เปรียบเทียบ Xiaomi Mi 8 และ Asus ZenFone 5Z สองเรือธงรุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุด ณ ชั่วโมงนี้

เปรียบเทียบ Xiaomi Mi 8 และ Asus ZenFone 5Z สองเรือธงรุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุด ณ ชั่วโมงนี้
thaimobilecenter

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่รอคอยกันมาสักพักใหญ่ ล่าสุดก็เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Xiaomi Mi 8 เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย Xiaomi ที่มาพร้อมการยกเครื่องดีไซน์ใหม่หมดจด ด้วยหน้าจอไร้ขอบ พร้อมรอยบากแบบ Full Screen ขนาดใหญ่กว่าเดิม บนตัวเครื่องแบบกระจก ผสานกรอบโลหะอะลูมิเนียมซีรีส์ 7 และกล้องถ่ายภาพแบบคู่ (Dual Camera) เวอร์ชันอัปเกรดที่มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการประมวลผล ไม่ว่าจะโหมดหน้าชัดหลังเบลอ AI Portrait Mode หรือฟังก์ชัน AI Scene Camera ในการจำแนกซีนต่างๆ พร้อมปรับภาพให้โดยอัตโนมัติ

อีกหนึ่งเรือธงที่น่าสนใจไม่แพ้กันในบ้านเราคงไม่พ้น Asus ZenFone 5Z ที่เพิ่งเปิดตัวทางการไปสดๆ ร้อนๆ กับการดีไซน์ตัวเครื่องโฉมใหม่ ด้วยหน้าจอไร้ขอบแบบ Full Screen พร้อมรอยบากที่ด้านบน รวมถึงกล้องคู่ (Dual Camera) ในแนวตั้งที่ด้านหลัง พร้อมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ หรือการจัดการตัวเครื่อง และยังรองรับระบบเสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-Res อีกด้วย ที่สำคัญคือเปิดราคาเริ่มที่ 15,990 บาทเท่านั้น

ในวันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงนำ Xiaomi Mi 8 และ Asus ZenFone 5Z มาทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติ และฟีเจอร์เด่นให้ได้ชมกันแบบช็อตต่อช็อต เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านที่สนใจ ซึ่งทั้งสองรุ่นจะมีจุดที่เหมือน และต่างกันอย่างไรบ้างนั้น ไปชมพร้อมกันได้เลยค่ะ

เปรียบเทียบดีไซน์ และรูปลักษณ์ภายนอก

untitled-1

untitled-2

เริ่มกันที่การดีไซน์ของทั้งสองรุ่นนี้จะเห็นได้ว่าโดยรวมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยหน้าจอไร้ขอบที่มีรอยบาก หรือพื้นที่สำหรับกล้องหน้า, ลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ด้านบน แต่ทาง Asus ZenFone 5Z จะมีขนาดรอยบากเล็กกว่า สำหรับบอดี้ตัวเครื่องก็เป็นกระจก ผสานกันกรอบโลหะที่ด้านข้าง และใช้งานกล้องคู่ (Dual Camera) ที่ด้านหลังในแนวตั้ง ซึ่งจะแตกต่างกันเล็กน้อยที่ตำแหน่งของไฟแฟลช LED โดย Asus ZenFone 5Z มีไฟแฟลชอยู่ด้านล่างกล้อง ส่วน Xiaomi Mi 8 มีไฟแฟลชอยู่ตรงกลางระหว่างกล้องทั้ง 2 ตัว และอีกหนึ่งที่เหมือนกันคือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ตรงกลางด้านหลังนั่นเอง

 

1

 

เปรียบเทียบฟีเจอร์ และคุณสมบัติเด่นภายใน

2

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ จะเห็นได้ว่าทั้งสองรุ่นนี้มีการดีไซน์คล้ายคลึงกัน และยังมีคุณสมบัติเด่นที่สูสีกันในหลายด้านอีกด้วย โดยคฟีเจอร์ที่ทั้งสองรุ่นมีเหมือนกันได้แก่ การอัปเกรดขึ้นด้วยิชปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 845 พร้อม RAM 6GB ซึ่งทาง ZenFone 5Z ได้เปรียบกว่าที่รองรับ RAM สูงถึง 8GB และมีความจุให้เลือกใช้กันหลายรุ่น โดย Mi 8 แยกออกเป็น 3 ความจุ ได้แก่ 64GB/128GB/256GB ส่วนทาง ZenFone 5Z มี 2 รุ่น ได้แก่ 128GB/256GB ที่ยังสามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 2TB ซึ่งคุณสมบัตินี้ Mi 8 ไม่รองรับ และทั้งสองรุ่นนี้มีขนาดหน้าจอเท่ากันที่ 6.2 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ Full HD+ บนระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo เวอร์ชันใหม่ 

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกล้องคู่ (AI Dual Camera) พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX363 และรองรับฟังก์ชันการแยกซีนเพื่อปรับแต่งภาพอัตโนมัติ และการถ่ายในโหมดหน้าชัดหลังเบลอ โดยมีขนาดรูรับแสง F/1.8 และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 4 แกน รวมถึงรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD 

ในด้านระบบรักษาความปลอดภัยระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รวมถึงลูกเล่นที่น่าสนใจอย่างอีโมจิแบบเคลื่อนไหวตามใบหน้าของผู้ใช้ ก็มีรองรับทั้งบน Xiaomi Mi 8 และ Asus ZenFone 5Z ด้วยเช่นกัน

แต่สำหรับจุดที่ต้องพิจารณาของทั้งสองรุ่นนี้คือ ยังไม่รองรับฟีเจอร์การชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย และคุณสมบัติการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น ที่ถือเป็นฟีเจอร์หลักในสมาร์ทโฟนเรือธงยุคปัจจุบัน

Asus ZenFone 5Z เปิดราคาอย่างเป็นทางการในบ้านเราที่ 15,990 บาท ในรุ่น 6GB+128GB และราคา 19,990 บาทสำหรับรุ่น 8GB+256GB โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วน Xiaomi Mi 8 ยังไม่มีข้อมูลว่าจะวางขายในบ้านเราด้วยหรือไม่ แต่จากภาพทีเซอร์ก่อนการเปิดตัวที่มีการบอกใบ้ถึงประเทศไทย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราด้วยเช่นกัน โดย Mi 8 วางขายในประเทศจีนทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ดังนี้

- รุ่น 6GB+64GB ราคา 2,699 หยวน (ประมาณ 13,700 บาท)
- รุ่น 6GB+128GB ราคา 2,999 หยวน (ประมาณ 15,200 บาท)
- รุ่น 6GB+256GB ราคา 3,299 หยวน (ประมาณ 16,700 บาท)

ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใดมีฟีเจอร์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในไลฟ์สไตล์ของท่านได้ครบด้านมากที่สุด และมีความชื่นชอบสมาร์ทโฟนรุ่นใดมากกว่ากัน กล่าวคือนอกเหนือไปจากการดีไซน์ และฟีเจอร์การใช้งานภายในแล้วนั้น ความชอบ และรสนิยมส่วนบุคคลก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่ง ซึ่งหากว่าได้ทดลองใช้งานในเบื้องต้นแล้วเกิดความพึงพอใจ ทั้งในด้านการใช้งาน, การดีไซน์ และราคา ก็ถือได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นควรค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของแล้วค่ะ