เมื่อ Donald Trump เป็นผู้เร่งอุตสาหกรรมชิปประมวลผลในจีนแบบที่ Xi Jin Ping ไม่สามารถทำได้

เมื่อ Donald Trump เป็นผู้เร่งอุตสาหกรรมชิปประมวลผลในจีนแบบที่ Xi Jin Ping ไม่สามารถทำได้
แบไต๋

สนับสนุนเนื้อหา

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบันนั้นยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะ Huawei ที่กลายเป็นบริษัทที่รับเคราะห์มากที่สุด ปัจจุบันไม่สามารถสั่งผลิตชิปประมวลผลจาก TSMC ได้อีกแล้ว โดยซัปพลายเออร์ที่ใช้เทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาจะต้องยื่นขออนุญาตกับรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนทำการค้ากับ Huawei และด้วยเหตุนี้เองทำให้จีนต้องดิ้นรนต่อปรากฏการณ์นี้มากขึ้น

อันที่จริงผลจากสงครามการค้าไม่ได้กระทบแค่ Huawei แต่ซัปพลายเออร์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตชิปก็ต้องขออนุญาตก่อนทำการค้ากับบริษัทผู้ผลิตชิปของจีนอย่าง SMIC หรือ Semiconductor Manufacturing International Corp เช่นเดียวกัน ซึ่งช่วงต้นนั้นกลายเป็นการขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนอย่างจัง

การขัดขวางของรัฐบาลสหรัฐฯ​ ทำให้ SMIC ไม่สามารถดำเนินการพัฒนาการผลิตชิปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง 7nm ได้ โดยปัจจุบัน SMIC วางแผนเริ่มกระบวนการผลิตชิปที่ 14nm อย่างจริงจังภายในปีนี้ และเริ่มทำการวิจัยและพัฒนาการผลิตชิป 7nm ต่อ แต่ตอนนี้กลายเป็นปัญหาที่ทางบริษัทไม่สามารถผลิตต่อได้เนื่องจากโดนรัฐบาลสหรัฐฯ ขัดขวางด้านห้ามซัปพลายเออร์เครือสหรัฐฯ ทำธุรกิจกับ SMIC และเนื่องจาก SMIC ก็ใช้เทคโนโลยีของสหรัฐณฯ จึงไม่สามารถผลิตชิปส่งให้ Huawei เว้นเสียแต่ว่า SMIC จะสามารถพัฒนาการผลิตชิปขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ซึ่งก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ดี

สถานการณ์ข้างต้นนี้ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเกิดการพัฒนาที่ช้าลงกว่าเดิม เนื่องจากความล้ำหน้าของเทคโนโลยียังคงอยู่ที่สหรัฐฯ​ เป้าหมายสูงสุดสำหรับการบริหารของ Trump ในประเด็นนี้คือจีนยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ต่อไป จีนยังคงเป็นประเทศที่มีตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในแง่ของการบริโภค (ไม่ใช่ผู้พัฒนา) โดย Intel และ AMD ได้ใบอนุญาตทำการค้ากับ Huawei แล้ว คาดว่า Qualcomm อาจเป็นรายต่อไป

huawei p40 pro 5g หัวเว่ย หัวเหว่ย kirin 990 5g

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมจีนจะตกอยู่ที่นั่งลำบาก แต่จีนเองก็ยังไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกกฏหมายล่าสุดห้ามบริษัทชิปผลิตชิปให้ Huawei บริษัทก็ได้เร่งพัฒนาการผลิตชิปด้วยตัวเองโดยไม่มีเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่อย่างเดียว โดยเริ่มจากการผลิตชิป 45nm ภายในปีนี้ และ 28nm ภายในปีหน้า อีกทั้งนักลงทุนได้เดิมพันลงทุนในบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศจีนมากยิ่งขึ้นกว่า 200% เป็นเงิน 60,000 ล้านหยวนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2020 และคาดว่าจะสูงถึง 1 แสนล้านหยวนภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นความกระตือรือร้นของภาคเอกชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้วยจำนวนเงินที่มหาศาล ความสามารถ และการเป็นตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งเหล่านี้ แต่อยู่ที่ “เมื่อไหร่” ที่จีนจะสามารถพัฒนาชิปได้ทันโลกเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่จีนสามารถพัฒนาได้ทันโลกแล้ว ตอนนั้นจะกลายเป็นหายนะของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ Donald Trump ทำนั้นเป็นเพียงผลดีระยะสั้นเท่านั้น แต่หากระยะยาวนั้นส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่คิดนัก