเป็นเรื่อง “พื้นฐาน” อย่างมาก (พอกับการเขียนเอกสารนั่นแหละ)

พัฒนาไปกับเวลา

อันนี้ถือว่าสำคัญพอสมควร ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ ความชินและทักษะการใช้โปรแกรมต่าง ๆ หรือแอปฯ ต่าง ๆ ของเรานั้นก็ต้องพัฒนาไปกับมันด้วย ไม่อย่างนั้นการหางานอาจจกลายเป็นเรื่อง “ยาก” ขึ้นมาทันที ซึ่งทักษะส่วนใหญ่ที่เราได้บอกไปตรงนี้ ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างพื้นฐานที่ควรจะทำให้เป็น

และสิ่งที่ควรจำไว้ คือการ “เปิดใจ” ว่าบางทีแล้ว โปรแกรมหรือวิธีการใช้ซอฟต์แวร์บางอย่างของเรานั้นอาจจะโอเค แต่มันอาจจะมีวิธีที่ดีกว่า เร็วกว่า และง่ายกว่าอยู่ ซึ่งถ้าเราเปิดใจ และลองใช้ดู มันก็อาจจะทำให้งานของเราดูไม่ซับซ้อน (หลังจากที่ทำไปสักพักนะ) และสุดท้ายอาจจะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น