รีวิว “One Plus 6” มือถือเรือธงที่ได้ทั้งแรง มากฟีเจอร์ และราคาระดับตัวรองท็อป

รีวิว “One Plus 6” มือถือเรือธงที่ได้ทั้งแรง มากฟีเจอร์ และราคาระดับตัวรองท็อป

กลับมาแล้วสำหรับการรีวิวจากทีมงาน Sanook! Hitech คราวนี้เรามีมือถือรุ่นหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากเพราะยี่ห้อนี้มีฉายาเล่นๆ ว่า “นักฆ่าเรือธง” ที่หลายคนอยากได้มาใช้สักเครื่อง ครับมันคือ One Plus 6 นั่นเอง มาดูกันว่า มือถือรุ่นท็อปที่สเปค แต่ราคานั้น ได้ตัวรองท็อปจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง 

สเปคของ One Plus 6

- ขนาดตัวเครื่อง 155.7 x 75.4 x 7.8 มิลลิเมตร

- สีตัวเครื่อง Mirror Black (ดำเงาพร้อมกระจก Gorilla Glass 5), Midnight Black (ดำด้าน) และ Silk White (สีขาว เงา)

- น้ำหนัก 177 กรัม

- CPU Qualcomm Snapdragon 845 Octa Core 2.8 + 1.7GHz พร้อมกับ GPU Adreno 630

- RAM 6 - 8GB

- ความจุในตัว 64, 128, 256GB

- เพิ่มความจำได้ด้วย ไม่รองรับ

- ความถี่ 2G 850 / 900 / 1800 / 1900

- ความถี่ 3G 850 / 900 / 1900 / 2100 HSDPA

- ความถี่ 4G LTE Cat 16 1024/150Mbps

- WiFi 802.11 b/g/n/ac Dual Band, Bluetooth V5.0

- หน้าจอ 6.28 นิ้ว Super AMOLED ความละเอียด 2280x1080 + กระจกหน้า Gorilla Glass 5

- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล F2.0 + EIS, Auto Focus

- กล้องหลัง เลนส์คู่ 16 (F1.7 + OIS, EIS) + 20 ล้านพิกเซล (F1.7) ใช้ระบบโฟกัส PDAF + LED Flash

- แบตเตอรี่ 3300 mAh + Dash Charge

- ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo + Oxygen OS 5.1.8 อัปเกรดได้ 3 เวอร์ชั่น

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่องและการออกแบบดีไซน์ของ One Plus 6

เริ่มจากด้าหน้าของ One Plus 6 กันก่อน มาพร้อมกับเทรนด์มือถือที่มีหน้าจอใหญ่ถึง 6.28 นิ้วพร้อมกับ Notch หรือ รอยบากด้วยกัน ความละเอียดหน้าจอ 2280x1080 พิกเซล หรือ Full HD+ ที่คมชัดและได้หน้าจอแบบ AMOLED ตอบสนองทันใจรองรับมัลติทัช 10 จุด และค่าสีตรง DCI-P3 แต่กลับไม่รองรับ HDR10

One Plus 6

ส่วนบนของด้านหน้ามีกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล, ลำโพงสำหรับสนทนา, เซนเซอร์ต่างๆ ของเครื่องที่ทำงานร่วมกันเช่น วัดเรื่องของแสง, วัดการจับใบหน้า เซนเซอร์ทำงานกับกล้อง และมีไฟแจ้งเตือน Notification

One Plus 6

ส่วนล่างของเครื่องมีหน้าจอพร้อมกับปุ่มกด Back, Home, Recent แล้วแต่ความถนัด เพราะมันสามารถตั้งค่าได้

One Plus 6

ด้านข้างออกแบบเรียบง่ายพร้อมกับเลือกวัสดุเป็นอะลูมิเนียมอย่างดี แต่สี Silk White ขอบเครื่องทั้งหมดจะเป็นสีทอง ฝั่งซ้ายของเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM 2 ช่องพร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง

One Plus 6

One Plus 6

ฝั่งขวามีปุ่มเปิดปิดเสียงเรียกเข้า ที่ทำงานง่ายๆ ได้แก่ เลื่อนบนสุดคือปิดเสียงทุกอย่าง, เลื่อนมาตรงกลางคือ เปิดระบบสั่นเท่านั้น และล่างสุดคือเปิดทั้งหมด ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่อง ก็สามารถกดเพื่อปลุกให้เครื่องตื่นได้เหมือนกัน

One Plus 6

ด้านบนออกแบบเรียบง่ายและสวยงามมีแค่ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนเท่านั้น

One Plus 6

ส่วนล่างมีทั้งลำโพงตัวเครื่อง, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรที่เริ่มเป็นของหายากเข้าไปทุกที แต่ดีที่ One Plus 6 ยังคงเก็บไว้

One Plus 6

ด้านหลังมีลักษณะที่ค้ลายกับมือถือหลายยี่ห้อ แต่มีการเลือกวัสดุที่เรียบง่าย แต่แบ่งออกเป็นสี Mirror Black ซึ่งเป็นมีเงา จะใช้กระจก Gorilla Glass 5 วางทับกับสีของตัวเครื่องที่เคลือบอย่างดี ส่วนสี Midnight Black ที่เห็นอยู่นี้ เป็นสีด้านแต่วัสดุเป็นอะลูมิเนียมเต็มขั้น และ Silk White จะเป็นวัสดุเหมือนกับ Mirror Black ส่วนประกอบก็มีทั้งโลโก้ One Plus กลางเครื่อง พร้อมกับกล้องหลังคู่และมี LED Flash

One Plus 6

ส่วนระบบสแกนลายนิ้วมือ อยู่ถัดลงมา เป็นตำแหน่งที่กำลังดี และแตะง่ายติดไว และตัวเครื่องรุ่นนี้กันน้ำได้ในแบบละอองฝน มากกว่าการตกน้ำไปทั้งเครื่องนะ

จุดสแกนลายนิ้วมือของ One Plus 6

เปิดเครื่องใช้งาน One Plus 6 พร้อมการทดสอบฟังก์ชันต่างๆเปิดเครื่อง

เปิดเครื่องมาพบกับระบบปฏิบัติการ Oxygen OS 5.1.8 ชื่อแปลกสำหรับใครบางคน แต่ความจริงมันใช้พื้นฐานของ Andorid 8.1 Oreo รุ่นล่าสุด มีหน้าตาแทบไม่แตกต่างจาก Pure Android หรือมือถือที่ใช้ Android One สักเท่าไหร่ จุดเด่นของระบบปฏิบัติการนี้ก็คือ เรียบง่ายกินแรงน้อย มีของให้ครบถ้วน แต่ไม่มี Theme ให้เลือก ซึ่งไม่เป็นไร ถ้าคนใช้ Android เก่งๆ ปรับแต่งเอาก็ได้เหมือนกัน และอัปเดตได้นานเท่าๆ กับ Android One เลย

ลูกเล่นที่น่าสนใจสำหรับ One Plus 6 นั้นก็ยังมีอยู่ แม้ว่าจะเป็น Pure Android ก็ตาม เริ่มจาก

  • ระบบสแกนใบหน้า มีการเลือกใช้แบบ 3D ทำให้จับมุมองศาของหน้าและตำแหน่งได้แม่นยำ ทำให้การปลดล็อคทำได้เร็วและง่าย แถมยังมีโหมดเพิ่มความสว่างในเวลาเครื่องจับได้ว่าเราอยู่ในที่แสงน้อย หรือ มืดไปเลย
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังทำงานได้รวดเร็วและใช้งานง่าย
  • ระบบการสั่งงานผ่านท่าทางมีให้เลือกใช้เช่นการสั่งปิดเสียงสามารถพลิกเครื่องได้ แตะ 2 เครื่องเพื่อเปิด หรือวาดท่าทางต่างๆ เพื่อควบคุมฟังก์ชั่นได้
  • สามารถปิด หรือ เปิด Notch หรือ รอยบากได้
  • มีฟีเจอร์ขั้นสูงที่สามารถปรับการทำงานของเครื่องได้เช่นสำหรับคนที่ต้องการใช้ USB OTG จะต้องมาเปิดใน Setting > Advance (ภาษาไทย การตั้งค่า > ขั้นสูง) ซึ่งดูแล้วมันควรจะทำงานอัตโนมัติมากกว่าที่ต้องมาเปิดเอง

  • มีเครื่องอัดเสียง, เครื่องคิดเลข, ระบบจัดการ File, One Plus Community ที่ไว้แลกเปลี่ยนและบอกสิ่งที่อยากเพิ่มเติมได้
  • และ One Plus เป็นมือถือที่สามารถอัปเดทได้นานถึง 3 ปีแล้ว เท่ากับเมื่อมีระบบปฏิบัติการให้ก็พร้อมที่จะรองรับ

ครบแล้วสำหรับฟีเจอร์ของเครื่อง คราวนี้มาส่วนที่หลายคนรอคอยว่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไร เนื่องจาก One Plus 6 ที่ทีม Sanook! Hitech ได้มาลองใช้เป็นรุ่น RAM 8GB พร้อมกับ ROM 256GB แบบ UFS 2.1 ใหม่ล่าสุด เมื่อทดลองใช้งานแล้วก็พบว่าทำงานได้ดี ผลการทดสอบ Benchmark ตอนนี้กลายเป็นมือถือเร็วที่สุดที่ได้ทดลองมาเลย การเล่นเกมและใช้งานผมว่าไม่มีปัญหา

การเชื่อมต่อต่างๆ นั้นรองรับ 4G LTE ความเร็วระดับ 1Gbps เลยแต่ว่าไม่มี VoLTE หรือการโทรออกด้วย 4G ส่วน WiFi รองรับ 802.11 AC แต่ว่าไม่มี VoWiFi เฉยเลย รองรับ Bluetooth V5.0 ใหม่ล่าสุด และ GPS จับสัญญาณได้ไวใช้ได้ การทดลองสนทนา คมชัด ถ้ามี VoLTE หรือ VoWiFi ก็คงจะดีกว่านี้ครับ

ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่ที่พูดเลยว่า 3300 mAh ฟังดูไม่เยอะและไม่น้อย ผลการทดสอบแบตเตอรี่อยู่ได้ราวๆ 9 ชั่วโมง และเมื่อใช้งานจริง ถ้าเล่นเกมต่อเนื่องใช้เวลา 8 ชั่วโมงก็เริ่มเติมแล้ว แต่ถ้าใช้งานปกติทั่วไป ถือว่าเอาอยู่ และมีระบบจัดการพลังงานมาให้

แต่ที่เด่นที่สุดคือ ระบบ Dash Charge ที่มีการติดตั้งระบบรับไฟในเครื่องคู่ พร้อมกับรับกระแสไฟจากที่ชาร์จแบบ 4A ได้ทำให้เคลมว่าชาร์จไฟเร็วสุด 30 นาทีก็ใช้งานได้แล้ว เมื่อทดลองจริง จาก 19% - 50% ใช้เวลา 30 นาทีจริง แต่ถ้าหมดเยอะกว่านั้นก็จะใช้เวลานานขึ้น เท่าที่เจอมานานสุดคือ 75 นาที ที่ระยะ 11% - 100% ผมว่าพอแล้วล่ะครับ

ประสิทธิภาพกล้องของ One Plus 6 เป็นอย่างไร

กล้องหลังของ One Plus 6 เลือกใช้ขนาด 16 +  20 ล้านพิกเซลพร้อมกับรูรับแสง F1.7 ทั้งคู่มีระบบโฟกัสแบบ Phase Detection Auto Focus ที่แม่นยำ และมีลูกเล่นจากโหมดเยอะมาก แต่ที่น่าประทับใจคือ นอกจาก Beauty ที่ปรับได้ในกล้องหลัง แต่ไม่ได้มายอะไร สิ่งที่เด่นและทำให้มันดูน่าสนใจทันคือ Portrait Mode ที่สามารถปรับให้หน้าชัดหลังละลายได้ง่ายและออโต้ ดูสมจริงอีกตางหาก แต่ลูกเล่นกล้องต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยหน่อย

ส่วนการถ่ายวิดีโอเนื่องจากกล้องมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว 2 แบบคือ OIS และ EIS ทำงานผสานกันทำให้ภาพออกมาดูดีและนิ่งมาก และรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60 FPS และ Slowmotion 480 FPS

ด้านกล้องหน้าใช้ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล F2.0 ผมว่ากำลังดีแล้ว และรูรับแสงออกมาถือว่าลงตัวอีกตางหาก นอกจากนี้ยังมี Beauty Mode ที่ค่อนข้างลงตัวใช้ได้ แต่ Portrait Mode มีแต่ไม่สามารถใช้ Beauty Mode พร้อมกันได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ One Plus 6

กล้องหลัง เลนส์คู่ 16 (F1.7) + 20 ล้านพิกเซล (F1.7) + LED Flash ระบบโฟกัส PDAF

 

กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล F2.0

หมายเหตุ ชมภาพเพิ่มเติมจาก Gallery ด้านล่างของบทความ

สรุปผลหลังทางทีมงาน Sanook! Hitech ได้ทดสอบและลองเล่น One Plus 6 มาสักระยะ

จากการที่ One Plus 6 มาอยู่ร่วมชายคากับผมเป็นเวลาพักหนึ่ง ยอมรับเรื่องหนึ่งคือ ของดีไม่ต้องจ่ายแพงก็มีจริง One Plus 6 มีความพร้อมทั้งสเปคเครื่องที่ตอบโจทย์ทำงานได้หมด ระบบปฏิบัติการเสถียร ทำงานได้เร็ว ลูกเล่นมีพอดี และกล้องที่ถ่ายภาพสวย แต่อาจจะขาดตกไปเล็กน้อยเช่นหน้าจอไม่รองรับ HDR, ลำโพงเป็นลูกเดียว และไม่มี VoLTE, VoWiFi ทั้งๆ ที่ได้ CPU Snapdragon 845

One Plus 6

แต่ด้วยราคาของ One Plus 6 ก็มีหลากหลายความจุ ได้แก่

  • RAM 6GB ROM 64GB รุ่นเริ่มต้น 17,999 บาท
  • RAM 8GB ROM 128GB ราคา 19,999 บาท รุ่นที่สมเหตุสมผล
  • RAM 8GB ROM 256GB เครื่องที่รีวิวนี้ 21,999 บาท

เมื่อเทียบกับราคาออกมาแล้ว One Plus 6 รุ่นท็อปสุด คู่แข่งที่ชนจริงๆ นั้นก็แทบจะไม่มีเลย เหลือแต่ Huawei Mate 10 Pro เท่านั้นเอง และอีกรุ่นที่ถูกกว่า คือ ASUS Zenfone 5Z ที่มีด้วยลูกเล่นที่อลังการกว่า แต่ราคาถูกกว่าเล็กน้อย ทำให้เลือกยากเหมือนกัน แต่ถ้าโจทย์ของคุณต้องการมือถือสเปคท็อป, อัปเกรดได้นาน, ไม่ตกรุ่นบ่อย เพราะค่ายนี้ชอบออกมือถือแค่ปีละ 1 – 2 รุ่นเท่านั้น One Plus 6 จึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดครับ

สรุปจุดเด่นของ One Plus 6

  • ตัวเครื่องสวยและหน้าจอใหญ่กำลังดี
  • ลูกเล่นพื้นฐานมีให้ครบ
  • สเปคเครื่องแรง รองรับการทำงานได้หลากหลาย
  • แบตเตอรี่ชาร์จไฟเร็วมาก
  • อัปเกรดได้นานถึง 3 ปี
  • กล้องทำผลงานได้เป็นที่พอใจ
  • ราคาถูกกว่าที่คาดสำหรับรุ่นกลาง

สรุปจุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมหากต้องการซื้อ One Plus 6

  • ไม่รอบรับ VoLTE, VoWiFi (รออัปเดตในอนาคต)
  • ฟีเจอร์บางอย่างอยู่ลึกเกินไป หรือต้องกดเปิดเอง เช่น USB-OTG เป็นต้น
  • จอไม่รองรับการแสดงผล HDR
  • ระบบเสียงยังคงให้ลำโพงแค่ตัวเดียว

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด