รีวิว Huawei P40 Pro+ มือถือซูมดีที่สุดในโลก

รีวิว Huawei P40 Pro+ มือถือซูมดีที่สุดในโลก
แบไต๋

สนับสนุนเนื้อหา

นี่คือ Huawei P40 Pro+ สมาร์ตโฟนกล้องดีที่สุด ซูมได้มากที่สุดจากหัวเว่ย รีวิวนี้เจาะลึกกันชัด ๆ ว่าตัวท็อปสุดของ Huawei P40 Series นี้ มีดีแค่ไหน! โดยก่อนหน้านี้เรารีวิว Huawei P40 Pro กันไปแล้ว ซึ่งโดยรวมถือว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ทำฮาร์ดแวร์ออกมาได้ดีที่สุดตัวหนึ่งในตลาดตอนนี้เลย เอาเป็นว่าใครยังไม่ได้ดู ไปย้อนดูกันได้นะครับ เรารีวิวละเอียดม้ากมาก อยากให้ดูกัน

กล้อง

ซึ่งจุดแตกต่างที่สุดระหว่าง Huawei P40 Pro และ P40 Pro+ นั้นอยู่ที่ชุดกล้องหลังตัวนี้ ซึ่งชุดกล้องหลังของ Huawei P40 Pro+ นั้นมีชื่อเรียกว่า Ultra Vision Leica Penta Camera หรือก็คือกล้อง 5 เลนส์ที่พัฒนาร่วมกับ Leica นั่นเอง โดยกล้องชุดนี้มีเลนส์ซูมถึง 2 ตัว ทำให้มีกล้องมากกว่า P40 Pro ที่มี 4 เลนส์นั่นเอง
(VO) เลนส์ 5 ตัวของ Huawei P40 Pro+ นั้นวางเรียง 2 แถว โดยเลนส์แรกแถวซ้าย เป็นเลนส์มุมกว้างมากระยะ 18 mm ที่เรียกว่า Cine Camera ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล f/1.8 ซึ่งเลนส์ตัวนี้จะเน้นการถ่ายวิดีโอด้วย

กล้องตัวกลางแถวซ้ายคือเลนส์หลัก Ultra Vision Sensor แบบ RYYB ถ่ายภาพที่ระยะเทียบเท่า 23 mm ด้วยความละเอียด 50 ล้านพิกเซล มีรูรับแสง f/1.9 ซึ่งใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.28 นิ้ว พร้อมระบบโฟกัส Octa PD ที่หาโฟกัสภาพได้อย่างรวดเร็วพร้อม OIS

และกล้องตัวล่างสุด หน้าตาเป็นเลนส์สี่เหลี่ยม นี่คือกล้องแบบ Periscope ที่ซูมได้มากที่สุดในตลาดตอนนี้ครับ ซูมด้วยเลนส์แท้ๆ 10 เท่า หรือซูมที่ระยะ 240 mm ให้ความละเอียด 8 ล้าน f/4.4

ต่อมาคือกล้องตัวบนขวานี้คือกล้องซูม 3 เท่า ที่ระยะ 80 mm ครับ ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ซึ่งกล้องซูมทั้ง 2 ตัวของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้มี OIS ทั้งคู่นะครับ

ส่วนกล้องตัวสุดท้าย นี่คือ 3D Depth Sensing Camera หรือกล้องวัดระยะนั้นเองเพื่อให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้สวยงาม

คุณภาพของภาพถ่าย

โดยรวมแล้วคุณภาพภาพจาก Huawei P40 Pro+ นั้นให้ภาพลักษณะเดียวกับ P40 Pro ครับ คืออาศัย HUAWEI XD Fusion Engine เพื่อรวมภาพจากหลายเลนส์ประกอบเข้าด้วยกันให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ ซึ่งมีการใช้เซนเซอร์วัดสีตัวใหม่ที่อยู่บริเวณกล้องหลัง ทำให้ลดอาการสีเพี้ยนที่เคยมีในรุ่นก่อน ๆ และ AI ก็ยังวิเคราะห์ลักษณะภาพเพื่อเลือกการปรับแต่งที่เหมาะสมได้ดี

การถ่ายภาพบุคคลก็ให้ผลงานลักษณะเดียวกับ Huawei P40 Pro คือถ่ายทอดสีผิวได้ดี สามารถละลายฉากหลังได้เนียนเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย ซึ่งก็สามารถเลือกเอฟเฟกการเบลอฉากหลังได้หลายรูปแบบ เช่นแบบหัวใจ หรือแบบเกลียวได้ระหว่างถ่าย

โดยการถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ทำได้ดีเยี่ยมในมาตรฐานสมาร์ตโฟนจากหัวเว่ยที่ใช้เซนเซอร์ RYYB ครับ สามารถเปลี่ยนภาพที่มืดจนมองไม่เห็น ให้กลับมาสว่างเหมือนถ่ายตอนกลางวันได้ โดยให้ภาพที่ดีทั้งกล้องมุมกว้าง และกล้องหลัก 1 เท่า ส่วนเลนส์ซูมจะถ่ายในที่แสงน้อยได้ไม่ดีนัก

แต่ไฮไลท์ที่สุดของ Huawei P40 Pro+ ก็ต้องมาดูผลงานการซูมภาพกันครับ ไล่ตั้งแต่ภาพมุมกว้างที่สุดที่ให้ภาพสัดส่วน 3:2 เก็บมุมภาพซ้าย-ขวาได้เพิ่มจากระยะ 1 เท่าที่เก็บภาพสัดส่วน 4:3 ขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นกล้องมุมกว้างที่กว้างน้อยกว่าเรือธงตัวอื่น ๆ อยู่ดี ไล่ไปถึงกล้องซูม 3 เท่าที่หัวเว่ยใส่เข้ามาเพิ่มเพื่ออุดช่องว่างของการซูม ไม่งั้นก่อนที่กล้องจะซูมถึง 10 เท่า ภาพจะแตกเพราะไม่มีเลนส์มารองรับ และมาดูภาพซูม 10 เท่ากันครับ ให้ผลงานได้คมชัดกว่าเดิมมาก ๆ เพราะเป็นการซูมภาพด้วยเลนส์แท้ ๆ และถ่ายง่ายขึ้นเพราะในเลนส์มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย

ซึ่งเมื่อขยายต่อไปถึงระดับ 20 เท่าที่เป็น Hybrid Zoom ก็ให้ภาพที่ดูคมชัดอยู่ดีครับ แต่จะไม่ได้คมแบบสดใสเหมือนระดับ 10 เท่า นี่ถือว่าเป็นกล้องมือถือที่กำลังซูมเทียบชั้นเลนส์ส่องนกที่ 480 mm เลยนะครับ และเมื่อซูมดิจิทัลไปจนสุดที่ 100 เท่า จะให้ภาพระดับที่ดูรู้เรื่อง แต่รายละเอียดก็จะหายไปเยอะ

คุณภาพของวิดีโอ

ส่วนการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหลังชุด Ultra Vision Leica Penta Camera ก็ทำได้ดีครับ เมื่อใช้เลนส์มุมกว้างและเลนส์ 1 เท่า ระบบป้องกันภาพสั่นไหวทำได้ดีเลย ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดในระดับ 4K 60fps เพียงแต่ว่าการถ่ายในระดับ 60 fps ทั้ง 4K และ Full HD จะสามารถซูมได้แค่ 10 เท่าโดยใช้แต่เลนส์หลักระหว่างถ่ายวิดีโอ แต่ถ้าใช้ 30 fps จะสามารถซูมได้เป็น 30 เท่าโดยใช้เลนส์ซูมมาช่วยถ่ายด้วย ทำให้ได้ภาพซูมที่คมชัดกว่าการถ่ายแบบ 60 fps ซึ่งระหว่างซูมวิดีโอก็จะมีการซูมเสียงระยะไกลให้ดังขึ้นได้อีกด้วย

นอกจากนี้เอฟเฟกวิดีโออย่างถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ หรือการถ่ายวิดีโอให้ฉากหลังเป็นขาว-ดำก็ยังมีให้เลือก

กล้องหน้าของ Huawei P40 Pro+ นั้นเป็นชุดเดียวกับ P40 Pro ครับ ที่แอบกินพื้นที่หน้าจอเยอะหน่อย โดยกล้องหน้า 2 ตัว เป็นกล้องความละเอียด 32 ล้านพิกเซล f/2.2 พร้อมระบบ auto focus มาพร้อมกล้องวัดระยะอีกตัว เพื่อช่วยถ่าย Selfie หน้าชัดหลังเบลอได้เนียนขึ้น ผลงานของกล้องหน้าตัวนี้จึงออกมาดีมาก ให้สีผิวได้สวย ฉากหลังเบลอกำลังดี ซึ่งก็สามารถดูรีวิวกล้องหน้าอย่างละเอียดได้จากรีวิวของ Huawei P40 Pro ที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ครับ

ดีไซน์ตัวเครื่อง

มาดูดีไซน์เครื่องกันบ้างครับ โดยรวมใช้การออกแบบเดียวกับ Huawei P40 Pro คือเป็นหน้าจอ OLED ขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียด 1200 x 2640 pixels ที่มีขอบโค้ง 4 ด้านที่เรียกว่า Quad-Curve Overflow Display ให้ได้สัมผัสการใช้งานที่นุ่มนวลแต่จอไม่ลั่น พร้อมเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือฝังอยู่ในหน้าจอ เหมือน P40 Pro ทุกอย่าง ซึ่งด้านหน้าจอนี้ก็ให้ภาพได้เต็มตา แถมลื่นไหลด้วย Refresh Rate ระดับ 90 Hz

รอบเครื่องก็มีพอร์ตชาร์จแบบ USB-C ซึ่งมีแบตเตอรี่ความจุ 4200 mAh เท่ากับ P40 Pro พร้อมระบบชาร์จเร็ว SuperCharge 40W เหมือนกัน ใช้งานจบวันสบายๆ เหมือนกัน

ส่วนช่องหูฟัง 3.5 mm ไม่ต้องพูดถึงมันเนอะ มาดูลำโพงฟังเพลงดีกว่า ก็มีใต้เครื่องชุดเดียว เพราะลำโพงแนบหูเป็นแบบฝังอยู่ใต้จอ

ด้านหลัง Huawei P40 Pro+ ในไทยจะมีให้เลือกสีเดียวคือสีขาวเซรามิกแบบนี้ครับ ซึ่งฝาหลังตัวนี้ก็ทำจากเซรามิกจริงๆ ให้ผิวสัมผัสที่เรียบลื่น รู้สึกพรีเมี่ยม ซึ่งฝาหลังสีนี้ วัสดุเป็นเซรามิกแบบนี้ ไม่มีใน P40 Pro ครับ ถือเป็นความพิเศษที่หรูหราของรุ่นท็อป

โดยรวมแล้วดีไซน์ของ Huawei P40 Pro+ นั้นเหมือน P40 Pro ทุกอย่าง ต่างกันที่ฝาหลังและชุดกล้องเป็นหลัก ซึ่งก็ทำให้ Huawei P40 Pro+ นั้นมีน้ำหนักมากที่สุดใน P40 Series ทั้ง 3 รุ่นคือ 226 กรัม

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

ด้านประสิทธิภาพเครื่อง Huawei P40 Pro+ ก็ยังจัดเต็มด้วยชิปตัวท็อปที่สุดของค่ายอย่าง Kirin 990 5G พร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำ 512 GB ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อเปิด Performance Mode เร่งประสิทธิภาพเครื่องสูงสุด Geekbench 5.2 ก็ได้คะแนนแบบ Multicore ไป 3172 คะแนน และคะแนนกราฟิกด้วย 3Dmark ชุด Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนไป 6042 คะแนน ก็เป็นคะแนนในระดับเดียวกับ P40 Pro ครับ

แน่นอนว่าเป็นสมาร์ตโฟนจาก Huawei เจ้าแห่งเทคโนโลยี 5G ก็ต้องรองรับ 5G ในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องรออัปเกรดเฟิร์มแวร์อีกเหมือนค่ายอื่นๆ ซึ่งเราก็ทดสอบความเร็วของ 5G จาก Huawei P40 Pro+ ให้เห็นกันคร่าวๆ ก็ได้ความเร็วในการดาวน์โหลดน่าประทับใจเลย ส่วนฝั่ง Wi-Fi ก็รองรับ Wifi 6 มาตรฐานล่าสุดในปัจจุบันเช่นกัน

โดยสมาร์ตโฟนจากหัวเว่ยในปีนี้นั้นใช้ HMS เป็นหลัก ผมขออัปเดตการใช้งาน Huawei P40 Pro+ บน HMS เพียวๆ เป็นอย่างไรแล้วบ้าง ตอนนี้เราสามารถดาวน์โหลด LINE ตัวเต็มจาก Huawei AppGallery ได้แล้ว ใช้งาน LINE Pay อ่านข่าวใน LINE Today ได้สมบูรณ์ เพียงแต่ว่าจะดึงบันทึกแชตจากระบบอื่นๆ มาไม่ได้เท่านั้นเอง

นอกจากนี้หัวเว่ยได้พัฒนาแอป Petal Search สำหรับค้นหาแอปจากแหล่งอื่นๆ ที่เชื่อถือได้เพื่อติดตั้งลงในเครื่องครับ ทำให้ตอนนี้เราใช้แอปหลักๆ แทบทุกตัวได้แล้ว เช่น facebook, instagram, twitter, messenger, TikTok Zoom, Microsoft Office, shopee, LINE TV, Viu, LINE Man, Foodpanda, แอปธนาคารไทยแทบทุกค่ายก็มีให้ใช้ได้แล้ว การใช้งาน Gmail ก็สามารถเซ็ตอัปกับแอปเมลของเครื่องได้ รวมถึงแอปของกูเกิ้ลบางตัวอย่าง Gboard หรือ Google Maps ที่สามารถใช้งานแบบไม่ได้ล็อกอินได้ด้วย

ส่วนตอนนี้ ถ้าต้องการใช้ Youtube, Google Drive, Google Docs ก็สามารถใช้ได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ก็ถือว่าหัวเว่ยพัฒนาระบบของตัวเอง และรวมมือกับนักพัฒนาภายนอกได้เร็วทีเดียว

ราคา

Huawei P40 Pro+ วางราคาเปิดตัวไว้ที่ 40,990 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่กระโดดจาก Huawei P40 Pro ที่ตั้งไว้ 31,990 บาทอยู่พอสมควร ซึ่งราคาที่แตกต่างกัน 9000 บาทนี้ คุณจะได้กล้องที่ซูมได้ดีที่สุดในตลาดมือถือปัจจุบัน และหน่วยความจำในเครื่องจุถึง 512 GB ซึ่งมากกว่า Huawei P40 Pro ที่มีหน่วยความจำในเครื่อง 256 GB ครับ

แต่ถ้าคุณอยากได้สมาร์ตโฟนที่ราคาย่อมเยาลงมาอีก Huawei P40 ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ เพราะคุณยังได้สมาร์ตโฟนที่ใช้ชิป Kirin 990 5G พร้อมรองรับ 5G ในไทยเหมือนกัน ได้แรม 8 พร้อมหน่วยความจำ 256 GB เหมือนรุ่น Pro แถมได้กล้องหลักเซนเซอร์ตัวเดียวกันด้วย เพียงแต่ว่าจะซูมได้ไม่เยอะเท่า และหน้าจอไม่ใช่แบบ 90 Hz เหมือนรุ่นพี่ครับ ซึ่ง Huawei P40 นี้เปิดตัวด้วยราคาเพียง 22,990 บาทเท่านั้น
ตอนนี้ Huawei ได้เริ่มต้นยุทธศาสตร์ใหม่อย่างเป็นทางการคือ 1+8+N ครับ โดย 1 หมายถึงอุปกรณ์หนึ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือสมาร์ตโฟน เป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์ทุกอย่างรอบตัว ซึ่งมาบวกกับอุปกรณ์ 8 ประเภทที่หัวเว่ยพัฒนาเป็นระบบนิเวศ เชื่อมต่อด้วย Huawei Share คือ คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, อุปกรณ์ที่มีจอภาพ, ลำโพงอัจฉริยะ, แว่นอัจฉริยะ, นาฬิกาอัจฉริยะ, รถยนต์ และหูฟัง และบวกกับ N ตัวสุดท้ายคือ Endless ที่เป็นรูปแบบการใช้งานไม่รู้จบ ทั้งอุปกรณ์ IoT, อุปกรณ์เกม, ความบันเทิง, ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ได้เป็นอย่างดี