Vertiv เผยการเติบโตของ Edge Computing ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังโควิด-19

Vertiv เผยการเติบโตของ Edge Computing ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังโควิด-19

ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและภูมิทัศน์ทางธุรกิจ ความไม่แน่นอนได้กลายเป็นความแน่นอนของทุกคน ความไม่แน่นอนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเกือบทุกภาคส่วนและทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแพร่ระบาดได้เร่งให้ผู้บริโภคหันมาช่องทางออนไลน์

 

จากการศึกษาของ Bain และ Facebook พบว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ทำการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ด้วยการเปลี่ยนจากการซื้อแบบออฟไลน์ 83 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจยืนยันว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะช็อปปิ้งทางออนไลน์ต่อไป แม้ว่าจะยกเลิกข้อกำหนดการปิดเมืองแล้วก็ตาม

ในขณะที่ผู้บริโภคเปลี่ยนกิจกรรมการซื้อและการทำธุรกรรมมาเป็นทางออนไลน์ส่วนใหญ่ และองค์กรต่างๆกลับมาทบทวนกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซอีกครั้ง ความสามารถของ Edge computing ก็สามารถช่วยให้ผู้ค้าปลีกเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและปรับปรุงประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าได้

ท่ามกลางมาตรการ social distancing ที่รัฐบาลกำหนด เช่น คำสั่งควบคุมการออกนอกสถานที่ (MCO) ในมาเลเซียและเซอร์กิต เบรกเกอร์ (CB) ในสิงคโปร์ หลายบริษัทที่มีการเตรียมการทำงานจากระยะไกลอาศัยแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันเพื่อให้พนักงานของพวกเขาเชื่อมต่อและมั่นใจว่าธุรกิจจะดำเนินต่อไป

 

ในขณะที่ข้อกำหนดค่อยๆคลี่คลายลงอย่างช้าๆ แต่การทำงานจากระยะไกลก็ยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งทำให้โฮมออฟฟิศกลายเป็นปลายทางของเครือข่าย Edge ในตัวของมันเอง ในขณะที่บริษัทต่างๆยอมรับการทำงานจากระยะไกล Edge computing จะเป็นพื้นที่หนึ่งที่จะได้รับการยกระดับอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป เป็นความจริงที่การลงทุนเพิ่มเติมใน Edge เช่น ในเครือข่ายการกระจายที่มากขึ้น อาจช่วยลดปัญหาแบนด์วิดท์บางอย่างที่พนักงานประสบในระหว่าง lockdown

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คลื่นแห่งการหยุดชะงักในการทำงานล่าสุดทำให้องค์กรต่างๆมีมุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของการปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัลในอนาคต และเป็นเหตุผลที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในตอนนี้จะช่วยรองรับธุรกิจในอนาคต จากแบคกราวนด์นี้ เราได้เห็นแนวโน้มสำคัญบางอย่างที่มีการเร่งตัวขึ้นใน landscape การซื้อโครงสร้างพื้นฐานไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวไปสู่การประมวลผลแบบ Edge

เข้าใจ Network Edge

 edge_com

ธุรกิจสมัยใหม่ก่อให้เกิดข้อมูลจำนวนมากจากจุดเข้าใช้งานหลายจุด เพื่อลดเวลาในการตอบสนองและทำให้มั่นใจในประสิทธิภาพ การแปลงข้อมูลดิจิทัลจะต้องเกิดขึ้นใกล้ผู้ใช้ นอกพื้นที่ "core" ของดาต้า เซ็นเตอร์ บริษัทต่างๆกำลังลงทุนใน digitisation เพื่อตอบสนองความต้องการนี้และเพื่อแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในตลาดของตนเอง ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผู้นำในอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ Edge computing

ตามเอกสารรายงานประจำปี 2019 ของ Data centre 2025: Closer to the Edge พบว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้น 400 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนไซต์ Edge ที่พวกเขาจะรองรับในอีกห้าปีข้างหน้า ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้น เครือข่าย Edge จึงต้องการความจุของดาต้า เซ็นเตอร์ประเภทใหม่ที่ติดตั้งใกล้ชิดกับผู้ใช้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่อาจอยู่ในรูปแบบของโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์แบบประกอบสำเร็จรูปเพื่อให้ได้ความเร็ว คงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ

 vertiv_rock_on_hero_1600x480_

ความสามารถของ Network Edge ประกอบด้วยสามสิ่ง ส่วนแรกคือมี Legacy Edge ซึ่งเป็นระบบประมวลผลขององค์กรที่เปลี่ยนไปใช้ colocation และการให้บริการคลาวด์แบบสาธารณะ (public cloud) Legacy Edge นำเสนอโอกาสในการประมวลผลในตัว ในการติดตั้งแอปเดิมที่ไม่สามารถพกพาไปยังระบบคลาวด์ได้

Geographic Edge อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทางเดียวของข้อมูลจากเครือข่ายการกระจายเนื้อหาส่วนใหญ่ในกลุ่มเมืองระดับ 2 และ 3 ที่มีประชากร 20,000 ถึง 100,000 คน โครงสร้างพื้นฐานนี้จะช่วยบรรเทาปัญหา bottlenecks เมื่อผู้คนหลายพันกำลังสตรีมวิดีโอพร้อมกัน ประเภทที่สามเรียกว่า Dynamic Edge ด้วยการกระจายตัวของอุปกรณ์ IoT ใหม่ส่วนใหญ่ในพื้นที่ในเมือง จุดประสงค์ของ Dynamic Edge คือการสร้างการรับส่งข้อมูลแบบสองทางอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของ Channel Partners ในการใช้พลังของ Network Edge

 ver2

ทั้งใน core และwhitespace ขนาด ความเร็วและความซับซ้อนเป็นความท้าทายบางประการที่ลูกค้าของเครือข่าย Edge ต้องเผชิญ ตัวอย่างเช่น เมื่อสร้างนอกเหนือจากเครือข่าย Edge ลูกค้าจะขอรับการสนับสนุนทางเทคนิคได้จากที่ใด สำหรับธุรกิจที่มีไซต์ Edge หลายไซต์ พวกเขาจะนำมาปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นใจได้อย่างไร แม้ว่าขั้นตอนการปรับใช้จะมีความสำคัญ แต่ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งไซต์ Edge ล่วงหน้า และการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ภาคพื้นดินนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน พาร์ทเนอร์ด้านช่องทางต้องช่วยลูกค้าของตนรับมือกับความท้าทายเหล่านี้โดยการผสมผสานความเชี่ยวชาญกับผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์

โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่สำคัญซึ่งเป็นรากฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกที่เชื่อถือได้นั้นต้องการมากกว่าเพียงแค่ส่วนประกอบของ rack, Protocol Data Units (PDUs), uninterruptible power supply (UPS), การระบายความร้อน และการจัดการระยะไกล การปรับใช้สิ่งอำนวยความสะดวกด้านไอทีจำเป็นต้องใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นจากผู้ให้บริการที่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน หรือโซลูชันที่ออกแบบตามออเดอร์และให้บริการสนับสนุนลูกค้าได้ทุกที่

ในฐานะพันธมิตรด้านช่องทาง Vertiv มุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถและช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดหาโซลูชันและบริการให้กับลูกค้าผ่านการฝึกอบรมและการรับรองการสนับสนุนด้านการตลาด ตลอดจนการสนับสนุนด้านเทคนิคและการขาย ด้วยความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์และ colocation ในพื้นที่ Vertiv ได้เริ่มดำเนินการสร้างดาต้า เซ็นเตอร์ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยแห่งแรกในมาเลเซีย สร้างขึ้นด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ปลอดภัย ปรับสเกลได้และมีความยืดหยุ่นสูง

ดาต้า เซ็นเตอร์ระบบคลาวด์สามารถรองรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านดาต้า เซ็นเตอร์ระดับไฮเอนด์หลายกลุ่ม และรองรับแอปพลิเคชันของลูกค้าที่หลากหลาย ด้วยความร่วมมือนี้ ธุรกิจในมาเลเซียจึงสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลได้เมื่อจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด

เมื่อสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่หล่อหลอมปี 2020 นั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่าการลงทุนใน digitisation จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไอทีและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจและทำให้ผู้คนและชุมชนเชื่อมต่อกัน ก่อนหน้าที่จะเกิด COVID-19 บริษัทต่างๆก็ได้ดำเนินโครงการ digitisation และปรับตัวทำให้ทันสมัยอยู่แล้ว

แต่ภูมิทัศน์ในปัจจุบันต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในการที่จะคว้าโอกาสในการปรับตัวเป็นดิจิทัล ธุรกิจและองค์กรต่างๆจำเป็นต้องเริ่มทบทวนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่สำคัญของตนตั้งแต่วันนี้ และตรวจสอบดูว่า Edge computing สามารถช่วยให้ธุรกิจนั้นมีข้อได้เปรียบได้อย่างไร 

ข่าวประชาสัมพันธ์